ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 181 ฆ่าเขาเหรอ?
บทที่ 181 ฆ่าเขาเหรอ?
หญิงสาวและครอบครัวนั่งจมอยู่กับความมืดมัวในใจ ดวงตาของทุกคนค่อย ๆ สูญเสียประกายแห่งความหวังไปทีละน้อย เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นไม่หยุด เด็กสาวก็สั่นสะท้านจนไม่กล้าแม้แต่จะหยิบมันขึ้นมาดู
ทว่าความรู้สึกทรมานจากการเดาไปต่าง ๆ นานาก็ทำร้ายเธอไม่แพ้กัน เธอสูดลมหายใจลึก หลับตาปี๋แล้วตัดสินใจแตะหน้าจอเปิดดู โดยในใจไม่ได้คาดหวังสิ่งดีงามใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
แต่แล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อพบว่าในกล่องข้อความส่วนตัวของแพลตฟอร์มวิดีโอมีข้อความแจ้งเตือนเพิ่มขึ้นมหาศาล และที่สำคัญ…
ข้อความเหล่านั้นกลับกลายเป็นคำขอโทษ!
“เกิดอะไรขึ้น?!” เด็กสาวตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
พ่อแม่ของเธอรีบถลาเข้ามาดู ทั้งครอบครัวจึงได้พบว่ากระแสสังคมพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือเพียงชั่วข้ามคืน!
เมื่อตามลิงก์ไปยังวิดีโอต้นฉบับ พวกเขาจึงพบประกาศจากตำรวจท้องถิ่น บล็อกเกอร์นามว่า ชางชิงเป่ย ได้แอบอ้างตัวเป็นเด็กสาวที่ตกน้ำและโพสต์ข้อความบิดเบือนซึ่งส่งผลเสียต่อสังคมอย่างร้ายแรง
บัดนี้เขาถูกคุมขังเป็นเวลาสิบห้าวันแล้ว และเมื่อชาวเน็ตตามหาบัญชีจริงของเธอพบ ใต้วิดีโอของเธอจึงเต็มไปด้วยเสียงขอโทษและกำลังใจ
หญิงสาวร้องไห้ออกมาด้วยความยินดี โลกที่เคยมืดมิดพลันสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง!
ในขณะที่ชีวิตของหญิงสาวเริ่มมีแสงสว่าง ชางชิงเป่ยกลับถูกตราหน้าและด่าทออย่างหนัก บัญชีของเขาถูกระงับถาวร มิหนำซ้ำชาวเน็ตต่างโกรธแค้นลุกลามไปสืบหาเบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่เขา
กงล้อแห่งกรรมหมุนเวียนรวดเร็วนัก พ่อแม่ของชางชิงเป่ยถูกโทรศัพท์เข้ามาด่าทอจนแทบเสียสติ ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านต่างพากันสอบถามด้วยความห่วงใย แต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันประชดประชัน
“ฉันควรจะฆ่ามันทิ้งซะให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!” พ่อของชางชิงเป่ยสบถออกมาด้วยความแค้นเคือง
“ไปเรียกเขากลับมาเถอะ…” แม่ของเขาร่ำไห้
“เรียกกลับมา เขาจะยอมมาเหรอ? นอกจากจะตีมันจนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนนั่นแหละ มันถึงยอมเชื่อฟังเราอย่างว่าง่าย!” พ่อคำรามด้วยโทสะ
พวกเขารู้ดีว่าลูกชายคนนี้ฉลาดเกินไป ฉลาดจนไม่ยอมตั้งใจเรียน ไม่ยอมทำงานทำการให้มั่นคง มัวแต่ออกไปหาทางลัดเพื่อรวยทางลัดอยู่ข้างนอกมานานกว่าแปดปี จนกลายเป็นความกังวลใจของครอบครัวที่กลัวว่าวันหนึ่งเขาจะทำเรื่องเลวร้ายจนเดือดร้อนมาถึงบ้าน และวันนี้มันก็เกิดขึ้นจริง ๆ
ขณะเดียวกัน ชางชิงเป่ยซึ่งถูกขังอยู่ยังไม่รู้ซึ้งถึงหายนะที่กำลังเกิดขึ้นกับครอบครัว เขาคิดเพียงว่าสิบห้าวันมันแค่เรื่องเล็กน้อย ออกไปเมื่อไหร่ เขาก็จะกลับมาเป็นลูกผู้ชายสายคอนเทนต์เหมือนเดิม
ตอนนี้เขามั่นใจว่าเข้าใจเคล็ดลับของการสร้างยอดวิวได้ถ่องแท้แล้ว แค่เกาะกระแสยอดฮิตแล้วทำตัวขวางโลก แค่นี้เงินก็ไหลมาเทมา
ในขณะที่ชางชิงเป่ยกำลังเกาะลูกกรงหน้าต่างหัวเราะกับแผนการในอนาคต เสียงเปิดประตูเหล็กก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างของชายร่างสูงใหญ่และเด็กน้อยคนหนึ่ง… มู่กุยฝาน และ ซู่เป่านั่นเอง
ชางชิงเป่ยเหมือนถูกราดด้วยน้ำแข็งจนสร่างเมา เขาลุกลี้ลุกลนถาม “พวกคุณ… จะทำอะไรอีก?”
“ไม่ต้องกลัว แค่มาพูดคุยกันดี ๆ เท่านั้นแหละ” มู่กุยฝานแค่นเสียงเย็น
“คุณมู่… ไม่เอาดี ๆ แบบนั้นได้ไหม คุณโหดใส่ผมเลยยังดีกว่า!” ชางชิงเป่ยร้องไห้โฮ ความเป็นมิตรของคนกลุ่มนี้เขารับไม่ไหวจริง ๆ
ซู่เป่ากุมชายเสื้อของมู่กุยฝานแน่น เธอมองลุงคนนี้ด้วยความสงสัย “อาจารย์คะบนหัวเขาไม่มีผีนี่ แต่ทำไมถึงมีไอสังหารล้อมรอบตัวแบบนั้น”
จี้ฉางจ้องมองชางชิงเป่ยแล้วสอนซู่เป่าว่า “ซู่เป่า… ในโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า ภูตผีปีศาจ ซึ่งสมัยก่อนหมายถึงสิ่งชั่วร้าย แต่ปัจจุบันใช้เปรียบเปรยถึงคนเลวประเภทต่าง ๆ บางคนก็น่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก”
“และมีคนประเภทหนึ่งที่เป็น ‘ผีคนเป็น’ มีชีวิตอยู่แต่จิตวิญญาณไม่ต่างจากผีร้าย”
“หมายความว่าลุงคนนี้คือผีที่ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหมคะ?” ซู่เป่าเอียงคอฟังพลางสรุปตามความเข้าใจ
จี้ฉางสำลักกับคำอธิบายยืดยาวของเขาถูกสรุปเหลือเพียงสองคำ “ก็… ประมาณนั้นแหละ”
“ท่านอาจารย์ชอบพูดให้ซับซ้อน ไม่จริงใจเลย” ซู่เป่าทำหน้ามุ่ยใส่ จากนั้นเธอก็ถามต่อ “อาจารย์คะ ถ้าเราจับผีคนเป็น ลุงคนนี้ยังจะมีชีวิตอยู่ไหม?”
“ถ้าจับเขาจริง ๆ เขาก็คงไม่มีชีวิตอยู่หรอก… แล้วหนูคิดว่าเราควรจัดการเขายังไงดี?” จี้ฉางลองหยั่งเชิง
ซู่เป่าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนโพล่งออกมา “ฆ่าเขาซะเลยดีไหมคะ?”
มู่กุยฝานที่กำลังกระดกน้ำแร่อยู่ข้าง ๆ ถึงกับพ่นน้ำออกมาทันที “ซู่เป่าลูกรัก อย่าพูดจาน่ากลัวแบบนั้นสิ!” เขาพาเธอมาเพื่อให้เรียนรู้เรื่องผลกรรม ไม่ได้พามาฝึกเป็นนักฆ่าเสียหน่อย!
ซู่เป่ารีบเอามือปิดปากตัวเองอย่างรวดเร็ว ส่วนชางชิงเป่ยที่ได้ยินคำว่า ฆ่า ถึงกับขาอ่อนร่วงลงไปคุกเข่าดังตุบ
“คุณมู่! อย่าฆ่าผมเลย ผมไหว้ละ อย่าฆ่าผมเลยยย!”
ซู่เป่าทำหน้าเจื่อน พลางอ้อมแอ้มบอกว่า “หนูบอกว่าหนูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น… ลุงจะเชื่อไหมคะ?”
ชางชิงเป่ยคิดด่ากราดอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง
เชื่อก็โง่แล้ว! ยัยเด็กโกหกหน้าตายที่น่ารังเกียจ!
เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางโขกศีรษะตุบ ๆ ปากก็ตะโกนขอความเมตตาไม่หยุด พร่ำสัญญาว่าถ้าออกไปได้จะกลับตัวกลับใจ ไม่ทำเรื่องเลวร้ายอีก พูดจาจ้อกแจ้กเสียจนฟังแทบไม่ทัน
ซู่เป่าเม้มริมฝีปากแน่น เธอไม่เชื่อคำพูดลุงคนนี้เลยสักนิด
“แล้วเราควรทำยังไงดีคะ?” เธอหันไปมองจี้ฉางด้วยสายตาจริงใจเพื่อขอคำชี้แนะ
“ริบพลังอัปมงคลไปจากเขาเสีย แล้วแยกดวงจิตออกมาครึ่งหนึ่ง” จี้ฉางตอบเสียงเรียบ
“อ๋อ… หมายความว่าทำให้เขาบาดเจ็บปางตายใช่ไหมคะ? แล้วเขาจะกลายเป็นคนปัญญาอ่อนหรือเปล่า?” ซู่เป่าตระหนักได้ในทันที
อะไรนะ! ยัยเด็กนี่นอกจากจะฆ่าคนแล้ว ยังคิดทุบเขาให้พิการปางตายจนกลายเป็นคนโง่ด้วยเหรอ!?
ชางชิงเป่ยถึงกับอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก เด็กคนนี้ไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนหน้าตาเลยสักนิด ทำไมถึงได้โหดเหี้ยมขนาดนี้!
เขาแค่ต้องการยอดวิวและความโด่งดังนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง ครอบครัวนี้ก็รวยล้นฟ้าอยู่แล้ว ทำไมต้องมาถือสาหาความกับคนอย่างเขาขนาดนี้ด้วย!
“ช่วยด้วย! ตำรวจครับ ช่วยด้วย!! มีคนจะฆ่าคนแล้ว!” ชางชิงเป่ยแหกปากตะโกนลั่นทันที
“ตะโกนไปเถอะ ตะโกนให้ตายก็…” มู่กุยฝาน มุมปากกระตุกอย่างช่วยไม่ได้ เขาเอ่ยออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย
ซู่เป่ารีบต่อประโยคทันควัน ประโยคนี้เธอเคยได้ยินบ่อย ๆ
เธอเข้าใจดี!
“ลุงตะโกนจนคอแหบคอแห้ง ก็ไม่มีใครมาช่วยลุงหรอกค่ะ!” เธอสำทับเสียงใส
ชางชิงเป่ยเพิ่งรู้สึกตัวว่าครั้งนี้เขาไปเตะโดนตอเข้าอย่างจัง!
เด็กคนนี้ไม่ได้เป็นแค่ลูกสาวมหาเศรษฐีธรรมดาแน่ ๆ เบื้องหลังของเธออาจมีตัวตนที่ยิ่งใหญ่และน่ากลัวเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้…
“ปล่อยผมไปเถอะ… ได้โปรด…” ชางชิงเป่ยตัวสั่นระริก
ซู่เป่าเริ่มมีความลังเลปรากฏขึ้นในใจ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้อง ‘จับวิญญาณ’ ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่
คนยังไม่ตาย… จริง ๆ แล้วเราควรจะจับวิญญาณเขาไหมนะ?