ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 175 ผู้ชายตัวโตทั้งกลุ่มถูกซู่เป่าจับทาเล็บ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 175 ผู้ชายตัวโตทั้งกลุ่มถูกซู่เป่าจับทาเล็บ
บทที่ 175 ผู้ชายตัวโตทั้งกลุ่มถูกซู่เป่าจับทาเล็บ
ชางชิงเป่ยนั่งฟังเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดัง ติ๊ง ๆ ๆ ไม่หยุดหย่อน สำหรับเขาแล้ว นี่คือท่วงทำนองอันไพเราะที่สุดในโลก
วิดีโอของเขาพุ่งทะยานติดอันดับกระแสฮิต เพียงครึ่งชั่วโมงมียอดผู้ชมถล่มทลายเกินห้าสิบล้านครั้ง และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น!
เขาไม่รอช้า รีบตีเหล็กตอนร้อนปล่อยวิดีโอที่สองออกมาทันที
ขยี้ปมต่อเนื่อง: นาทีชีวิตกลางแม่น้ำ… ศพเด็กสาวคืนชีพ เป็นฝีมือมนุษย์หรือเรื่องลี้ลับกันแน่?!
โลกออนไลน์เดือดปุด ๆ ความเห็นหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
“ตามมาดูภาคต่อ เจ้าของโพสต์เจ๋งมาก กดติดตามเลย!”
“เดี๋ยวนะ เด็กคนนั้นไม่ใช่ซู่เป่าเหรอ? ทำไมเธอถึงไปอยู่ในเหตุการณ์ได้?”
“ดูผู้ชายร่างสูงคนนั้นสิ เขาเดินไปซ่อนตัวใต้ต้นไทร หรือนี่เป็นการฆาตกรรมอำพราง? จัดฉากศพฟื้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ!”
ยิ่งการถกเถียงดุเดือด ยอดวิวก็ยิ่งพุ่งกระฉูด ชางชิงเป่ยตักตวงผลประโยชน์จากกระแสของมู่กุยฝาน และ ซู่เป่า จนมียอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นถึงห้าแสนคนภายในคืนเดียว เขากลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเพียงข้ามคืน!
เขารีบปล่อยวิดีโอที่สามออกมาเพื่อปิดดีล
เจาะลึกเหตุการณ์: ซู่เป่า ยืนมองความตาย? ความไร้เดียงสาที่โลกออนไลน์เคยหลงรัก
แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตา?
วิดีโอนี้ถูกตัดต่ออย่างมีชั้นเชิง จงใจเลือกเฉพาะฉากที่ซู่เป่ายืนนิ่งเงียบมองดูเหตุการณ์ ความสงบเสงี่ยมไม่วุ่นวายของเด็กน้อยถูกบิดเบือนให้กลายเป็นความเมินเฉยไร้หัวใจ แม้มีแฟนคลับกลุ่มแม่ ๆ ออกมาปกป้อง แต่ก็เริ่มมีกระแสโจมตีว่าซู่เป่าน่ากลัวเกินเด็ก
“ฮ่า ๆ ๆ ซู่เป่าเอ๋ย… หนูนี่มันต้นเงินต้นทองของฉันจริง ๆ!” ชางชิงเป่ยหัวเราะร่าด้วยความย่ามใจ
ในขณะเดียวกัน คฤหาสน์ตระกูลซูยังคงสงบสุข ไม่มีใครสนใจโลกกระแสในโลกออนไลน์มากนัก เพราะสำหรับพวกเขา เรื่องนี้คือเรื่องของคนอื่น และไม่มีใครคาดคิดว่าซู่เป่านั้นถูกลากเข้าไปเกี่ยวพัน
สายตาทุกคู่ในบ้านกำลังจับจ้องไปที่… มู่กุยฝาน
บรรดาลุง ๆ ตระกูลซูกอดอกมองดูร่างใหญ่ในชุดผู้หญิงที่กำลังเดินลงมาจากชั้นบนอย่างสง่างาม…
เอ่อ จะเรียกว่าสูงศักดิ์ก็กระดากปาก แต่แน่ ๆ คือความสูงนั้นโดดเด่น และบรรยากาศก็น่าขนลุกมาก
ซูอีเฉินเดินเข้ามาจากข้างนอกพลางเอ่ย “จองเรือเรียบร้อยแล้ว…” แต่พอเห็นสภาพมู่กุยฝานอยู่ในชุดสตรี มุมปากของเขาก็ถึงกับกระตุกแรง
นี่ใช่เทพสงครามมู่ที่เขารู้จักจริง ๆ หรือ?
มู่กุยฝานหนังตากระตุกยิก ๆ หันไปบอกลูกสาว “ซู่เป่าลูกรัก พ่อว่าหาคนอื่นมาเล่นด้วยดีไหม?”
ซู่เป่าซึ่งกำลังสนุกสุดขีดถือขวดยาทาเล็บพยักหน้าเร่ง “คุณพ่อคะ นั่งลงเร็ว!”
มู่กุยฝานจำใจนั่งลงบนโซฟาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซู่เป่าบรรจงทาเล็บให้เขาทีละนิ้วจนครบทั้งสิบกลายเป็นสีสันฉูดฉาด ไม่พอยังถอดรองเท้าเขาออกเพื่อทาเล็บเท้าให้เข้าชุดกันอีกด้วย
คุณปู่มู่ทำหน้าเคร่งขรึม พึมพำฮึดฮัด “เหลวไหลสิ้นดี…” แต่พอเห็นความตั้งใจของหลานสาวเขาก็พูดไม่ออก
“ใช่ ๆ แต่ซู่เป่าอยากทาก็ปล่อยให้แกทาสิ! อ้อ… ซู่เป่า สีชมพูบาร์บี้นั่นเหมาะกับพ่อหนูที่สุดเลยนะ!” ซูอิงเอ๋อร์หัวเราะร่า ราวกับรู้สึกชอบใจ ซู่เป่าชะงักแล้วหันขวับมามองต้นเสียงทันที
ซูอิงเอ๋อร์รู้สึกได้ถึงลางร้าย และเป็นไปตามคาด เจ้าตัวเล็กเอ่ยเสียงใส “คุณลุงห้า นั่งลงสิคะ~”
จากที่เคยยุให้ไฟลุก ตอนนี้เริ่มอยากจะดับไฟตัวเอง
“ลุงว่าลุงไม่เหมาะ…” เขาพยายามปฏิเสธ “ดูสิ ตัวโตบึกบึนขนาดนี้…”
“ลุงห้าก็ต้องวาดด้วยนะคะ!” ซู่เป่าทำตาละห้อยดูน่าสงสาร
“โอเค ๆ ยอมแล้ว…” ซูอิงเอ๋อร์คอตกจำยอม
ท่านผู้เฒ่าซูสะบัดหนังสือพิมพ์ในมือจนเสียงดัง พลางพึมพำลอดไรฟันว่าพวกนี้ช่างไม่มีหลักการเอาเสียเลย แค่หลานอ้อนนิดอ้อนหน่อยก็ยอมสยบกันหมด
ทว่าภัยเงียบกลับคืบคลานมาถึงตัวเร็วกว่าที่คิด เมื่อซู่เป่าตวัดฝีแปรงวาดลวดลายบนมือลูกชายคนที่ห้าจนพอใจแล้ว เธอก็หมุนตัวหันมาจ้องมองเขาตาแป๋วด้วยแววตาเป็นประกาย
“คุณตาคะ อยากได้สีอะไรดีเอ่ย?”
“ตาไม่…” ท่านผู้เฒ่าซูขมวดคิ้วมุ่น พยายามรักษามาดเข้ม วางท่าทีสุขุมนุ่มลึกอย่างที่สุดเพื่อเป็นปราการด่านสุดท้ายของบ้าน
“คุณตาขาาา… นะคะคุณตา~” เจ้าตัวเล็กลากเสียงยาวพลางกะพริบตาปริบ ๆ เขย่าแขนเสื้อเขาเบา ๆ ราวกับจะละลายน้ำแข็งในใจของชายชราให้กลายเป็นน้ำ
“……”
ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนท่านผู้เฒ่าซูจะค่อย ๆ ลดหนังสือพิมพ์ลง เผยให้เห็นใบหน้าที่พยายามจะบึ้งตึงแต่กลับซ่อนความใจอ่อนไว้ไม่มิด
เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะพึมพำเสียงค่อย “…สีฟ้า”
ในที่สุดกำแพงเมืองจีนที่ว่าแข็งแกร่งก็พังทลายลง ท่านผู้เฒ่าซูยอมพ่ายแพ้ราบคาบ พลางส่งมือเหี่ยวหย่นแต่ดูภูมิฐานให้หลานสาวตัวน้อยอย่างจำนน
ซู่เป่าเล่นสนุกจนติดใจ ทาเล็บให้คุณตาอย่างประณีต มู่กุยฝานเห็นดังนั้นก็คิดในใจว่า ‘ในเมื่อทุกข์กันหมดแล้ว จะหนีไปคนเดียวได้ยังไง’
“ซู่เป่า พ่อว่าคุณลุงใหญ่เหมาะกับสีชมพูบาร์บี้ ส่วนคุณลุงรอง… อืม สีดำก็น่าจะเท่ดีนะ”
“อื้อ ๆ ! คุณลุงใหญ่ คุณลุงรอง อย่าเพิ่งไปไหนนะ มาเข้าคิวเร็วค่ะ!” ซู่เป่าตาเป็นประกายวิบวับ
คุณนายซู กลั้นหัวเราะจนปวดท้อง มองดูกลุ่มชายฉกรรจ์ตัวโตถูกเด็กหญิงตัวน้อยสยบเสียอยู่หมัด
ช่างเป็นเรื่องจริงที่ว่าทุกสิ่งในโลกย่อมมีสิ่งที่ปราบมันได้!
เมื่อแสงไฟยามค่ำคืนเริ่มสว่างไสว ท่าเรือในสวนสาธารณะ กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมประหลาดก็เริ่มปรากฏตัวขึ้น…
ชายหนุ่มร่างกำยำสามคนเดินก้มหน้าก้มตา สอดมือเข้ากระเป๋าเสื้อพลางดึงฮู้ดของเสื้อแจ็คเก็ตลงมาปิดบังใบหน้า พวกเขาไม่เอ่ยปากพูดจาสักคำขณะก้าวขึ้นเรือด้วยท่าทีระแวดระวังผิดปกติ
ตามหลังพวกเขามาด้วยเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งเดินกระโดดโลดเต้นด้วยท่าทีร่าเริง
ถัดจากเด็กชาย คือร่างของหญิงสาวในชุดสีแดงสด แต่งหน้าจัดจ้านเกินงาม ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็ดูแปลกประหลาดจนน่าสงสัย…
และปิดท้ายขบวนด้วยหญิงสาวท่าทางเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัย ยิ้มจนตาหยีเป็นขีด มือก็กดชัตเตอร์ถ่ายรูปอย่างเอาเป็นเอาตาย
สามชายหนุ่มพยายามทำตัวลีบเล็กนั้นคือ มู่กุยฝาน ซูอีเฉิน และ ซูอิงเอ๋อร์ ส่วนหญิงสาวที่แต่งหน้าจัดจ้านจนจำเค้าเดิมไม่ได้ก็คือ หวั่นเถา ซึ่งถูกลากตัวมาปฏิบัติภารกิจด่วนจนใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยในชีวิต
ส่วนเด็กชายตัวน้อยก็คือ ซู่เป่า ที่ถูกซูจิ่นอวี้จับแต่งตัวให้ด้วยความพิถีพิถัน แถมยังสวมวิกผมสั้นทับไว้ แต่เพราะฟ้ามืดสลัวจึงพอกลบเกลื่อนไปได้
ซูจิ่นอวี้แทบกลั้นหัวเราะจนเป็นบ้า แม้สุดท้ายมู่กุยฝานจะดื้อแพ่งไม่ยอมแต่งหญิงตามใจลูกสาว แต่ไม่ว่าจะเป็นเขา ซูอีเฉิน หรือซูอิงเอ๋อร์ ทุกคนล้วนถูกทาเล็บจนครบทุกนิ้ว
ร้ายกว่านั้นคือซู่เป่ายืนกรานให้พวกเขาใส่รองเท้าแตะเพื่อโชว์เล็บเท้าสวย ๆ ออกสู่โลกภายนอกด้วย!
เมื่อครู่นี้ตอนเดินขึ้นเรือ เล็บเท้าของแต่ละคนแทบจะงัดกับสายคาดรองเท้าแตะจนจะแตกออกจากกันอยู่แล้ว
ซูจิ่นอวี้คล้องแขนกับหวั่นเถาที่มุมปากกระตุกไม่หยุด ก่อนแกล้งพูดยิ้ม ๆ ว่า “ไงคะพี่สาว ออกมาเที่ยวเหรอ?”
น่าเสียดายที่หวั่นเถามองไม่เห็นเธอ ไม่อย่างนั้นคงโกรธจนกระอักเลือดตายแน่ ๆ
เรือสำราญลำนี้เป็นเรือยอชต์ขนาดเล็ก ทันทีที่เข้าไปในห้องรับรองส่วนตัว มู่กุยฝานและคนอื่น ๆ ก็รีบสะบัดมือออกจากกระเป๋าและเลิกเกร็งนิ้วเท้าให้เมื่อย
ชายหนุ่มทั้งกลุ่มทิ้งตัวลงบนที่นั่งอย่างหมดสภาพ ใครเลยจะจินตนาการออกว่ากว่าจะฝ่าฝูงชนมาถึงจุดนี้ได้ พวกเขาต้องแบกรับความอัดอั้นและใช้ความอดทนอดกลั้นกันไปมากขนาดไหน!
หวั่นเถาพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วจึงถามขึ้น “หัวหน้าครับ สรุปแล้วภารกิจครั้งนี้คืออะไรกันแน่ครับ?”
เขาได้รับเพียงข้อความแจ้งเหตุฉุกเฉินให้มาปฏิบัติภารกิจด่วน ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้านตระกูลซู กลับคาดไม่ถึงว่าจะโดนซูอิงเอ๋อร์กับซู่เป่าผนึกกำลังกันกดตัวไว้ ก่อนจับแปลงโฉมให้อยู่ในชุดผู้หญิงแบบไม่ทันได้ตั้งตัว…
“มานี่ ใส่สร้อยคอนี้ซะ” มู่กุยฝานไม่ได้ตอบคำถามในทันที แต่ยื่นของบางอย่างให้
มันคือสร้อยคอป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่ซู่เป่าเป็นคนทำขึ้นมาเองกับมือ
หวั่นเถาในชุดกระโปรงสีแดงมองสร้อยคอด้วยความมึนงง
ต่อมาเขาก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นนิ้วมือทั้งสิบของหัวหน้าตระกูลมู่ที่เคยจับแต่อาวุธ บัดนี้กลับมีสีสันสดใสสะดุดตา แม้กระทั่งเล็บเท้าทั้งสิบก็ยังถูกระบายสีไว้อย่างหลากหลาย
ซูอีเฉินและซูอิงเอ๋อร์ก็ไม่น้อยหน้า เล็บทั้งสิบนิ้วของซูอีเฉินถูกทาด้วยสีชมพูบาร์บี้ ดูหวานละมุนขัดกับมาดนักธุรกิจผู้เคร่งขรึม ส่วนเล็บของซูอิงเอ๋อร์นั้นเป็นสีดำขลับ…
ลุงห้ายกมือขึ้นมาระดับสายตา พลิกซ้ายพลิกขวาดูเล็บสีดำขลับของตัวเองด้วยความพึงพอใจ “ฮิ ๆ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเท่ดีเหมือนกันนะเนี่ย ดูขรึม ๆ มีพลังลึกลับบอกไม่ถูกเลยว่าไหม?”
ในวินาทีนั้น โลกทั้งใบของหวั่นเถาดูเหมือนพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา เขามองภาพตรงหน้าด้วยแววตาว่างเปล่าสมองประมวลผลจนควันแทบออกหู
หัวหน้าตระกูลมู่ผู้เกรียงไกรที่เขาเคารพรัก ประมุขตระกูลซูผู้แสนเย็นชา และลุงคนที่ห้าผู้บ้าพลัง…
บัดนี้พวกเขาทั้งสามคนกลับมานั่งอวดเล็บสีลูกกวาดกันอย่างหน้าตาเฉย!