ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 157 ซูจิ่นอวี้กลับคืนสู่ตระกูลซู
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 157 ซูจิ่นอวี้กลับคืนสู่ตระกูลซู
บทที่ 157 ซูจิ่นอวี้กลับคืนสู่ตระกูลซู
ร่างวิญญาณของซูจิ่นอวี้พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปเกาะแหมะอยู่บนยอดต้นหอมหมื่นลี้ นกตัวน้อยเกาะอยู่ก่อนหน้าสะดุ้งตกใจจนรีบบินหนีไป ทิ้งกองมูลนกไว้ให้ดูต่างหน้าหนึ่งกอง
ซูจิ่นอวี้ขอถอนคำพูดชมว่าซู่เป่าเมื่อครู่ทิ้งให้หมด!
นี่มันเสื้อนวมรั่วลมชัด ๆ… แต่เอ๊ะ?
เธอหลุดพ้นออกจากร่างของซูเสี่ยวอวี้แล้วหรือนี่?
ซูจิ่นอวี้รีบลอยตัวขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ เธอพบว่าก่อนหน้านี้ไม่ว่าพยายามดิ้นรนเพียงใดก็ไม่อาจออกห่างจากซูเสี่ยวอวี้ได้เลย
แต่ตอนนี้… เธอกลับมาเป็นอิสระอีกครั้งแล้ว
เธอร้อง “ว้าว” ออกมาด้วยความดีใจพลางบินกลับไปหาซู่เป่า “ไม่นึกเลยว่าหนูจะเก่งกาจขนาดนี้!”
ซู่เป่าเชิดหน้าน้อย ๆ เป็นเชิงว่า “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ!”
ทว่าท่ามกลางความดีใจของทั้งสอง
ไม่มีใครทันสังเกตเลยว่า ไอพลังวิญญาณเย็นเยียบกำลังคืบคลานเข้ามาโดยรอบ…
จี้ฉางขมวดคิ้วมุ่นพลางมองออกไปนอกอาณาเขตคฤหาสน์ตระกูลซู เขาเห็นดวงวิญญาณร้ายนับสิบตนเริ่มมารวมตัวกัน พวกมันจ้องมองซูจิ่นอวี้ที่เปล่งประกายสีทองวาววับด้วยดวงตาหิวกระหาย
จี้ฉางเริ่มใจไม่ดี คงไม่ใช่อย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ใช่ไหม…
เศษเสี้ยววิญญาณของซูจิ่นอวี้ที่หายไป คงไม่ได้ถูกวิญญาณร้ายรอบ ๆ รุมทึ้งแบ่งกันกินไปหรอกนะ…
ซู่เป่าที่ยังไม่ทันสังเกตเห็นอันตรายรอบตัว รีบจูงมือซูจิ่นอวี้วิ่งหน้าตั้งไปหาคุณนายซูเฒ่าซึ่งกำลังรออยู่ “คุณยายคะ! พวกเรากลับมาเยี่ยมแล้วค่ะ!” เด็กน้อยโถมตัวเข้ากอดคุณยายด้วยความรัก
จังหวะนั้นเอง ซูจิ่นอวี้ที่ถูกจูงมืออยู่ก็ถูกดึงเข้าไปสู่อ้อมกอดของคุณนายซูเฒ่าด้วยเช่นกัน…
เมื่อคุณนายซูเฒ่ายื่นมือมาโอบกอดซู่เป่า ซูจิ่นอวี้กลับรู้สึกอบอุ่นประหนึ่งว่าตนเองกำลังถูกมารดาโอบกอดไว้จริง ๆ
“เด็กดี กลับมาแล้วหรือลูก!” ความโดดเดี่ยวบนใบหน้าของหญิงชราจางหายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
ซูจิ่นอวี้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจมูกของเธอถึงเริ่มแสบและมีน้ำตาไหลออกมา
“แปลกจัง… ทำไมฉันถึงต้องร้องไห้ด้วยนะ…” เธอรีบปาดน้ำตาออก ทว่าน้ำตานั้นกลับเปล่งประกายสีทองวาววับ
โดยปกติแล้ว น้ำตาหรือเลือดของดวงวิญญาณย่อมเป็นพลังงานด้านมืดอันตราย แต่สำหรับซูจิ่นอวี้ น้ำตาที่หยดลงมากลับกลายเป็นพลังแห่งบุญบารมี และโชคลาภอันบริสุทธิ์
ซู่เป่านึกถึงคำสอนของอาจารย์ว่าเมื่อพบคุณแม่แล้วต้องส่งท่านไปเกิดใหม่ แม้ใจหายอยู่บ้าง แต่พอนึกว่าคุณแม่มีพลังโชคลาภติดตัวไปขนาดนี้ ภพหน้าย่อมต้องเป็นคนมีวาสนาแน่นอน
อาจจะเป็น “เด็กน้อยผู้มีบุญ” อีกคนหนึ่งด้วยซ้ำ!
ซู่เป่ากลับมาร่าเริงอีกครั้งก่อนทักขึ้น “คุณยายคะ หนูหิวแล้วค่ะ! คุณแม่ก็หิวเหมือนกัน!”
คุณนายซูเฒ่าชะงักไปเมื่อได้ยินซู่เป่าพูดถึงแม่ เธอคิดว่าหลานสาวคงคิดถึงแม่มากจนจินตนาการไปเอง จึงลูบหัวน้อย ๆ อย่างปลอบประโลม “ได้จ้ะ งั้นซู่เป่ากับคุณแม่ไปทานข้าวกันนะ ดีไหมลูก?”
ซู่เป่าส่งเสียงร้องดีใจพร้อมกับจูงมือซูจิ่นอวี้วิ่งนำไป แต่พอวิ่งไปได้สองก้าวก็ฉุกคิดได้ว่ายังมีพี่สาวที่เพิ่งสาบานเป็นพี่น้องกันมาด้วย เธอจึงหันกลับไปจูงมือซูเสี่ยวอวี้เข้าบ้าน
ซูเสี่ยวอวี้ที่เพิ่งเคยเห็นคฤหาสน์ตระกูลซูใกล้ ๆ ถึงกับอึ้งในความโอ่อ่าหรูหราประหนึ่งพระราชวัง “เอ่อ… คือฉันส่งคนเสร็จแล้ว ขอตัวกลับก่อนดีกว่าค่ะ…”
“พี่สาว ทานข้าวด้วยกันก่อนสิคะ!” ซู่เป่าไม่ยอมปล่อยมือ ก็พี่สาวเป็นคนพาส่งคุณแม่กลับมานี่นา มื้อนี้ต้องทานด้วยกันสิ!
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ไม่เป็นไรจริง ๆ…” ซูเสี่ยวอวี้พยายามปฏิเสธ
ทันใดนั้น นกแก้วสีเขียวสดตัวหนึ่งก็บินถลาออกมาพร้อมกระพือปีกส่งเสียงแจ้ว “ใครไม่ขยันกินข้าว สมองต้องมีปัญหา! จิตวิญญาณนักกินจงเจริญ! คนกินข้าวคือคนเหนือคน~”
“ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว ทานข้าวเสร็จค่อยให้คนขับรถไปส่งคุณที่บ้านเถอะครับ” มู่กุยฝานเอ่ยเสริม
คุณนายซูเฒ่ามองไปที่มู่กุยฝานด้วยความสงสัย “แล้วแม่หนูคนนี้คือใครกันล่ะ?”
ซู่เป่ารีบแนะนำ “คุณยายคะ นี่คือพี่สาวคนที่พาคุณแม่กลับมาค่ะ! เป็นพี่สาวที่เพิ่งผูกมิตรกับซู่เป่าเอง” เธอหันไปกวักมือเรียกซูเสี่ยวอวี้ “พี่สาวมานี่เร็วค่ะ เรียกคุณยายสิคะ!”
เมื่อเห็นซูอีเฉินเดินออกมา ซู่เป่าก็แนะนำต่อ “นี่คือคุณลุงใหญ่ค่ะ พี่สาวเรียกคุณลุงสิคะ!”
ซูเสี่ยวอวี้มุมปากกระตุกรัว
ไม่จำเป็นเลย… ไม่จำเป็นต้องเรียกขนาดนั้นก็ได้!
มู่กุยฝานเข้าไปช่วยเข็นรถเข็นคุณนายซูเฒ่าเข้าบ้านอย่างเป็นธรรมชาติ พลางบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังคร่าว ๆ ขณะที่ซูอีเฉินเดินตามมากลับใจเต้นรัวเมื่อได้ยินคำพูดของซู่เป่า
ซู่เป่าบอกว่าซูเสี่ยวอวี้พาซูจิ่นอวี้กลับมาอย่างนั้นหรือ?
ซูอีเฉินลอบมองไปยังเหนือศีรษะของซูเสี่ยวอวี้ด้วยสายตาเรียบเฉย แต่ว่าในใจกลับสั่นไหว
ทางด้านซูเสี่ยวอวี้ที่พยายามรักษารอยยิ้มไว้เริ่มรู้สึกขวัญผวา
ทำไมคนบ้านนี้ชอบมองหัวเธอกันนักนะ?
หรือว่าครอบครัวนี้จะเป็นพวกโรคจิตชอบตัดหัวคน?
บ้านก็หรูยังกับวังแวมไพร์… พวกเขาเป็นผีดูดเลือดหรือเปล่าเนี่ย?!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูเสี่ยวอวี้ก็เริ่มอยู่ไม่ติด เธอเกาะขอบประตูแน่นไม่ยอมก้าวเท้าเข้าบ้าน “คือ… ฉันเพิ่งนึกได้ว่ามีการบ้านที่อาจารย์สั่งไว้ยังทำไม่เสร็จเลยค่ะ! ฉันต้องรีบกลับไปทำเดี๋ยวนี้เลย!” เธอแสร้งตบกระเป๋าสะพายประกอบคำพูด
ซู่เป่าออกแรงดึงมือพี่สาวไว้แน่น “ไม่ต้องรีบหรอกพี่สาว ที่นี่ก็เขียนได้!” เสียงเล็ก ๆ นุ่มนิ่ม เรียกคำว่าพี่สาวได้หวานน่ารักสุด ๆ
ซูเสี่ยวอวี้เริ่มลังเลว่าตนเองคิดมากไปเองหรือไม่…
ในจังหวะนั้น ซูอิงเอ๋อร์ ที่มีสีหน้าบึ้งตึงพร้อมรังสีอันน่าเกรงขามก็เดินออกมาจากห้องพอดี
“มะ… ไม่เป็นไรค่ะ ฉันนึกออกแล้วว่าการบ้านน่าจะลืมไว้ที่บ้าน!” ซูเสี่ยวอวี้พยายามปั้นยิ้มสู้ แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นซูอิงเอ๋อร์ที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ข้างหลังเธอก็ถึงกับสะดุ้งโหยง
ซู่เป่ามองกระเป๋าสะพายด้วยความสงสัย เมื่อกี้พี่สาวเพิ่งบอกว่าอยู่ในกระเป๋าไม่ใช่หรือคะ?
ซูอีเฉินหยิบนามบัตรออกมายื่นให้หญิงสาว “ผมคือซูอีเฉิน จากกลุ่มบริษัทซู คุณไม่ต้องกังวล… บ้านเราไม่ถึงขั้นเอาคนไปขายหรอกครับ”
ซูเสี่ยวอวี้ที่ถูกเปิดโปงความคิดถึงกับหน้าร้อนผ่าว เธอก้มลงมองนามบัตรในมืออีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ซูอีเฉิน ประธานกลุ่มบริษัทซู…
เธอร้องลั่นอยู่ในใจ นี่มันบริษัทซูยักษ์ใหญ่คือนั้นจริง ๆ ด้วย!
ปีนี้เธออยู่ปี 3 และอยู่ในช่วงที่ต้องเริ่มมองหาบริษัทเพื่อฝึกงาน เพื่อนในเซคชั่นมักจะจับกลุ่มคุยกันเสมอว่าบริษัทไหนมีอนาคตที่สุด และเครือซูก็คือจุดหมายปลายทางในฝันซึ่งใคร ๆ ก็อยากก้าวเท้าเข้าไป แต่โอกาสที่จะได้รับการตอบรับนั้นยากเสียยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
เมื่อวานเธอยังเพิ่งเปรยกับชายในดวงใจอยู่เลยว่า “ถ้าได้ไปฝึกงานในบริษัทซูได้ก็คงจะดี” ใครจะไปคิดว่าวันนี้ตัวจริงเสียงจริงของท่านประธานจะมายืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว!
ซูเสี่ยวอวี้ตกตะลึงจนทำตัวไม่ถูก เธอละล่ำละลักขอโทษ “ขะ… ขอโทษค่ะ ฉัน… ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริง ๆ นะคะ…”
ในระหว่างที่สถานการณ์กำลังชุลมุน เหล่าวิญญาณร้ายจากนอกคฤหาสน์ก็ได้ล้อมกรอบเข้ามาจนมิด แต่ละตนจ้องมองไปที่ซูจิ่นอวี้ด้วยสายตาหิวกระหาย
ซู่เป่าชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง เธอหันไปมองจี้ฉางด้วยความกังวล แต่เมื่อเห็นอาจารย์ทำสัญญาณมือ “ชู่” เป็นเชิงให้เงียบไว้
เด็กน้อยจึงต้องฝืนตีหน้าตายแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งใด แล้วรีบจูงมือซูเสี่ยวอวี้เดินผ่านธรณีประตูเข้าไปข้างใน
ณ ห้องอาหารอันหรูหรา
ซูเหอเหวินกำลังใช้ตะเกียบด้วยท่าทีสง่างาม ท่วงท่าการทานอาหารของเขานั้นเนิบช้าและมีระเบียบสมกับเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ ข้าง ๆ กันคือซูจื่อซี เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทานข้าวเงียบ ๆ โดยไม่ยอมปริปากพูดจา
ส่วนฝั่งตรงข้ามคือซูเหอเวิ่น เขาทานอาหารด้วยความว่องไว พอเงยหน้าขึ้นมา เหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง แก้มทั้งสองข้างก็ป่องตุ่ยไปด้วยอาหารที่อัดแน่นจนเต็มปาก
ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าเขาจึงเงยหน้าขึ้นตะโกนด้วยความดีใจ “น้องสาวกลับมาแล้ว…!”
ทว่าคำพูดยังไม่ทันสิ้นประโยค ภาพปรากฏแก่สายตากลับทำให้เขาต้องแข็งค้าง พี่สาวคนแปลกหน้าที่เดินนำเข้ามานั้นไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่ด้านหลังเธอมีขบวนวิญญาณสยองขวัญเรียงแถวติดตามมาเป็นพรวน!
วิญญาณบางตนมีลูกตาห้อยโตงเตงอยู่ใต้เบ้าตา บางตนปากแหว่งหายไปซีกหนึ่งเผยให้เห็นเหงือกเน่าเปื่อยดำคล้ำ บางตนกุมท้องที่ฉีกขาดอ้าซ่าโดยมีทารกผีตัวจ้อยแขวนแกว่งไกวอยู่ในนั้น
ที่น่าขนลุกที่สุดคือหญิงชราในชุดศพสีม่วงเข้มที่ถือไม้เท้า เมื่อเธอสังเกตเห็นว่าซูเหอเวิ่นกำลังจ้องมองมา เธอก็ฉีกยิ้มแยกเขี้ยวเหลืองโพลนส่งให้เขาอย่างเยือกเย็น…
ดวงวิญญาณร้ายเริ่มไหลทะลักเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ พวกมันรับรู้ได้ถึงสายตาของซูเหอเวิ่น จึงพากันหมุนลูกตาอย่างแข็งทื่อแล้วจ้องกลับมาทางเขาด้วยรังสีอำมหิต…
พรวด!
ข้าวที่ยังเคี้ยวไม่ละเอียดในปากของซูเหอเวิ่นพ่นกระเด็นออกมาทั้งหมดราวกับปืนกล ซูเหอเหวินและซูจื่อซีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายทันที เมล็ดข้าวและเศษผักกระจายเต็มใบหน้าอันหล่อเหลาของทั้งคู่…
“…”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอาหารทันที ซูเหอเหวินที่รักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจนิ่งค้างไปอย่างสติหลุด เขาคิดในใจอย่างเดือดดาลว่า แค่เห็นน้องสาวกลับมา ต้องตกใจจนพ่นข้าวใส่หน้าพี่ชายขนาดนี้เลยหรือไง!