ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 158 พบหน้าซูจิ่นอวี้
บทที่ 158 พบหน้าซูจิ่นอวี้
ซูเหอเวิ่นโกรธจนแทบคลั่ง เขาคว้ากระดาษทิชชูมาเช็ดคราบอาหารบนหน้าอย่างลนลาน ส่วนซูจื่อซีถุยเศษข้าวออกมาด้วยความขยะแขยงพลางตวาดลั่น “ซูเหอเวิ่น! นายตั้งใจแกล้งฉันใช่ไหม!?”
ซูเหอเวิ่นกลับไม่มีแก่ใจจะโต้ตอบ เขาตกตะลึงจนหนังศีรษะชาหนึบพร้อมละล่ำละลัก “ฉะ… ฉะ… ฉัน… เฮ้อ!”
ทำไมเรื่องที่เหลือเชื่อแบบนี้ต้องมาเกิดต่อหน้าเขาเป็นคนแรกเสมอเลยนะ!
ซู่เป่าจูงมือซูเสี่ยวอวี้ไว้ข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็จูงมือคุณแม่ของเธอ เอ่ยชวนเสียงใส “พี่สาว นั่งลงเร็วเข้าค่ะ มาทานข้าวด้วยกันเถอะ!”
จากนั้นเด็กน้อยก็บรรจงตักข้าวพูนชาม คีบกับข้าวหลากชนิดวางเรียงไว้ แล้วจึงไปขอธูปจากคุณลุงผู้ดูแลบ้านมาจุดปักไว้ข้างชามอย่างตั้งใจ คนในตระกูลซูต่างพากันมองภาพนั้นด้วยความงุนงง
“ซู่เป่า… กำลังทำอะไรอยู่หรือ?”
ซู่เป่าใช้ตะเกียบปักลงบนข้าวพลางอธิบาย “หนูจุดธูปแล้วปักตะเกียบไว้แบบนี้ คุณแม่จะได้ทานข้าวได้ไงคะ”
คุณนายซูเฒ่ารู้สึกตกใจและสงสัยยิ่งนัก ก่อนหน้านี้เจ้าตัวน้อยไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้ และลูกสาวของเธอก็ไม่เคยได้รับปฏิบัติแบบนี้มาก่อน…
ความกังวลเริ่มจู่โจมหัวใจจนเธอต้องแอบหยิกแขนท่านผู้เฒ่าซูเบา ๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เขารีบหาทางแก้ไขสถานการณ์
“คุณหยิกผมทำไมกันเนี่ย?” ท่านผู้เฒ่าซูสะดุ้ง
ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างอึกอักคล้ายมีคำพูดมากมาย แต่ไม่มีใครกล้าปริปาก มีเพียงซูอีเฉินที่ยังคงนิ่งเงียบ เขาเอื้อมมือไปคีบปีกไก่ทอดรสเผ็ด ซึ่งเป็นของโปรดที่ซูจิ่นอวี้ชอบที่สุดเมื่อครั้งยังมีชีวิต วางลงในชามใบนั้นอย่างแผ่วเบา
ซูจิ่นอวี้จ้องมองปีกไก่ทอดชิ้นนั้น พลางกวาดสายตามองไล่ไปยังคุณนายซูเฒ่า ท่านผู้เฒ่าซู และซูอิงเอ๋อร์… ความรู้สึกคุ้นเคยอันลึกซึ้งพรั่งพรูออกมาทำให้ขอบตาของเธอร้อนผ่าวจนน้ำตาแทบหยด
“ขอบคุณนะคะ…” เธอพึมพำเสียงแผ่ว
“คุณแม่นั่งตรงนี้ค่ะ!” ซู่เป่าตบเก้าอี้ข้างตัวเบา ๆ
เด็กน้อยมีความสุขจนล้นปรี่ วันนี้ช่างวิเศษเหลือเกิน มีทั้งคุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่ พี่ชาย และลุงใหญ่มานั่งทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา แถมยังมีคุณปู่เต่า เสี่ยวอู่ และเพื่อนใหม่อีกคนด้วย
ซู่เป่าส่งเสียง “อ้าวงับ!” อย่างร่าเริงตามประสาเด็กขี้เล่น ก่อนกัดน่องไก่คำโตด้วยความเอร็ดอร่อย
ซูเสี่ยวอวี้ถือตะเกียบค้างไว้พลางรู้สึกสะท้อนใจในอก ซู่เป่าคงคิดถึงคุณแม่มากจริง ๆ…
ขนาดคนในครอบครัวยังยอมตามน้ำเพื่อถนอมน้ำใจเด็กน้อยคนนี้ไว้
เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็รู้สึกผิดที่เคยมองคนตระกูลซูในแง่ร้าย ทั้งที่พวกเขามีความรักให้กันเปี่ยมล้นขนาดนี้
หลังมื้ออาหารเย็น
ขณะที่ซู่เป่าและหานหานกำลังเล่นสนุกอยู่ในห้องนั่งเล่น โดยมีซูเสี่ยวอวี้คอยช่วยรวบผมให้ตุ๊กตาบาร์บี้อยู่ข้าง ๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสามรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพียงเพราะมื้ออาหารร่วมโต๊ะ
ตอนนี้ซูเสี่ยวอวี้ไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
“ซู่เป่า ขึ้นไปข้างบนหน่อยสิ ลุงใหญ่มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” ซูอีเฉินเดินเข้ามาเรียก
“ได้เลยค่ะ!” ซู่เป่าเงยหน้าตอบรับทันที
จี้ฉางรีบกระซิบเตือน “พาคุณแม่ขึ้นไปด้วย… อ้อ แล้วอย่าลืมบอกซูเสี่ยวอวี้ว่าห้ามไปไหนเด็ดขาด”
เนื่องจากซูเสี่ยวอวี้ถูกดวงจิตของซูจิ่นอวี้สถิตอยู่ ร่างกายจึงพลอยมีรัศมีแห่งโชคลาภแฝงไปด้วย เหล่าดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่ล้วนมาเพราะหวังมาพึ่งพิงรัศมีเหล่านั้น หากดวงวิญญาณร้ายแบ่งชิงแสงสีทองไปได้ ภพหน้าของพวกมันย่อมดีขึ้น
ดังนั้นจี้ฉางจึงไม่อาจปล่อยให้ซูเสี่ยวอวี้กลับไปเผชิญอันตรายเพียงลำพังในคืนนี้ได้
“พี่สาวคะ อย่าเพิ่งกลับนะ คืนนี้ค้างที่นี่เถอะค่ะ” ซู่เป่าพยักหน้าเข้าใจ
“ค้าง… ค้างที่นี่หรือคะ?” ซูเสี่ยวอวี้ชะงัก
เมื่อลุงเนี่ยได้ยินดังนั้นจึงรีบจัดการเตรียมห้องรับแขกให้ทันที ประจวบเหมาะกับที่ซูจื่อหลินมาตามหานหานไปฝึกคัดอักษร เจ้าหนูหานหานจึงรีบคว้าแขนซูเสี่ยวอวี้แล้ววิ่งหนีไป “พี่สาวมาเร็ว หานหานจะพาไปดูห้องนอนเอง!”
ซูเสี่ยวอวี้จึงได้อยู่ค้างคืนด้วยประการนี้
ซู่เป่าจูงมือซูจิ่นอวี้ขึ้นบันไดไป โดยมีซูอีเฉินเดินตามหลังมาติด ๆ สายตาของเขาจับจ้องไปยังมือน้อยของซู่เป่าที่ทำท่าเหมือนกุมมือใครบางคนไว้
ซูจิ่นอวี้… ตอนนี้เธออยู่ตรงนั้นใช่ไหม?
เขาเจ็บปวดลึก ๆ หลังรู้ว่าน้องสาวเพียงคนเดียวอยู่ใกล้เพียงเอื้อมแต่กลับไม่อาจมองเห็น
ซูเหอเวิ่นเห็นท่าทีลับล่อของทุกคนก็รีบโพล่งขึ้น “ผมไปด้วย!”
ซู่เป่าหยุดเดินครู่หนึ่ง เธอมองเห็นดวงวิญญาณรายล้อมซูจิ่นอวี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเตือนพี่ชายด้วยความเป็นห่วง “พี่ชายคะ หนูแนะนำว่าอย่าตามมาเลยจะดีกว่านะ!”
ทว่าซูเหอเวิ่นกลับแปลเจตนาผิดไป เขาคิดว่าน้องสาวกำลังเริ่มภารกิจจับผีอีกแล้ว จึงรีบวิ่งขึ้นไปหยิบกล้องถ่ายวิดีโอมาเตรียมพร้อมทันที คราวนี้มีผีเยอะขนาดนี้ จะมีกี่ตัวแปลก ๆ ให้ถ่ายบ้างนะ!
ซูจิ่นอวี้ก้าวขึ้นบันไดพลางรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากข้างหน้า เพียงแค่บันไดไม่กี่ขั้นเธอกลับรู้สึกว่าใช้เวลานานแสนนาน
เมื่อถึงชั้นสอง สายตาของเธอก็หันไปมองห้องหนึ่งที่อยู่สุดระเบียงทางเดินโดยสัญชาตญาณ
ประตูห้องนั้นปิดสนิท แต่ซูจิ่นอวี้กลับรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเดินผ่านที่นี่มานับครั้งไม่ถ้วน
“คุณแม่คะ ทางนี้ค่ะ ห้องของซู่เป่าอยู่ทางนี้” ซู่เป่ากระตุกมือน้อย ๆ
“หือ? อ้อ… จ้ะ” ซูจิ่นอวี้ได้สติ
คราวนี้ซูอี้เชินตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเข้าไปดูให้เห็นกับตา ส่วนซูอิงเอ๋อร์ที่ยังคงมึนงงแต่ไม่อยากตกข่าวก็รีบตามไปติด ๆ
“เดี๋ยวก่อน! รอผมด้วยคน!” ซูเหอเวิ่นแบกกล้องวิดีโอวิ่งพรวดพราดตามเข้าไปเป็นคนสุดท้าย
ซูอิงเอ๋อร์ใช้นิ้วเคาะหน้าผากหลานชายเบา ๆ อย่างหมั่นไส้ “มาวุ่นวายอะไรตรงนี้!”
“เดี๋ยวพวกคุณอาก็ต้องพึ่งผมอยู่ดีนั่นแหละ…” ซูเหอเวิ่นทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ พูดพลางเขาก็ยกกล้องขึ้นตั้ง
ประคองไว้อย่างมั่นคง
“พึ่งนายทำไม? พึ่งให้นายถ่ายรูปงั้นเหรอ?” ซูอิงเอ๋อร์หัวเราะเยาะ
ซูอีเฉินกลับเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เจ้าห้า เจ้าเล็ก ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปห้ามถามอะไรทั้งสิ้น วันนี้ไม่ว่าจะเห็นอะไร ให้เก็บไว้ในใจตัวเองเท่านั้น เข้าใจไหม?”
“ครับ” ซูอี้เชินพยักหน้า
ส่วนซูอิงเอ๋อร์ได้แต่เบะปากพลางคิดในใจว่าจะได้เห็นอะไรกันเชียว ในห้องนี้ก็มีแค่พวกเขานั่งแออัดกันอยู่ไม่กี่คน จะมีผีโผล่ออกมาให้เห็นจริง ๆ รึไง…
แต่แล้วซูอิงเอ๋อร์ ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินซูอีเฉินถามขึ้นว่า “ซู่เป่า… คุณแม่ของหนูอยู่ที่นี่ใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ! คุณแม่อยู่นี่ค่ะ!” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก
“คุณแม่คะ เร็วเข้า ทักทายคุณลุงใหญ่สิคะ” เด็กน้อยโผเข้ากอดซูจิ่นอวี้พลางเร่งเร้า
ซูจิ่นอวี้รู้สึกจนปัญญาเพราะเธอจำอะไรไม่ได้เลย หลังจากก้าวเท้าเข้ามาในตระกูลซูวันนี้ ความรู้สึกคุ้นเคยก็ทำให้เธอร้อนใจ อยากจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดให้กระจ่าง
เจ้าตัวเล็กทำตัวเป็นผู้ใหญ่ตัวจิ๋ว คอยสอนคุณแม่ที่ความจำเสื่อมให้จำคนในครอบครัวได้
“นี่คือคุณลุงใหญ่ คุณแม่ต้องเรียกว่าพี่ใหญ่ค่ะ~ ส่วนนี่คือคุณลุงเล็ก คุณแม่ต้องเรียกว่าพี่เล็ก! และนี่คือคุณลุงคนที่ห้า คุณแม่…”
ซูอิงเอ๋อร์มองภาพตรงหน้าพลางขมวดคิ้ว สงสัยว่าพี่ชายคนโตของเธออาจจะมีปัญหาทางสมองไปแล้วจริง ๆ ถึงได้มานั่งเล่นขายของกับเด็กน้อยเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้
แต่ว่าทันใดนั้น กลับมีเสียงที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกประหลาดดังขึ้นกลางห้อง “เอ่อ… ฉันรู้แล้ว ต้องเรียกว่าพี่ห้าใช่ไหม?”
ซูอิงเอ๋อร์ “!!!”
เสียงเรียก “พี่ห้า” ที่แสนคุ้นหูนี้… เสียงนี้มันเป็นเสียงของซูจิ่นอวี้ชัด ๆ!
“น้องสาว…?” ซูอิงเอ๋อร์ลุกพรวดขึ้นด้วยความตกใจ เขาละล่ำละลักมองไปรอบห้องอย่างสับสน
เขาพบบางอย่างผิดปกติจึงขยับเข้าไปใกล้ซูเหอเวิ่นที่กำลังจ้องจอภาพจากกล้องบันทึกวิดีโออยู่ ซูอี้เชินเองก็กำลังจ้องมองภาพในจอนั้นด้วยแววตาที่สั่นไหวเช่นกัน
เขารีบชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ
ภาพที่ปรากฏคือร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ข้างซู่เป่า…ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากซูจิ่นอวี้!
“นี่… เป็นน้องอวี้จริง ๆ ด้วย!” ซูอิงเอ๋อร์ตกใจจนแทบสิ้นสติ
“เป็นไปไม่ได้…” รูม่านตาของซูอี้เชินหดเล็กลงอย่างรวดเร็วด้วยความสะเทือนใจ
พี่น้องทั้งสองรู้สึกเหมือนมีเสียงหึ่ง ๆ ดังอยู่ในหัว สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ พวกเขาเหลียวมองพื้นที่ว่างเปล่าข้างกายซู่เป่าสลับกับภาพที่ปรากฏในกล้องด้วยความตื่นตะลึง
ในวินาทีนั้น โลกทัศน์ที่พวกเขาเคยเชื่อถือมาตลอดชีวิตถูกพลิกกลับจนหมดสิ้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…?”