ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 182 พักโรงแรม ต้องนอนตรงกลางเตียง
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 182 พักโรงแรม ต้องนอนตรงกลางเตียง
บทที่ 182 พักโรงแรม ต้องนอนตรงกลางเตียง
หลังจากซู่เป่าและมู่กุยฝานจากไป ชางชิงเป่ยก็กลายเป็นคนว่านอนสอนง่ายขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เขาตอบทุกคำถาม กินอาหารตรงเวลา และแสดงท่าทีสำนึกผิดดีเยี่ยม จนกระทั่งถึงวันที่ได้รับการปล่อยตัว
เมื่อเห็นพ่อแม่มารับ เขาก็ระเบิดความอัดอั้นที่เก็บกดมานานออกมาทันที “พวกคุณมาตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร!” เขาแผดเสียงใส่ด้วยความโกรธแค้น ในใจคิดเพียงว่าถ้าพ่อแม่มีเงินมีอำนาจป่านนี้คงช่วยเขาออกมาได้นานแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้เขาต้องมาลำบากแบบนี้
“ชิงเป่ย กลับบ้านกับพ่อแม่เถอะลูก…” แม่ของชางชิงเป่ยพยายามอ้อนวอนทั้งน้ำตา
“กลับไปแล้วทำอะไรได้? พวกคุณมีสมบัติร้อยล้านให้ผมสืบทอดหรือไง!” เขาสะบัดมือแม่ออกอย่างไร้เยื่อใย
“ไป ปล่อยมันไป ต่อไปนี้ถือว่าฉันไม่มีลูกชายอย่างแกอีก!” พ่อของชางชิงเป่ยโกรธจนตัวสั่น ตัดสินใจตัดบัวไม่เหลือใย
ชางชิงเป่ยกำลังอ้าปากเถียง ทันใดนั้น ไอมรณะสีดำที่มองไม่เห็นก็พุ่งออกมาจากร่างของเขา ลอยละล่องไปทางลานจอดรถ…
วินาทีต่อมา ชางชิงเป่ยก็ปล่อยโฮออกมาดื้อ ๆ แล้วโผเข้ากอดพ่อแน่น “พ่อจ๋า… พ่อจ๋า!”
พ่อแม่ของเขาถึงกับยืนอึ้ง กับท่าทีของลูกชายที่เปลี่ยนไปภายในเสี้ยววิ
ชางชิงเป่ยที่เคยท่าทางยะโสเมื่อครู่ บัดนี้กลับมีน้ำตาและน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อน สายตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย แม้น้ำมูกไหลเข้าปากเขาก็ยังไม่รู้จักเช็ดออก คนปกติที่ดูฉลาดแกมโกงกลับกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปโดยกะทันหันจนน่าใจหาย
ณ ลานจอดรถ
วิญญาณของชางชิงเป่ยลอยละล่องมาหาซู่เป่า เขาตกใจและรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น “ไม่! ฉันยังไม่อยากตาย! ฉันเพิ่งจะกุมเคล็ดลับของยอดวิวได้นะ!” ไอวิญญาณพยายามดิ้นรนหนีสุดชีวิต ในใจยังเพ้อฝันว่าถ้าโชคดีรวยขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาจะระวังตัวให้มากกว่าเดิม
“คุณมันบ้าไปแล้ว แม้เป็นมนุษย์แต่จิตใจกลับกลายเป็นปีศาจไปเสียสิ้น ปล่อยไว้ไม่ได้!” จี้ฉางจดบันทึกลงในสมุดพลางเอ่ยเสียงเย็น
“พวกคุณมีสิทธิ์อะไรมาจับผม มีคุณสมบัติอะไรมาตัดสินผม!” ชางชิงเป่ยตะโกนก้อง
“ฉันเป็นผู้พิพากษา… คุณคิดว่าฉันมีคุณสมบัติพอไหมล่ะ?” จี้ฉางปิดสมุดเล่มเล็ก ใบหน้าซีดเซียวที่ดูไร้อารมณ์นั้นมองดูน่าเกรงขาม
ชางชิงเป่ยอึ้งกิมกี่… ผู้พิพากษาดวงวิญญาณงั้นเหรอ?!
แม้ในวาระสุดท้าย เขาก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิด ทุกคนก็อยากรวยเหมือนกันทั้งนั้น เขาไม่ได้ขโมยหรือปล้นใคร แต่หาเงินมาด้วยความฉลาดของตัวเองแท้ ๆ!
จี้ฉางโบกมือเพียงครั้งเดียว วิญญาณของชางชิงเป่ยก็กรีดร้องโหยหวน ก่อนสลายกลายเป็นพลังงานร้ายถูกดูดหายเข้าไปในน้ำเต้าวิญญาณ
ซู่เป่าจ้องมองน้ำเต้าซึ่งแขวนอยู่บนด้ายแดง เธอรู้สึกได้ว่าน้ำเต้าใบเล็กนี้กำลังขยับขยายตัวคล้ายกับมีความสุขมาก “คุณพ่อคะ การที่ต้องดูแลลูกชายที่กลายเป็นคนปัญญาอ่อนแบบนี้ พวกเขาทั้งสองคนคงจะเหนื่อยมากเลยนะคะ?”
มู่กุยฝานออกรถพลางเอ่ยเสียงเรียบ “มันคือวงจรแห่งเหตุและผล ถ้าสั่งสอนกันมาให้ถูกต้องตั้งแต่เด็ก ผลลัพธ์แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น… คนที่น่าสงสารย่อมมีจุดที่น่าเกลียด ความขี้เกียจในอดีตมักย้อนกลับมาทวงคืนในรูปแบบของความล้มเหลวเสมอ”
เวลาผ่านไปจนใกล้ถึง เทศกาลตวนอู่ ซู่เป่านอนคว่ำอยู่บนโซฟา พร้อมโทรหาเหล่าคุณลุงทีละคน
“ฮัลโหล… คุณลุงสามคะ คุณลุงยังบินอยู่บนฟ้าหรือเปล่าคะ? จะกลับมากินบ๊ะจ่างที่บ้านไหม?”
“กลับครับ” ซูเยว่เฟยที่เพิ่งได้กลับมาสวมชุดกัปตันอีกครั้งอดยิ้มไม่ได้เมื่อได้ยินเสียงหลานสาว
“เย้! งั้นซู่เป่าจะทำเครื่องหมายถูกไว้ให้นะคะ หนูจะห่อบ๊ะจ่างเผื่อคุณลุงสิบลูกเลย!”
“สิบลูกเยอะไปแล้ว… แค่สองลูกก็พอครับ” เขาหัวเราะเบา ๆ แม้ปกติไม่ชอบกิน แต่ถ้าหลานห่อให้เขาก็พร้อมฝืนกินให้หมด!
หลังจากนั้นซู่เป่าก็โทรหา คุณลุงสี่ต่อทันที “คุณลุงสี่จะกลับมากินบ๊ะจ่างไหมคะ? หนูจะห่อให้สิบลูกนะ!”
ซูโล่วที่เพิ่งถ่ายหนังเสร็จสวมเสื้อคลุมอาบน้ำพลางขยับแว่นตาขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ “สิบลูกจะไปพออะไร ลุงขอสิบเอ็ดลูกแล้วกัน” เขายกยิ้มมุมปากด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์เผยให้เห็นแผงอกกำยำ
ซู่เป่าจดลงสมุดทันที “ได้เลยค่ะ! ลุงสี่กินสิบเอ็ดลูก!” ก่อนวางสายเธอถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง “คุณลุงสี่คะ ตอนนี้คุณลุงอยู่ที่ไหน?”
“ลุงอยู่โรงแรมครับ”
“คุณลุงสี่คะ ตอนกลางคืนอย่าลืมนอนตรงกลางเตียงนะคะ!”
“ทำไมล่ะ?” ซูโล่วขมวดคิ้ว
“ก็… เพราะจะมีคุณป้าไม่สะอาดมานอนข้าง ๆ น่ะสิคะ!”
ซูโล่วมุมปากกระตุก เขาคิดในใจว่า นี่หลานเห็นลุงเป็นคนยังไง? แม้เขาจะเป็นดาราใหญ่ที่คลุกคลีกับนักแสดงหญิงมากมาย แต่เขาก็รักสะอาดและระมัดระวังเสมอ “ใครสอนหนูพูดแบบนี้เนี่ย?”
“อาจารย์สอนหนูค่ะ! อาจารย์บอกว่าเวลาไปเที่ยวต่างถิ่นให้นอนเต็มเตียง อย่าปล่อยให้มีที่ว่างมากเกินไป ไม่อย่างนั้นตอนกลางคืนจะมีผีมานอนด้วยนะคะ!”
ซูโล่วอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเริ่มเข้าใจว่า ‘คุณป้าไม่สะอาด’ ที่ซู่เป่าพูดถึงนั้นหมายถึงผีผู้หญิง
เขาอดไม่ได้จนหลุดหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะทุ้มต่ำสั่นสะเทือนออกมาจากอก บ่งบอกว่าเขากำลังนึกสนุกกับเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด
“จุ๊… ตัวน้อยบ้านเราคิดจะเล่านิทานก่อนนอนให้ลุงฟังแล้วเหรอ?” ซูโล่วเอ่ยกลั้วยิ้ม “เล่าได้ดีมากเลยนะ แต่คราวหน้าไม่ต้องเล่าแล้วล่ะ”
“จริง ๆ นะคะ!” ซู่เป่ารีบสวนกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เมื่อสัมผัสได้ว่าเจ้าตัวเล็กเริ่มร้อนใจเข้าจริง ๆ ซูโล่วจึงรีบตัดบทปลอบ “ได้ ๆ ลุงสี่เข้าใจแล้ว ขอบคุณซู่เป่ามากนะ”
ซู่เป่าย้ำเตือนสำทับอีกสองสามประโยคเพื่อให้เขามั่นใจว่าจำได้ขึ้นใจ จากนั้นจึงยอมวางสายไป
“เจ้าตัวเล็กนี่ก็นะ…” ซูโล่วรู้สึกขบขันจนมุมปากยังมีรอยยิ้มประดับอยู่ไม่จาง
ถ้าเตียงมันใหญ่เกินไปจนนอนไม่เต็มพื้นที่ล่ะ?
หากนอนตรงกลางเตียงพอดี ทั้งสองข้างก็จะเหลือพื้นที่ว่างตั้งมากมาย แบบนั้นไม่ต้องมีผีผู้หญิงมานอนขนาบข้างถึงสองคนเลยหรือไง?
คิดไปคิดมา นอนชิดฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็คงดีกว่า อย่างน้อยก็เหลือที่ว่างให้ผีแค่คนเดียว
ซูโล่วไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจมากนัก เขาคิดเพียงว่าเป็นแค่คำพูดไร้เดียงสาของเด็กที่ฟังเอาตลกได้
ภายในห้องพักของโรงแรม นาฬิกาบนผนังส่งเสียงเดินติ๊ก ๆ ท่ามกลางความเงียบงัน เข็มยาวและเข็มสั้นเคลื่อนมาบรรจบกันที่เลขสิบสองพอดี ซูโล่ววางแท็บเล็ตในมือลง ดึงสาบเสื้อคลุมนอนเข้าหากันแบบลวก ๆ ก่อนเอนกายขึ้นเตียงพักผ่อน
ด้วยความเคยชิน เขามักนอนริมเตียงเพราะสะดวกต่อการหยิบโทรศัพท์ และเอื้อมมือปิดโคมไฟหัวเตียง ครั้งนี้เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก หลังจากล้มตัวลงนอนก็ขยับตัวเข้าหากึ่งกลางเตียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
กลางเตียงงั้นเหรอ… ใครจะมานั่งกะระยะกันว่าตัวเองนอนตรงกลางเป๊ะหรือเปล่า
ในความเงียบสงัดของยามวิกาล ไม่นานนักเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอก็ดังขึ้น
ซูโล่วพลิกตัวไปมา จนกระทั่งหันหน้าไปทางพื้นที่ว่างเปล่าบนเตียงพอดี
ในระหว่างที่ชายหนุ่มนอนหลับสนิทอยู่ เขากลับรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาอย่างกะทันหัน พร้อมกับความรู้สึกประหลาดคล้ายมีบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนมาสัมผัสเข้าตรงใบหน้า
เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญใจ พยายามปรือตาขึ้นมา ทั้งยังคงง่วงงุนขึ้นมามอง…