ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 170 เกาะกระแสแบบไร้ขีดจำกัด
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 170 เกาะกระแสแบบไร้ขีดจำกัด
บทที่ 170 เกาะกระแสแบบไร้ขีดจำกัด
มู่กุยฝานนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา โดยมีซู่เป่านั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้า เธอกำลังประคองเท้าของเขาไว้เพื่อตรวจดูอาการอย่างละเอียด
เห็นได้ชัดว่ารอยนิ้วมือสีม่วงคล้ำบนข้อเท้าของมู่กุยฝานเริ่มเข้มขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนผิวหนังกำลังถูกพลังชั่วร้ายกัดกร่อน
ซู่เป่าหยิบยันต์สีเหลืองออกมาจุดไฟเผา แล้วโรยขี้เถ้าลงในอ่างที่ใส่น้ำไว้ครึ่งหนึ่ง เธอใช้ขี้เถ้าจากยันต์ผสมลงไปในน้ำ จากนั้นก็ใช้ดาบไม้ท้อเล่มจิ๋วคนให้เข้ากัน
เด็กน้อยประคองเท้าของมู่กุยฝานจุ่มลงในอ่าง พร้อมกับล้างรอยช้ำนั้นเบา ๆ และพึมพำกระซิบกระซาบ “เจ้าเท้าเหม็นเอ๊ย… เท้าใหญ่เหม็น ๆ ของคุณพ่อเอ๊ย… เท้าใหญ่เหม็นฉึ่งเอ๊ย…”
มู่กุยฝานกระตุกมุมปากทันที
ลูกรัก พ่อไม่ได้เท้าเหม็นขนาดนั้นสักหน่อย!
ทันทีที่น้ำสัมผัสรอยมือสีม่วงอมฟ้า มู่กุยฝานรู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อยก่อนที่ความเย็นเยียบจะค่อย ๆ มลายหายไป รอยมือนั้นจางลงอย่างเห็นได้ชัด แต่น้ำใสในอ่างกลับเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทภายในเวลาไม่นาน
“ว้าว ผีร้ายของแท้เลยนะเนี่ย!” ซู่เป่าอุทานด้วยความตื่นเต้น “ขนาดนี้ยังลากคุณพ่อลงไปไม่ได้ คุณพ่อนี่เก่งสุด ๆ ไปเลยค่ะ!”
มู่กุยฝานไม่แน่ใจว่าเด็กน้อยกำลังชมเขา หรือกำลังทึ่งในอิทธิฤทธิ์ของผีตนนั้นกันแน่
ซู่เป่าถือกะละมังวิ่งไปในห้องน้ำ เทน้ำสีดำทิ้งลงชักโครกแล้วรีบเปลี่ยนน้ำอุ่นมาใหม่ เธอทำซ้ำแบบเดิมอยู่สองรอบ จนกระทั่งเท้าของมู่กุยฝานกลับมาเป็นปกติ จากนั้นเธอก็หยิบเสื้อยันต์อาคมที่สะพายติดหลังมาพันรอบเท้าของเขาไว้
มู่กุยฝานจ้องมองภาพเด็กน้อยที่กำลังวุ่นวายอยู่ตรงหน้า ทั้งตักน้ำล้างเท้าและบรรจงเช็ดให้แห้งด้วยความทะนุถนอม ความซาบซึ้งใจสายหนึ่งพลันแล่นผ่านหัวใจ เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าวันหนึ่งจะมีลูกสาวแสนน่ารักและคอยดูแลเขาดีถึงเพียงนี้
“เรียบร้อยแล้วค่ะ!” ซู่เป่าตบมือปอย ๆ “คืนนี้คุณพ่อห้ามแกะผ้าเหลืองผืนนี้ออกเด็ดขาดเลยนะคะ”
มู่กุยฝานพยักหน้าพลางอุ้มซู่เป่าขึ้นมาแนบอก “ขอบใจมากนะ ลำบากลูกแล้ว”
ซู่เป่ากอดคอมู่กุยฝานแล้วจุ๊บแก้มเขาฟอดใหญ่ “ไม่ลำบากเลยค่ะ!” เธอกระโดดลงจากอ้อมกอด เด้งตัวไปมาบนเตียง ทิ้งตัวลงนอนราบแล้วตบที่ว่างข้างตัวไปด้วย “คุณพ่อมาเร็วค่ะ มานอนแผ่ ๆ ด้วยกัน!”
มู่กุยฝานหัวเราะเบาในลำคอแล้วล้มตัวลงนอนเคียงข้างลูกสาว ซู่เป่าเหยียดขาไปสักพัก ก่อนยกเท้าทั้งสองขึ้นมา ใช้มือเล็กจับเล่น ไม่นานนักเมื่อพอหันไปมองก็พบว่าเด็กน้อยหลับปุ๋ยไปเสียแล้ว เขาค่อย ๆ ห่มผ้าให้เธอพลางกระซิบ “ราตรีสวัสดิ์นะ ตัวน้อยของพ่อ”
เช้าวันรุ่งขึ้น
เรื่องราวของเด็กสาวสามคนที่ตกน้ำในแม่น้ำหยงเจียงกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะประโยคที่แม่เด็กพูดว่า “ฉันไม่ได้ขอให้คุณช่วย” พาดหัวข่าวต่าง ๆ พุ่งทะยานติดเทรนด์ฮอตเสิร์ชทันที
‘สามสาวตกน้ำ ชายพลเมืองดีกระโดดช่วยสุดชีวิต แม่เด็กสวนกลับ: ฉันไม่ได้ขอให้ช่วยสักหน่อย!’
อาการยังไม่ทราบแน่ชัด แม่เด็กจมน้ำด่าคนช่วยชีวิต: คุณมันน่าจะตายไปแทนลูกฉัน!’
ความดันเลือดของชาวเน็ตพุ่งสูงปรี๊ด ทุกคนต่างรุมประณามพฤติกรรมของแม่เด็กคนนี้จนกลายเป็นไวรัลไปทั่วทุกแพลตฟอร์ม
ชางชิงเป่ยกำลังจดจ่ออยู่กับการหาทางดัง เหมือนแมลงวันที่ได้กลิ่นไข่เน่า เขารีบทำคลิปวิจารณ์เหตุการณ์นี้ออกมาหลายคลิปเพื่อเกาะกระแส แต่เนื่องจากมีบล็อกเกอร์คนอื่นทำไปเยอะแล้ว ยอดวิวของเขาจึงนิ่งอยู่หลักแสนและมียอดไลก์ไม่ถึงพัน
“ไม่ได้การ… ต้องทำอะไรที่มันต่างออกไป!” ชางชิงเป่ยผุดไอเดียชั่วร้าย เขาเปลี่ยนไปใช้บัญชีสำรองแล้วโพสต์ข้อความสวนกระแสสังคมทันที
“ก็ถูกแล้วนี่ ช่วยมาได้สองคนแล้วทำไมไม่ช่วยอีกคนให้จบ ๆ ไปล่ะ? เป็นแม่คนน่ะเสียใจแค่ไหนพวกคุณเข้าใจไหม?”
“ฉันว่าแม่ด่าถูกแล้ว ถ้าไม่มีปัญญาช่วยให้ครบทุกคนก็อย่าลงไปเลย ให้ตายไปทั้งสามคนเลย แม่เขาจะได้รู้สึกยุติธรรมกว่า”
ความเห็นที่บิดเบี้ยวและไร้ศีลธรรมนี้ดึงดูดให้คนเข้ามาด่าถล่มทลาย ทั้งคำด่าเรื่องค่านิยมอันพังพินาศและคำด่าทอสาปแช่ง แต่ชางชิงเป่ยกลับนั่งหัวเราะชอบใจ ยิ่งคนด่ามาก กระแสก็ยิ่งแรง อัลกอริทึมของแอปไม่ได้สนใจหรอกว่าคนจะชมหรือด่า ขอแค่มีการโต้ตอบเขาก็ได้เงิน!
ทว่ากระแสเริ่มเปลี่ยนทิศอีกครั้ง เมื่อข่าวรายงานว่าเด็กสาวคนที่สามหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับระเหยไปในอากาศ ทีมกู้ภัยยังคงงมหาศพอย่างต่อเนื่อง พวกสตรีมเมอร์ต่างแห่กันไปไลฟ์สดริมแม่น้ำหยงเจียง ชางชิงเป่ยไม่รอช้า รีบหยิบอุปกรณ์แล้วรุดหน้าไปยังจุดเกิดเหตุทันที
ริมแม่น้ำหยงเจียง
ผู้คนยืนออกันแน่นขนัดเพื่อดูความครึกครื้น มู่กุยฝานอุ้มซู่เป่าอยู่ขอบนอกฝูงชน เมื่อเห็นเด็กน้อยพยายามเอี้ยวคอชะเง้อมองด้วยความลำบาก มู่กุยฝานจึงจับเธอขี่คอเพื่อให้เธอมองเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าได้ถนัดตา…
“ไกลเกินไป มองไม่เห็นอะไรเลยค่ะ” ซู่เป่าเอามือน้อยป้องเหนือคิ้วแล้วพยายามเพ่งมองออกไป
ทันใดนั้น มู่กุยฝาน ก็หยิบกล้องส่องทางไกลขนาดจิ๋วออกมาส่งให้ซู่เป่า
“คุณพ่อขา กระเป๋าของคุณพ่อคือกระเป๋าวิเศษของโดราเอมอนเหรอคะ?!” เด็กน้อยร้องอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
“อืม… แล้วตอนนี้ลูกอยากได้อะไรเพิ่มอีกไหมล่ะ?” มู่กุยฝานอมยิ้ม
“อมยิ้มค่ะ!” ซู่เป่ารีบตอบทันควัน
มู่กุยฝานพลิกข้อมือเพียงครั้งเดียว อมยิ้มรสสตรอว์เบอร์รีก็ปรากฏขึ้นในมือเขา จึงส่งให้เธออันหนึ่ง
ซู่เป่าดูมีความสุขมาก เธออมอมยิ้มไปพลางใช้กล้องส่องทางไกลส่องมองไปยังผิวน้ำในแม่น้ำ
เรือกู้ภัยและเรือเก็บศพสามลำกำลังแล่นวนเวียนอยู่บนผิวน้ำ และยังมีเรืออีกสองลำประจำการอยู่ปลายน้ำในระยะไกล เนื่องจากเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงติดเทรนด์ฮอตเสิร์ช หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องระดมกำลังกันอย่างเต็มที่
“ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน แดดจ้าแบบนี้ไม่มีอะไรโผล่ออกมาเลยค่ะ” ซู่เป่าเปรยขึ้น “อ้อใช่… คุณพ่อคะ แล้วเรื่องศพผู้ชายคนนั้นเป็นยังไงบ้าง?”
“เรื่องศพผู้ชาย ทางตำรวจยังอยู่ระหว่างสืบสวน” มู่กุยฝานตอบกลับ
แต่ข้อมูลพวกนี้คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงสำหรับคนอย่างเขา
“พ่อตรวจสอบมาแล้ว ศพผู้ชายคนนั้นเป็นเด็กหนุ่มอายุแค่ 18 ปีเอง เขายังเด็กมาก เมื่อคืนตอนเขาเดินผ่านแม่น้ำหยงเจียงแล้วเห็นคนตกน้ำ เขาตัดสินใจกระโดดลงไปช่วยโดยไม่ลังเลเลยสักนิด”
น่าเสียดายที่เขาช่วยเด็กสาวขึ้นมาได้ถึงสองคน แต่ตัวเขากลับไม่มีโอกาสได้กลับขึ้นมาอีกเลย
“แต่สิ่งที่ประหลาดคือ เขาเพิ่งตกน้ำเสียชีวิตแท้ ๆ แต่เมื่อคืนตอนที่พ่อจับแขนเขา สัมผัสมันกลับเหนียวลื่นเหมือนกับร่างแช่น้ำมานานหลายวันแล้ว”
หากไม่ได้เห็นหลักฐานจากกล้องวงจรปิดริมถนนด้วยตาตัวเองว่าเด็กหนุ่มเพิ่งกระโดดลงไปเมื่อคืน มู่กุยฝานคงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าศพที่เขาช่วยขึ้นมาคือเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญคนนั้น
“แปลกจริง ๆ ด้วยค่ะ…” ซู่เป่าพึมพำเสียงเบา
ตกลงว่าเรื่องเด็กสาวสามคนที่ตกน้ำนี่… มันเป็นเรื่องจริงแน่ ๆ ใช่ไหม?