ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 156 เสื้อกั๊กผ้าฝ้ายตัวน้อยที่รั่วลม
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 156 เสื้อกั๊กผ้าฝ้ายตัวน้อยที่รั่วลม
บทที่ 156 เสื้อกั๊กผ้าฝ้ายตัวน้อยที่รั่วลม
ระหว่างทางกลับบ้าน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขของซู่เป่า
เด็กน้อยเล่าเรื่องราวให้ซูจิ่นอวี้ฟังอย่างกระตือรือร้นและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เธอเล่าว่าตั้งแต่ย้ายมาอยู่ตระกูลซู คุณยายก็รักถนอมเธอมาก ลุงใหญ่และลุงคนอื่น ๆ ก็ใจดีกับเธอที่สุด
เธอยังบอกอีกว่าตอนนี้ชีวิตของเธอดีมาก แม้แต่คุณเต่าและเจ้าเสี่ยวอู่ต่างก็มีความสุขกันถ้วนหน้า…
แม้ดวงตาของซูจิ่นอวี้ยังแฝงไปด้วยความว่างเปล่า แต่ลึกลงไปในอกเธอกลับรู้สึกเจ็บแปลบอย่างประหลาด
เธอจำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่สาเหตุที่ดวงจิตต้องมาติดสิงอยู่ในร่างของซูเสี่ยวอวี้ก็ยังคงเป็นปริศนา
หรือว่า… ตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ เธอจะมีลูกสาวจริง ๆ และเด็กน้อยที่ช่างพูดตรงหน้านี้ก็คือลูกของเธอ?
ทางด้านซูเสี่ยวอวี้ที่มองเห็นเพียงซู่เป่ากำลังนั่งพูดคนเดียวแจ้ว ๆ ก็ได้แต่ลอบทอดถอนใจในอก
เด็กคนนี้คงจะคิดถึงแม่มากจนจิตใจเริ่มสับสนไปหมดแล้วสินะ?
ด้วยความสงสาร เธอจึงอดไม่ได้ที่จะลูบหัวซู่เป่าอย่างอ่อนโยน “หนูน้อยน่ารัก พี่คงทำตัวเป็นแม่ให้หนูไม่ได้หรอกนะ แต่เอาอย่างนี้ไหม… เรามาสาบานเป็นพี่น้องกัน เป็นพี่น้องผู้หญิงที่สนิทกันที่สุด ดีไหมจ๊ะ?”
“อ๊ะ… การสาบานเป็นพี่น้องคืออะไรหรือคะ?” ซู่เป่าชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความมึนงง
ซูเสี่ยวอวี้คลี่ยิ้มอธิบาย “ก็คือคนที่มีวาสนาต่อกันตั้งแต่แรกเห็น เลยตกลงเป็นพี่สาวน้องสาวกันไงล่ะ! หลังจากนี้เธอก็จะเป็นน้องสาวของพี่ พี่ก็จะเป็นพี่สาวของเธอ ความสัมพันธ์ของเราจะได้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไง”
“ดีเลยค่ะ!” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักเข้าใจ
ซูเสี่ยวอวี้ยกถ้วยไอศกรีมขึ้น “มา! กินไอศกรีมถ้วยนี้ให้หมด แล้วเราสองคนจะเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันตลอดไป!”
“ได้ค่ะ ได้เลย!” ซู่เป่ารีบยกถ้วยขึ้นสูง
ทั้งสองคนตักไอศกรีมเข้าปากคำโตจนต้องสูดปากถี่ ๆ เพราะความเย็นจัดพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง
หญิงสาวมองซู่เป่าด้วยความเอ็นดู ในใจรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
ในที่สุดก็ไม่ต้องเป็นคุณแม่แล้ว ถ้าขืนปล่อยให้เด็กเรียกแม่โฉ่งฉ่างกลางที่สาธารณะแบบนี้
มีหวังภารกิจตามจีบชายในฝันของเธอคงพังไม่เป็นท่าแน่!
เธออดใจไม่ไหวจนต้องเอื้อมมือไปหยิกแก้มอวบอิ่มของซู่เป่าเบา ๆ “เอาล่ะ ในเมื่อเป็นน้องสาวพี่แล้ว ไหนลองเรียกพี่สาวให้ชื่นใจหน่อยสิคะ”
“พี่สาว!” ซู่เป่าขานรับทันที
“จ้า!” ซูเสี่ยวอวี้ตอบรับด้วยความดีใจ
จี้ฉางที่มองอยู่ถึงกับกุมขมับ “เฮ้อ… มันจะไม่รวบรัดเกินไปหน่อยหรือ? พวกเธอสองคนเรียกขานกันผิดฝาผิดตัวไปหมดแล้วนะ!”
ก่อนที่จี้ฉางจะได้เอ่ยทักท้วง ซู่เป่าก็หันไปชี้ที่มู่กุยฝานแล้วเอ่ยขึ้นว่า “พี่สาวคะ นี่คือคุณพ่อของหนู ในเมื่อพี่เป็นพี่สาวของหนู คุณพ่อของหนูก็ต้องเป็นคุณพ่อของพี่ด้วยสิคะ! พี่สาว… รีบเรียกคุณพ่อเร็วเข้าค่ะ!”
ซูเสี่ยวอวี้แทบจะพ่นไอศกรีมออกจากปากทันที
ส่วนมู่กุยฝานถึงกับมุมปากกระตุกวูบ พลางคิดในใจว่า
‘เรื่องนี้ไม่จำเป็นเลยสักนิด!’
”
อึก… สวัสดีค่ะ… เอ่อ… พี่… พี่ชายใหญ่?” ซูเสี่ยวอวี้มองสบตากับมู่กุยฝานพลางอึกอักทำตัวไม่ถูก
มู่กุยฝานยังไม่ทันได้อ้าปาก หานหานก็ตะโกนขัดขึ้นมาเสียงดังลั่น “ไม่ถูก! ต้องเรียกว่าพ่อสิ!” จากนั้นเจ้าหนูน้อยก็เริ่มร่ายลำดับญาติที่เพิ่งเรียนมา “พ่อของพ่อคือคุณปู่ พี่สาวของพ่อคือป้า งั้นพ่อของพี่สาวก็ต้องเรียกว่าพ่อ!”
“ใช่แล้วค่ะ!” ซู่เป่าสนับสนุนทันควัน
ซูเสี่ยวอวี้รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง
‘นี่มันเรื่องเหลือเชื่ออะไรกันเนี่ย? เธอแค่รับปากจะเป็นพี่สาวน้องสาว แต่ทำไมถึงต้องยอมรับพ่อเพิ่มมาอีกคนด้วยล่ะ?’
“เอ๊ะ ไม่ถูกสิ! พี่สาวไม่ได้เกิดจากคุณพ่อของหนู จะเรียกพ่อได้ยังไงกันนะ!” ซู่เป่าขมวดคิ้วมุ่นพลันฉุกคิดขึ้นได้
เมื่อเห็นผู้ใหญ่สองคนและเด็กอีกสองคนกำลังหมกมุ่นอยู่กับการถกเถียงเรื่องคำเรียกขานอย่างจริงจัง จี้ฉางก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด…
เขาหันไปมองดวงวิญญาณของซูจิ่นอวี้ แล้วลองเอ่ยเรียกด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ซูจิ่นอวี้?”
“หืม?” ดวงจิตนั้นขานรับโดยอัตโนมัติ
“ยังจำได้ไหม? ‘แกร่งกล้าตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา’ น่ะ?” เห็นซูจิ่นอวี้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เขาจึงลองอีกประโยค “หรือจะเป็น… ‘แกร่งกล้าตั้งแต่ยังเป็นเซลล์สืบพันธุ์’?” จี้ฉางจึงลองเอ่ยรหัสลับ
ซูจิ่นอวี้มองจี้ฉางด้วยสายตารังเกียจพลางถอยห่างออกไป
‘ผู้ชายคนนี้ สติฟั่นเฟือนหรือเปล่านะ?’
‘ให้ตายเถอะ เมื่อก่อนยังเห็นตั้งใจจะข้ามมิติมาพร้อมความทรงจำเต็มเปี่ยม ‘
‘ไฉนตอนนี้ถึงหลงลืมไปจนหมดสิ้นได้ขนาดนี้!’
‘จี้ฉางโวยวายอยู่ในใจ’
ในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ของมู่กุยฝานก็ดังขัดจังหวะขึ้น เขาหยิบขึ้นมารับสายโดยต้องถือหูให้ห่างจากตัวเล็กน้อย
เสียงของคุณนายซูแผดดังลอดออกมาจากลำโพง “มู่กุยฝาน! เธอแอบพาซู่เป่ากับหานหานหนีไปเที่ยวเล่นที่ไหนมา?!”
เมื่อซูจิ่นอวี้ได้ยินเสียงนั้น ดวงจิตของเธอก็ชะงักงันไปทันที
‘เสียงนี้… ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นเคยและสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจเช่นนี้!’
มู่กุยฝานใช้นิ้วแตะจมูกแก้เก้อ “จะเรียกว่าลักพาก็ดูจะเกินไปหน่อยนะครับ…”
คุณนายซูยังคงเดือดดาล “เธอพาเด็ก ๆ ไปกินไอศกรีมอีกแล้วใช่ไหม?!”
มู่กุยฝานแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ “จะบอกว่า ‘อีกแล้ว’ ก็คงไม่ถูกนะครับ…”
‘เพราะหานหานเพิ่งจะเคยมาทานเป็นครั้งแรกเอง’
คุณนายซูแค่นเสียงเย็น “ฉันให้เวลาเธอสามสิบนาที พาหลานฉันกลับมาเดี๋ยวนี้!” แต่เพียงครู่เดียวเธอก็เปลี่ยนใจรีบกำชับ “ช่างเถอะ… ให้เวลาหนึ่งชั่วโมงก็ได้ แต่เตือนไว้ก่อนนะ อย่าขับรถผาดโผนเป็นอันขาด!”
“วางใจได้ครับ” มู่กุยฝานเลิกคิ้วอย่างเกียจคร้าน
หลังจากวางสาย เขาหันไปบอกทุกคนในรถ “นั่งให้ดีนะ!”
“เดี๋ยวค่ะคุณพ่อ! หนูยังกินไอศกรีมไม่หมดเลย…” ซู่เป่ารีบร้องประท้วง
“รอเดี๋ยวนะคะ หนูขออีกคำเดียว…” หานหานเองก็ไม่ต่างกัน ปากเลอะไอศกรีมจนแดงก่ำเพราะความเย็น
“พ่อคะ… หรือว่าพ่อจะช่วยหนูกินสักคำไหมคะ?” ซู่เป่าชูแก้วไอศกรีมที่เหลือให้คุณพ่อ
เมื่อนึกถึงใบหน้าเคร่งขรึมของหญิงชราที่รออยู่บ้าน ทั้งซู่เป่าและหานหานต่างก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
มู่กุยฝานหัวเราะร่า พลางเอ่ยอย่างใจดี “ค่อย ๆ กินไปเถอะลูก แค่เราจัดการทำลายหลักฐานให้สิ้นซากก่อนถึงบ้านก็พอแล้ว”
เด็กน้อยทั้งสองพยักหน้าหงึกหงักรับคำสั่งนั้นทันทีด้วยความสามัคคี
สิบนาทีต่อมา…
รถออฟโรดคันใหญ่แล่นมาถึงบริเวณชานคฤหาสน์ตระกูลซู ซู่เป่ารีบชะโงกหน้าจากหลังเบาะคนขับกระซิบกระซาบด้วยท่าทางลับลมคมใน “คุณพ่อคะ เร็วเข้า! รีบทำลายหลักฐานค่ะ!”
“อ้อ เกือบลืมไปเสียสนิทเลย” มู่กุยฝานเลิกคิ้ว
เขาหักพวงมาลัยจอดเทียบข้างถังขยะใหญ่ริมทาง เตรียมเรียกให้ซู่เป่ากับหานหานส่งถ้วยไอศกรีมเปล่ามาให้ ทว่าซู่เป่ากลับมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทางลนลานจนเหวี่ยงเหงื่อซึม “คุณพ่อคะ จะทำยังไงดี? เราจะกำจัดศพ… เอ้ย กำจัดหลักฐานยังไงไม่ให้เหลือร่องรอยดีคะ?”
ท่าทางของซู่เป่าดูตื่นเต้น และกังวลราวกับกำลังเตรียมการทำภารกิจระดับชาติอย่างไรอย่างนั้น
มู่กุยฝานถึงกับหลุดขำพรืดออกมา “การกำจัดซากขยะที่พ่อว่า ก็แค่ทิ้งมันลงถังขยะก่อนกลับถึงบ้าน ไม่ให้คุณยายเห็นเข้าเท่านั้นเอง…”
ซู่เป่าถึงได้ร้องอ๋อออกมา ก่อนจูงมือหานหานลงจากรถเพื่อปฏิบัติภารกิจ ส่วนซูเสี่ยวอวี้ที่ยังคงห่วงเด็ก ๆ ก็รีบลงตามมาดูแลด้วย
เธอเงยหน้าขึ้นมองภาพตรงหน้า พระอาทิตย์ดวงโตกำลังค่อย ๆ ลับขอบฟ้าไปทางปลายแม่น้ำ แสงสนธยาสีส้มจัดอาบไล้ทั่วแผ่นฟ้าจนกลายเป็นสีแดงชาดไปครึ่งแถบ
“ว้าว สวยเหลือเกิน…” ซูเสี่ยวอวี้พึมพำชื่นชม
ซูจิ่นอวี้ที่สถิตอยู่เหนือศีรษะของเธอมองทัศนียภาพอันงดงามนั้น ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาในใจ ราวกับว่าเส้นทางสายนี้คือเส้นทางที่เธอเคยสัญจรผ่านเป็นประจำในชาติปางก่อน…
ยิ่งรถเข้าใกล้เขตคฤหาสน์ตระกูลซูมากขึ้นเท่าไหร่ หัวใจของซูจิ่นอวี้ก็ยิ่งสั่นระรัวด้วยความตื่นเต้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้
หน้าประตูคฤหาสน์อันโอ่อ่า คุณนายซูนั่งอยู่บนรถเข็นเฝ้าชะเง้อคอมองมาประดุจมารดาผู้ชราภาพที่กำลังเฝ้ารอการกลับมาของบุตรหลาน แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องกระทบเส้นผมสีดอกเลาของเธอ ทำให้ภาพที่เห็นดูอ้างว้างและโรยแรงอย่างประหลาด
ซูจิ่นอวี้จ้องมองร่างของคุณนายซูไม่วางตา ทันใดนั้นในหัวของเธอก็เหมือนมีบางสิ่งพยายามจะพุ่งทะลุออกมา ทำให้เธอปวดร้าวรุนแรงราวกับศีรษะจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ…
“คุณแม่…?” ซูจิ่นอวี้พึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
“คุณแม่คะ! คุณแม่จำได้แล้วหรือคะ?” ซู่เป่าได้ยินดังนั้นก็รีบหันมา ดวงตาเป็นประกายวาววับ
ซูจิ่นอวี้ส่ายหน้าช้า ๆ แม้แต่ตัวเธอเองยังไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดคำเรียกขานนั้นถึงหลุดออกมาจากปากเป็นธรรมชาติเพียงนั้น
“ไม่เป็นไรนะคุณแม่ รอให้ซู่เป่าหาเศษเสี้ยว ดวงจิตทั้งสามและเจตภูตทั้งเจ็ดของคุณแม่เจอเมื่อไหร่ คุณแม่จะจำได้ทุกอย่างแน่นอนค่ะ!” ซู่เป่ารีบเอ่ยให้กำลังใจอย่างกระตือรือร้น
เด็กน้อยเขย่งเท้าพลางเอื้อมมือน้อย ๆ ไปกุมมือของซูจิ่นอวี้ไว้ ซูจิ่นอวี้สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นไหลพุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณของเธอ
‘หากเด็กคนนี้คือลูกสาวของเธอจริง ๆ ก็คงเป็นเด็กน้อยที่ช่วยชโลมหัวใจได้ดีเหลือเกิน…’
ในวินาทีถัดมา ความอบอุ่นนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นแรงมหาศาล! ซู่เป่ากำข้อมือของซูจิ่นอวี้ไว้แน่นก่อนออกแรงกระชากอย่างสุดกำลัง!
ซูจิ่นอวี้รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ร่างวิญญาณของเธอถูกดึงกระชากออกจากร่างของซูเสี่ยวอวี้และพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าประดุจลูกธนูที่หลุดจากคันศร…
ฟิ้ว!