ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 176 จับผีพรายน้ำ
บทที่ 176 จับผีพรายน้ำ
หวั่นเถาเอ่ยถามด้วยความกังวล “ท่านหัวหน้า สรุปแล้วภารกิจครั้งนี้คืออะไรกันแน่ครับ?”
มู่กุยฝานตอบเสียงเรียบ “พวกเราต้องล่อใครบางคนออกมา คนนี้เคยเห็นหน้าฉันกับซู่เป่ามาก่อน พวกเราเลยเผยหน้าตรง ๆ ไม่ได้ ภารกิจล่อศัตรูครั้งนี้จึงต้องเป็นของนาย”
“จำได้ว่านายว่ายน้ำเก่งไม่ใช่เหรอ? แถมยังเคยผ่านการฝึกรบใต้น้ำมาอย่างหนักด้วย”
หวั่นเถาพยักหน้า เรื่องทักษะทางกายภาพไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย “แต่ว่า… คนคนนั้นเคยเห็นหน้าผมไหมครับ?” เขาถามด้วยสีหน้าจริงจัง
ในใจเริ่มจินตนาการไปไกล… ศัตรูระดับไหนกันนะ?
หรือเป็นอาชญากรข้ามชาติที่ร้ายกาจ ถึงขนาดทำให้หัวหน้าตระกูลต้องวางแผนซับซ้อนขนาดนี้
“ไม่เคยเห็น” มู่กุยฝานนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ
แล้วเขาต้องแต่งชุดบ้า ๆ นี่ไปเพื่ออะไรกันแน่!
หวั่นเถาบ่นอุบอยู่ในใจ
“ที่ให้นายแต่งแบบนี้ก็เพื่อตัวนายเองทั้งนั้นแหละ มันเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้าย” มู่กุยฝานเหมือนอ่านใจลูกน้องออก เขาแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ก่อนพูดจาเหลวไหลออกมาหน้าตาเฉย
ขอบคุณมากครับท่านหัวหน้า!
เรือยอชต์ลำเล็กแล่นมาถึงใจกลางแม่น้ำอย่างช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัด หวั่นเถาในคราบหญิงสาวชุดแดงยกมือปิดหน้าพร้อมกับถาม “แล้วตอนนี้ผมต้องทำยังไงต่อ?”
มู่กุยฝานนั่งเอนหลังพิงโซฟาในท่าไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ เขาสอดมือทั้งสองข้างไว้ท้ายทอยพลางบุ้ยปากไปทางหน้าต่าง “เห็นหน้าต่างนั่นไหม? เปิดออกแล้วโผล่หัวออกไปซะ”
เรือลำนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการพักผ่อน ชั้นสองเป็นดาดฟ้าเรือ สามารถนั่งได้สบาย ส่วนด้านล่างเป็นบาร์และกระจกหน้าต่างที่เปิดรับลมได้กว้าง หวั่นเถาจำใจเปิดหน้าต่าง แล้วชะโงกหน้าออกไปนอกเรือ
ซู่เป่าเห็นดังนั้นก็ถอดรองเท้าปีนขึ้นไปนั่งบนโซฟา เลียนแบบท่าทางของคุณพ่อเป๊ะ ๆ เธอเอนตัวพิงเบาะ ยื่นขาน้อย ๆ ออกไปพลางเสริมว่า “จากนั้นต้องยื่นมือลงไปเล่นน้ำในแม่น้ำด้วยนะคะ~”
ทั้งชุดกระโปรง ทั้งโผล่หัว แถมยังต้องไปเล่นน้ำเนี่ยนะ?
แม้รู้สึกว่ามันผิดปกติอย่างมาก แต่ด้วยคำว่าภารกิจลับค้ำคอ หวั่นเถาจึงต้องจำยอม เขาหมอบตัวลงกับขอบหน้าต่าง โน้มตัวลงไปให้มากที่สุดเพื่อให้ปลายนิ้วสัมผัสกับผิวน้ำ โชคดีที่เขาตัวสูงและแขนยาวพอดีจึงเอื้อมถึงได้ไม่ลำบากนัก
ซู่เป่าถือโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปหวั่นเถา ก่อนเอ่ยเสียงใส “พี่สาวคะ ลองพูดว่า มาเล่นกันไหมจ๊ะ ดูสิคะ~”
ในทีวีเขาก็แสดงกันแบบนี้แหละ!
ซูอีเฉินถึงกับมุมปากกระตุก ส่วนมู่กุยฝานยิ้มกึ่งบึ้ง “อย่าตะโกนอะไรมั่วซั่วสิลูก”
สรุปคือทุกคนนั่งจิบชาดื่มกาแฟกันด้วยความสำราญใจ มีเพียงหวั่นเถาคนเดียวที่ต้องทำงานอย่างทรมาน สายลมยามค่ำคืนพัดพาวิกผมยาวของเขาให้พลิ้วไหว มือหนาพยายามดัดให้ดูอ่อนช้อยตบลงบนผิวน้ำเล่นไปเรื่อย ๆ…
ช่างเป็นภาพ “โฉมงาม” ล่องเรือยามราตรี ชวนให้คนมองรู้สึกสับสนเหลือเกิน
ทว่าในวินาทีนั้นเอง หวั่นเถาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งใต้น้ำ
เขามุ่นคิ้ว… สาหร่ายเหรอ? แต่มันเล็กละเอียดและลื่นผิดปกติ สัมผัสคล้ายกับเส้นผมมนุษย์ไม่มีผิด!
ทันใดนั้น ข้อมือของเขาก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงจนร่างแทบถลันตกเรือ!
มีปลามาติดเบ็ดแล้วรึ!? เขาคิดในใจอย่างลำพอง ไอ้หนุ่มนี่มันใครกัน วิชาใต้น้ำร้ายกาจไม่เบา ซ่อนตัวได้นานขนาดนี้แถวยังมีแรงมหาศาลอีก!
หวั่นเถาแค่นยิ้มเย็น เตรียมออกแรงกระชากอีกฝ่ายขึ้นมาเหนือน้ำ แต่แล้วเสียงทุ้มต่ำของมู่กุยฝานก็ดังก้องมาจากข้างหลัง “มาแล้ว หวั่นเถา ตั้งสติให้ดี!”
หวั่นเถาตั้งท่าตอบว่าระดับเขาไม่มีอะไรน่าห่วง แต่วินาทีต่อมา เขากลับเห็นมือสีขาวซีดไร้เลือดคู่หนึ่งพุ่งพรวดขึ้นมาจากผิวน้ำ คว้าหมับเข้ามืออีกข้างของเขาแล้วดึงกระชากด้วยความบ้าคลั่ง
ตูม!
หวั่นเถาในชุดแดงเข้มร่วงลงไปในน้ำทันที! ในขณะร่างจมดิ่ง เขาได้ยินเสียงแหลมเล็กบาดหูแว่วมาตามลม “ช่วยด้วย… มีคนตกน้ำ…”
สายตาของเขาคมกริบด้วยการฝึกฝนมาอย่างดี แม้อยู่ใต้น้ำก็ยังลืมตาได้มั่นคง หวั่นเถารีบคว้าข้อมือของผู้บุกรุกทั้งสองไว้แน่นเพื่อดูโฉมหน้าชัด ๆ
แต่พอเห็นชัดเต็มตาเท่านั้นแหละ…
ใบหน้าขาวโพลนประชิดติดจมูก ดวงตาเหลือกกว้างเห็นแต่ตาขาว! และข้าง ๆ กันนั้นคือเด็กสาวกำลังจ้องมองเขาเขม็งด้วยสายตาเย็นยะเยือก
หวั่นเถาขวัญแทบหนีดีฝ่อ นี่เขาคว้าเอาสาหร่ายสยองขวัญเข้าให้แล้ว!
ด้วยนิสัยที่ไม่ได้สงบนิ่งเท่ามู่กุยฝาน ความตกใจทำให้น้ำทะลักเข้าจมูกจนสำลัก ร่างของเขาถูกศพทั้งสองฉุดลงสู่ก้นบึงอย่างรวดเร็ว ในจังหวะวิกฤตนั้นเอง สร้อยคอที่ซู่เป่าให้มาพลันเปล่งแสงสว่างวาบ พร้อมกับเสียงตะโกนของมู่กุยฝานที่ดังก้องเข้ามาในหัว
“หวั่นเถา จับพวกมันไว้ อย่าให้หนีไปได้”
วินาทีนั้นเท้าของเขาถูกใครบางคนคว้าไว้จากด้านบน หวั่นเถารีบเกร็งข้อมือล็อคตัวผีทั้งสองไว้สุดแรง ก่อนรู้สึกถึงแรงกระชากมหาศาลดึงเขากลับขึ้นไป!
ปึง!
ร่างไร้วิญญาณทั้งสองถูกฉุดขึ้นจากน้ำและกระแทกลงบนดาดฟ้าเรือ หวั่นเถาที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็รู้สึกเจ็บแปล็บหลังลำคอ ก่อนสติลางเลือนและหมดสติไป
ซู่เป่าคว้ายันต์สีเหลืองขึ้นมาแล้วตะโกนเสียงใส “ฮ่า!”
ดาบไม้ท้อ ร้อยด้วยยันต์ศักดิ์สิทธิ์พุ่งทะยานออกไป ราวกับลูกศรที่เล็งไว้แม่นยำ ปักเข้ากลางร่างของศพหญิงทั้งสองซึ่งพยายามจะตะเกียกตะกายหนี จนพวกมันถูกตรึงแน่นติดกับแผ่นไม้ของเรือโดยดิ้นไม่หลุด
การกระทำแสนเด็ดขาดนี้ทำเอาซูอิงเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ถึงกับตกตะลึง
ก่อนมาที่นี่ พวกเขาจินตนาการถึงผีที่เป็นวิญญาณโปร่งแสงซึ่งคนธรรมดาอาจมองไม่เห็น และคงได้แต่เฝ้าดูซู่เป่าทำพิธีอยู่เงียบ ๆ แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้านั้นไม่ใช่กลุ่มควันหรือวิญญาณ แต่มันคือร่างศพที่มีตัวตนชัดเจน
ซู่เป่าหวนนึกถึงคำสั่งสอนของอาจารย์ ตอนนี้พลังของเธอยังไม่แกร่งกล้าพอ จึงไม่ควรฝืนจับวิญญาณร้ายด้วยกำลังเด็ดขาด
ทว่า… หากไม่รีบจัดการยันต์สีเหลืองของเธอก็คงทานทัดได้ไม่นาน และเธอเองก็มียันต์ไม่มากพอจะปักเล่นไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาจารย์กลับมา
ทันใดนั้น ซู่เป่าก็นึกถึงด้ายแดงบนข้อมือ อาจารย์เคยบอกว่ามันทรงพลังมากและสามารถสะท้อนพลังโจมตีกลับไปได้โดยอัตโนมัติ
อืม… ในความเข้าใจของซู่เป่า มันก็คือการ ‘สะท้อนกลับ’ นั่นแหละ
เจ้าตัวเล็กรีบวิ่งเข้าไปเผชิญหน้ากับปีศาจน้ำทั้งสองตน เธอไขว้มือไว้ข้างหลัง เชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วท้าทายด้วยความยโสโอหัง “มาเลย เก่งนักก็เข้ามาตีหนูสิ”
ท่าทางแก่แดดแก่ลมนั่นช่างน่าหมั่นไส้เสียจนคนเป็นพ่อเป็นลุงถึงกับพูดไม่ออก
ศพทั้งสองพลิกลูกตาขาวโพลน ส่งเสียงคำรามแหบพร่าออกมาจากลำคอ “โฮก… โฮก…”
เจอเด็กแสบนี่อีกแล้ว!
ศพหญิงวัยกลางคนดูเหมือนสติขาดผึง เธอพุ่งเข้าใส่หมายกัดซู่เป่าให้จมเขี้ยว
มู่กุยฝานใจหายวาบ “ซู่เป่า!”
ซู่เป่ายกแขนขึ้นบังใบหน้าตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้นแสงสีแดงเจิดจ้าก็สว่างวาบออกมาจากข้อมือ!
เปรี้ยง!
ร่างศพถูกแรงกระแทกจากแสงสีแดงเหวี่ยงจนกระเด็นออกไป วิญญาณที่สิงสู่อยู่ภายในถูกกระชากออกจากร่างจนต้องส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
ส่วนศพเด็กสาวที่ลังเลอยู่ในตอนแรก เมื่อเห็นดังนั้นก็พุ่งเข้าใส่ตามหลัง แต่ในวินาทีถัดมา เธอก็ถูกพลังสะท้อนกลับเหวี่ยงออกไปจนกรีดร้องลั่นเช่นกัน
เมื่อวิญญาณหลุดลอย ร่างศพไร้สิ่งยึดเหนี่ยวก็ตกลงบนพื้นเรือ กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงโชยคละคลุ้ง ร่างกายเริ่มพองอืดและเน่าสลายอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นน้ำสีเหลืองขุ่นส่งกลิ่นไปทั่วบริเวณ
“จับได้แล้วเหรอ?” ซูอิงเอ๋อร์อุทาน ต้องยอมรับเลยว่าหลานสาวเขานี่มันอัจฉริยะชัด ๆ!
“ยังไม่จบค่ะ” ซู่เป่าร้องบอก
เธอกระชับดาบไม้ท้อที่ร้อยยันต์สีเหลืองไว้มั่น แล้ววิ่งเข้าใส่จุดที่วิญญาณลอยอยู่ “ย้าก! ตี ๆ ๆ”
เด็กน้อยควงดาบไม้ท้อโบกไปมา เมื่อไม่มีร่างศพคอยกำบัง พรายน้ำทั้งสองก็เตรียมหาทางหนี
“ชีวิตไม่แน่นอน ไส้กรอกใหญ่พันไส้กรอกเล็ก… โจมตีด้วยตูด!” ซู่เป่าตะโกนก้อง
ปึ้ด… ปี้!
เสียงแปลกปลอมดังมาจากบั้นท้ายเล็ก ๆ เพียงนิดเดียว แต่กลับส่งพลังมหาศาลจนผีผู้หญิงกระเด็นหวือไปไกล
ยังไม่ทันหายตกใจ ซู่เป่าก็ขว้างน้ำเต้าวิญญาณออกไปทันที “ไปเลย!!”
วูบ! ผีเจ้าชู้ปลิวละล่องออกมาจากน้ำเต้า
วิญญาณทั้งสามตนซึ่งกำลังล้อมวงเล่นไพ่อยู่ในน้ำเต้าถึงกับงง ผีเจ้าชู้ที่กำลังพยายามหยอดคำหวานจีบผีขี้ขลาดอยู่ดี ๆ กลับถูกเหวี่ยงออกมาข้างนอกซะงั้น แต่เมื่อเห็นวิญญาณร้ายพุ่งเข้ามาหาซู่เป่า เธอก็ไม่รอช้า ตบฝ่ามือออกไปอย่างแรง
สำหรับผีเจ้าชู้แล้ว ผีดุร้ายพวกนี้ยังไม่น่ากลัวเท่าอารมณ์ของซู่เป่าเลยสักนิด!
ผีผู้หญิงขึ้นชื่อว่าดุร้ายที่สุด ถูกผีเจ้าชู้กดทับไว้จนดิ้นไม่หลุด “โฮก… โฮก!” เธอพยายามขัดขืนด้วยความโกรธแค้น
แต่ในจังหวะนั้นเอง วิญญาณเด็กสาวที่อยู่ข้าง ๆ กลับทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นเรือ น้ำตาไหลอาบแก้มพลางร้องขอ “ขอร้องล่ะ… ปล่อยแม่ของฉันไปเถอะนะคะ…”