ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 180 ความเชื่อใจพังทลาย คนที่ได้รับบาดเจ็บคือคนบริสุทธิ์
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 180 ความเชื่อใจพังทลาย คนที่ได้รับบาดเจ็บคือคนบริสุทธิ์
บทที่ 180 ความเชื่อใจพังทลาย คนที่ได้รับบาดเจ็บคือคนบริสุทธิ์
ชางชิงเป่ยถูกกดลงกับพื้นและรุมทำร้ายอย่างหนัก ในช่วงเวลานี้เพื่อนบ้านต่างออกไปทำงานกันหมด ส่วนครอบครัวก็มีคนแก่และเด็กก็พากันออกไปเดินเล่นข้างนอกจนทางเดินเงียบเชียบ
“พวกคุณเป็นใครกัน…!” เขาตะโกนถามด้วยความตกใจและหวาดกลัวสุดขีด
มู่กุยฝานค่อย ๆ โน้มตัวลงมา เลิกคิ้วพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อาศัยยอดวิวจากหน้าฉันทำมาหากินมาหลายวัน ฉันคิดว่านายน่าจะคุ้นหน้าฉันดีนะ?”
ตอนนั้นเองชางชิงเป่ยถึงได้จำเขาได้ ไม่ใช่ผู้ชายคนนี้หรอกหรือ ที่เขาเห็นอยู่ในคลิปที่ตัวเองตัดต่อทุกวัน?
“คุณ… คุณทำร้ายร่างกายคนอื่นมันผิดกฎหมายนะ!” เขาละล่ำละลักขู่กลับด้วยความร้อนรน
“ไม่เป็นไร ขนาดนายยังไม่กลัวกฎหมายเลย แล้วฉันจะไปกลัวทำไม?” มู่กุยฝานเหยียดยิ้ม
ชางชิงเป่ยเห็นท่าไม่ดี ริมฝีปากเริ่มสั่นพะงาบ “คุณอย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ ที่นี่มีกล้องวงจรปิด…” ยังไม่ทันขาดคำ เขาก็เห็นร่างคุ้นตาเดินตรงมาแต่ไกล นั่นคือเจ้าของหอพักนั่นเอง!
“เจ้าของหอ ช่วยด้วย! มีคนทำร้ายผม!” ชางชิงเป่ยรีบตะโกนสุดเสียง
ซูเสี่ยวอวี้เดินถือแก้วชานมในมือ เธอแทบไม่ได้สนใจเสียงตะโกนร้องเรียกของชางชิงเป่ยด้วยซ้ำ กลับดูดชานมคำโตอย่างสบายใจ “ชานมในหน้าร้อนนี่สุดยอดจริง ๆ!”
ซูเสี่ยวอวี้พึมพำกับตัวเอง “แปลกจริง ๆ ทำไมกล้องวงจรปิดแถวนี้ถึงเสียพร้อมกันหมดนะ? สงสัยต้องไปเช็กหน่อยแล้ว” พูดจบเธอก็เดินผ่านไปหน้าตาเฉย ราวกับไม่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าเลยสักนิด
ชางชิงเป่ยหน้าซีดเผือด… กล้องวงจรปิดเสียอย่างนั้นหรือ?!
“พาเขาเข้าไปข้างใน เราจะคุยกันดี ๆ” มู่กุยฝานโบกมือสั่งการ
ชางชิงเป่ยพยายามร้องขอความช่วยเหลืออีกครั้ง แต่จู่ ๆ ชายชุดดำคนหนึ่งก็ฟาดฝ่ามือลงบนจุดตายหลังต้นคอ ในวินาทีนั้นเขาก็พบว่าตัวเองไม่สามารถส่งเสียงใด ๆ ออกมาได้อีก!
ประตูปิดลงพร้อมกับความหวังดับวูบไปกับตา
ภายในห้องเช่าอันคับแคบ พื้นที่ดูอึดอัดขึ้นมาทันทีเมื่อมู่กุยฝานและชายชุดดำร่างยักษ์หลายคนเข้าไปยืนรวมกัน มู่กุยฝานเชิดคางขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณ
“วางใจเถอะ พวกเราเป็นคนมีระดับ จะไม่ทำให้ห้องนายสกปรกหรอก” ชายชุดดำคนหนึ่งตบไหล่ชางชิงเป่ยเบา ๆ
ชางชิงเป่ยตาเหลือก… นี่พวกมันจะฆ่าปิดปากเขาเหรอ?!
เขาเห็นชายชุดดำสวมถุงมือแล้วหยิบมีดทำครัวจากในครัวเล็ก ๆ ขึ้นมา
อีกคนหนึ่งกดมือของเขาไว้กับพื้น…
“ชอบตัดต่อคลิปหากินนักใช่ไหม? งั้นก็ตัดนิ้วที่เหลือทิ้งไปให้หมดเลยแล้วกัน! ต่อไปจะได้ไม่ต้องมารวบรวมยอดวิวบ้าบออะไรนี่ได้อีก” มู่กุยฝานหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา
ในนาทีวิกฤต ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของชางชิงเป่ยกลับไม่ใช่การขอชีวิต แต่เป็นสัญชาตญาณความโลภ…
ถ้าเขาสูญเสียนิ้วไป เขาสามารถใช้ฐานะคนพิการมาดึงยอดวิว สร้างความน่าสงสารขายของได้แน่ ๆ!
ทันใดนั้นแสงวาวจากใบมีดก็พุ่งวาบลงมา ชายชุดดำสับมีดลงมาอย่างรุนแรง! ชางชิงเป่ยตกใจสุดขีดรีบหดมือกลับ มีดเล่มนั้นจึงสับลงบนไม้กระดานเตียงจนเสียงดังสนั่น
มู่กุยฝานคือใคร?
ถ้าเขาอยากสับนิ้วจริง ๆ มีหรือจะพลาด เขาเพียงแค่ต้องการข่มขวัญให้คนสารเลวคนนี้ขวัญกระเจิงเท่านั้น ชางชิงเป่ยตัวสั่นงันงก ก้มหัวโขกพื้นดังตุบ ๆ “ไว้ชีวิตผมด้วย! ผมผิดไปแล้ว! ผมจะไม่ทำอีกแล้ว!”
มู่กุยฝานมองด้วยสายตาชิงชัง คนไร้ยางอายแบบนี้บางครั้งก็ไม่กลัวกฎหมาย และเขาก็รอขั้นตอนของศาลที่แสนยาวนานไม่ไหว การกล้าเอาความน่ารักของซู่เป่า ไปหาผลประโยชน์และบิดเบือนจนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว หากไม่สั่งสอนให้หนักย่อมไม่ใช่ตัวเขา
เขากวาดสายตามองรอบห้อง หยิบนามบัตรเก่าบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน “ชางชิงเป่ย… หึ ช่างเป็นการทำลายชื่อดี ๆ เสียจริง” เขาโยนนามบัตรทิ้งราวกับไม่ใส่ใจ “พวกนายคุยกับเขาให้ดี ๆ นะ จำไว้ว่าพวกเราเป็นคนมีอารยธรรม”
“รับทราบครับ!” เหล่านักเลงมือดีของคฤหาสน์ตระกูลมู่ขานรับพร้อมกัน
มู่กุยฝานปิดประตูเดินออกไป ทิ้งให้ชางชิงเป่ยเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวเพียงลำพัง สุดท้ายเสียงร้องขอชีวิตก็ถูกกลบด้วยเสียงตุ้บตั้บจากการถูกรุมทุบตี
นอกประตู หวั่นเถายืนเฝ้าด้วยอาการสติกระเจิง “ท่านหัวหน้าครับ ทำแบบนี้มันจะไม่เสียชื่อเสียงเหรอครับ?”
“ฉันมีชื่อเสียงอะไร? ตอนนี้ฉันก็แค่นักพรตพเนจรคนหนึ่งเท่านั้นแหละ!” มู่กุยฝานพิงริมหน้าต่าง ใบหน้าเรียบเฉย
ในใจของหวั่นเถาแทบจะกรีดร้องออกมาเป็นภาษาต่างดาว ‘นักพรตพเนจรบ้านท่านสิ! มีนักพรตที่ไหนพาลูกน้องชุดดำบุกพังบ้านคนอื่นแล้วสั่งสับนิ้วชาวบ้านหน้าตาเฉยแบบนี้บ้าง? ‘
เขาจ้องมองเจ้านายที่ทำตัวเหมือนเป็นผู้ถือศีลกินเจ ทั้งยังเพิ่งจะสั่งพูดคุยกันดี ๆ จนห้องข้างในเสียงดังตุ้บตั้บไม่หยุด หวั่นเถาทำได้เพียงกุมขมับ พยายามสะกดกลั้นคำด่าที่ติดอยู่ในลำคอพลางคิดในใจว่า…
‘ถ้าท่านเป็นนักพรต ผมก็คงเป็นเจ้าอาวาสแล้วล่ะครับท่านหัวหน้า!’
“แล้วอีกอย่าง คนลงมือตีเขาน่ะคือคนของตระกูลมู่ ไม่ใช่คนนอกที่ไหน” มู่กุยฝานเสริมต่อ
ชางชิงเป่ยถูกรุมกระหน่ำจนระบมไปทั้งตัว ก่อนถูกรวบตัวส่งตำรวจในข้อหาก่อความไม่สงบและทะเลาะวิวาท เขาถูกใส่กุญแจมือลากตัวไปในสภาพที่พูดไม่ออก เพราะคนของมู่กุยฝานรู้วิธีลงมือเป็นอย่างดี ตีให้เจ็บลึกถึงกระดูกโดยไม่ทิ้งรอยแผลภายนอกให้เห็น
ในขณะที่คนของมู่กุยฝานเองก็หน้าตาบวมปูดเขียวช้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่พวกเขาตีกันเอง เพื่อสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนเป็นการทะเลาะวิวาทของคนสองฝ่าย
“คุณทำแบบนี้ ลูกน้องคุณก็ต้องติดร่างแหเข้าไปด้วยสิ” ซูอีเฉินเมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็ขมวดคิ้ว
“ไม่เป็นไร พวกเขามีภารกิจต้องเข้าไปจับตาดูคนข้างในอยู่พอดี ถือว่าเข้าไปได้สมเหตุสมผล” มู่กุยฝานไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ
นี่มันการใช้เรื่องส่วนตัวมาปนกับราชการชัด ๆ!
แต่สำหรับมู่กุยฝาน เขาไม่รู้สึกว่านี่คือการแก้แค้นส่วนตัว เขาเพียงแค่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างชาญฉลาดเพื่อจัดการคนชั่วเท่านั้น
เมื่อชางชิงเป่ยถูกส่งเข้าคุก เด็กสาวที่ตกน้ำซึ่งเคยถูกเขาช่วยชีวิตกลับต้องเผชิญกับฝันร้ายบนโลกออนไลน์ เพราะคำพูดบิดเบือนของชางชิงเป่ยโพสต์ทิ้งไว้ ชาวเน็ตต่างโกรธแค้นต่างขุดคุ้ย ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของเธอและครอบครัวมาประจาน คำสาปแช่งสาดเสียเทเสียดังขึ้นไม่หยุดหย่อนจนเธอแทบพังทลาย
เธอพยายามชี้แจงความจริง แต่บัญชีเล็ก ๆ ของเธอกลับถูกกระแสสังคมกลบจนมิด วันนี้ครอบครัวของเธอได้รับพัสดุปริศนา เมื่อเปิดออกมาก็ต้องกรีดร้องด้วยความสยดสยอง เพราะมันคือแขนเทียมที่ถูกตัดขาดและราดด้วยสีแดงฉานราวกับเลือดจริง ๆ
“แม่… ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้…” เด็กสาวร้องไห้โฮออกมาอย่างสิ้นหวัง