ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 167 มีคนตกน้ำ
บทที่ 167 มีคนตกน้ำ
ครั้งนี้บัญชีสำรองของชางชิงเป่ยใช้ชื่อว่า…
เขาทะยอยดาวน์โหลดวิดีโอจากเว็บไซต์ทฤษฎีการเห็นผีมาถึงสามคลิปรวด เนื่องจากวิดีโอต้นฉบับมีความยาวมาก เขาจึงนำมาตัดแบ่งเป็นสามตอนทั้งช่วงต้น กลาง และท้าย เพื่อดึงให้คนติดตามดูให้จบ จากนั้นก็ไปจ้างพากย์เสียงจากเว็บไซต์อื่น และใส่คำบรรยายที่เขาแต่งขึ้นเองเพื่อเพิ่มความเร้าใจ
พอมองดูบัญชีใหม่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เขาก็รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ชื่อบัญชีเป็นมงคลขนาดนี้ อนาคตต้องโด่งดังแน่นอน!
แต่ทว่า… ผ่านไปครึ่งค่อนวัน ยอดวิวกลับนิ่งสนิทจนน่าใจหาย
“เป็นไปไม่ได้! วิดีโอคุณภาพระดับนี้จะไม่มีคนดูได้ยังไง!”
เขาปลอบใจตัวเองว่าคงแค่ขาดเชื้อไฟ หากได้แรงกระตุ้นหรือดึงคนดูเข้ามาสักนิด คลิปของเขาต้องระเบิดเป็นพลุแตกแน่นอน
ชางชิงเป่ยตัดสินใจกัดฟันควักเงินสองพันหยวนที่เพิ่งหามาได้ทั้งหมด ลงทุนซื้อแพ็กเกจเพิ่มยอดวิวหวังดันคลิปให้แจ้งเกิด!!
แต่เวลาผ่านไปอีกครึ่งวัน… วิดีโอของเขาก็ยังคงเฉื่อยชาไม่ดังไม่ดับ แม้ยอดไลก์จะขยับขึ้นมาถึงหลักพัน แต่ก็นับว่าห่างไกลจากคำว่าปังอยู่มากนัก
“ไม่ได้… มันช้าเกินไป…”
ชางชิงเป่ยเริ่มคลุ้มคลั่งจนแทบเสียสติ หรือจะต้องไลฟ์สดตัดนิ้วเรียกกระแสความนิยมอีกรอบ?! แต่พอนึกถึงความเจ็บเขาก็ส่ายหน้า รายได้จากยอดวิวมันไม่คุ้มค่าความเจ็บปวดขนาดนั้น!
เขาขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิง แววตาเริ่มแดงก่ำและดูน่ากลัวเหมือนใกล้เสียสติเข้าไปทุกที…
คฤหาสน์ตระกูลซู
ซู่เป่าเพิ่งจัดการมื้อค่ำเสร็จเรียบร้อย เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาพลางใช้มือน้อยตบพุงที่ป่องออกมาเบา ๆ ราวกับตีกลอง
“พุงกลม ๆ ท้องกลม ๆ ท้องน้อย ๆ อิ่มจังเลย~” เด็กน้อยฮัมเพลงอย่างมีความสุข
เจ้าเสี่ยวอู่ที่เกาะอยู่บนราวบันไดก็ยืดคอเลียนแบบพลางร้องเพลงเสริม “หมูน้อยอิ่มแล้ว~ หลับตานอนปุ๋ย~ หูใหญ่พัดไปมา หางน้อยส่ายดุ๊กดิ๊ก~ กรู๋กรู๋กรู~!”
“เสี่ยวอู่นั่นแหละที่เป็นหมู หนูไม่ใช่หมูสักหน่อย!” ซู่เป่ารีบท้วงทันควัน
“ก๊าก ก๊าก!” หนึ่งคนหนึ่งนก กำลังต่อล้อต่อเถียงกัน
คุณยายซูมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดู “ซู่เป่าลูก ทานเสร็จแล้วอย่าเพิ่งนั่งนิ่ง ๆ เลย ไปเรียกคุณพ่อมาเถอะ พวกเราออกไปเดินเล่นกันหน่อยดีกว่า”
“รับทราบค่า” ซู่เป่ารีบดีดตัวขึ้นทันที
เสี่ยวอู่กระพือปีกตามหลังเธอไปติด ๆ พลางตะโกน “ไปเดินเล่น! ไปเดินเล่น! ตาแก่เต่า ไปเดินเล่นกันเถอะ!”
เจ้าเต่าแก่นอนอืดอยู่ตรงบันไดค่อย ๆ หดหัวกลับเข้ากระดองอย่างเกียจคร้าน ทั้งยังเมินคำชวนของนกขี้บ่น
ซู่เป่าวิ่งขึ้นไปชั้นบนจนเจอมู่กุยฝานพอดี เธอรีบคว้าแขนเขาไว้ “คุณพ่อขา ไปเดินเล่นกันค่ะ ไปเดินเล่นกัน!”
มู่กุยฝานรู้สึกหัวใจพองโต ในที่สุดลูกสาวคนดีก็นึกถึงพ่อคนนี้เสียที!
“ได้สิ” เขามองนาฬิกาเล็กน้อยก่อนพยักหน้า
ซู่เป่าชูน้ำเต้าอาคมขึ้นมาพลางกระซิบ “คุณแม่ขา ไปเดินเล่นด้วยกันนะคะ!”
เธอจำได้ว่าลุงใหญ่เคยบอกว่าคุณแม่ไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลย
ตอนนี้คุณแม่อยู่ข้างตัวเธอแล้ว ต้องดีใจแน่ ๆ…
แต่จี้ฉางกลับโผล่ออกมาขัดจังหวะด้วยใบหน้าอิดโรย “ตอนนี้คงไม่ได้หรอกเจ้าตัวเล็ก อาจารย์เพิ่งลงไปตรวจสอบเรื่องของซูจิ่นอวี้ที่ยมโลกมา ตอนนี้เบื้องล่างกำลังจับตามองเข้มงวด เดี๋ยวต้องรีบไปจัดการอุดช่องโหว่พวกนี้ก่อน… เฮ้อ…”
ช่วยไม่ได้… มีลูกศิษย์แสบซน ก็ต้องตามใจกันไปแบบนี้แหละ
“โอเคค่ะ…” ซู่เป่าทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยจึงหันไปปลอบคุณแม่ในน้ำเต้า “คุณแม่รออีกนิดนะคะ!”
“ไม่เป็นไรจ้ะแม่รอได้” ซูจิ่นอวี้ลูบศีรษะลูกสาวเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยน
ขณะที่เดินผ่านห้องของหานหาน เด็กน้อยเงยหน้ามองด้วยสายตาอ้อนวอน “พ่อคะ… หนูก็อยากออกไปเดินเล่นด้วย”
“หูเธอยังดีอยู่นี่… ไปปิดประตูซะ ถ้าทำการบ้านไม่เสร็จ ห้ามก้าวเท้าออกจากห้องเด็ดขาด” ซูจื่อหลินไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากงาน
ซูจื่อหลินกำลังเร่งมือทำแบบร่างดีไซน์พร้อมกับคุมลูกสาวทำการบ้านไปด้วย เขาเหลือบมองสมุดของหานหานแล้วแทบกระอักเลือด
ตัวอักษรคำว่า “คน” เขียนไปเขียนมาไหงกลายเป็นเลข “แปด”
ส่วนคำว่า “เท้า” ก็ดูเหมือนนกที่กำลังบินหนีออกนอกกระดาษ
แถมโจทย์คณิตศาสตร์ยิ่งหนักกว่าเดิม 1+1=3… 2+2=2!
คนเป็นพ่อเริ่มเส้นเลือดในสมองเต้นตุบ ๆ ส่วนคนเป็นลูกก็อยากร้องไห้ประท้วง พ่อลูกคู่นี้ช่างสร้างความทรมานให้แก่กันและกันได้อย่างยอดเยี่ยมเสียจริง
คฤหาสน์ตระกูลซูตั้งอยู่บนคาบสมุทรอู่เซียง จุดของแม่น้ำหยงเจียงโค้งเป็นรูปตัว U กว้างใหญ่ที่สุด เบื้องหน้าติดน้ำ เบื้องหลังพิงอุทยานป่าไม้ชิงซาน ลมเย็นยามค่ำพัดจากภูเขาลงสู่ริมน้ำ ไล่ความอบอ้าวของฤดูร้อนออกไป อากาศสดชื่นจนหาอะไรเปรียบไม่ได้
แสงไฟจากสะพานผีเสื้อที่อยู่ไกลออกไปส่องสว่างหลากสีสันดุจภาพฝัน ผิวน้ำระยับสะท้อนแสงไฟจากบ้านเรือนสองฝั่งแม่น้ำ
ซู่เป่าสะพายเป้ใบจิ๋ว ยืนเกาะราวกั้นริมน้ำพลางยื่นมือน้อย ๆ ออกไปรับลม “ว้าว~ สวยจังเลยค่ะ~”
มู่กุยฝานทำหน้าที่เข็นรถให้คุณยายซู ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ดูผ่อนคลายลงมาก เขาไม่ได้สัมผัสความสงบแบบนี้มานานแล้ว แม้เป็นผู้ปกป้องผืนแผ่นดินแต่กลับมีโอกาสน้อยนัก จะได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติเช่นนี้
เจ้าเสี่ยวอู่บินฉวัดเฉวียนไปมา ก่อนบินกลับมาเกาะไหล่ซู่เป่า
ทว่าในจังหวะนั้นเอง… เสียงร้องตกใจอย่างร้อนรนก็ดังแว่วมาแต่ไกล ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องสลับกับความวุ่นวายเริ่มหนาหูขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” คุณยายซูเงยหน้ามองด้วยความสงสัย
ผู้คนกลุ่มหนึ่งวิ่งผ่านหน้าพวกเขาไปพร้อมตะโกนก้อง “มีคนตกน้ำ! เป็นเด็กผู้หญิงสองคน!”
มู่กุยฝานขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณทำให้เขารีบก้าวเท้าตามไปดูยังจุดเกิดเหตุทันที
ซู่เป่าจ้องมองไปยังผิวน้ำที่เคยส่องประกายระยิบระยับ
แต่ว่าตอนนี้หัวใจของเด็กน้อยกลับรู้สึกสั่นไหวโดยไม่มีสาเหตุ…