ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 194 ปฏิบัติการไล่จับผีสุดป่วน!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 194 ปฏิบัติการไล่จับผีสุดป่วน!
บทที่ 194 ปฏิบัติการไล่จับผีสุดป่วน!
ร่างของเจี่ยวเจียวถูกฟันจนมีควันดำพวยพุ่งออกมา เธอเบิกตาโพลงด้วยความตระหนก เด็กน้อยซู่เป่าคนนี้สามารถฟันโดนวิญญาณของเธอได้จริง ๆ หรือ?!
เมื่อเห็นท่าไม่ดี ผีสาวจึงรีบหันหลังโกยแนบทันที!
“อย่าหนีนะ!” ซู่เป่าถือดาบไม้ท้อเล่มจิ๋วพร้อมกับทำหน้าดุ แต่กลับดูน่าเอ็นดูเสียมากกว่า
“ซู่เป่า รอลุงด้วย!” ซูโล่วรีบวิ่งกวดตามไปติด ๆ
“รอด้วย ๆ!” เสี่ยวอู่ที่สังเกตการณ์อยู่เห็นท่าชุลมุนก็ร้องลั่น มันรีบกระพือปีกบินตามไปพึ่บพั่บ ทิ้งให้คุณปู่เต่าค่อย ๆ โผล่หัวออกมามองดูโลก ก่อนเริ่มคลานตามไปอย่างเชื่องช้า
บริเวณชั้นพักผ่อน
ถังเถียนเถียนกำลังกระตือรือร้นสั่งการพนักงานให้เตรียมน้ำชากับขนมว่าง ทว่าจู่ ๆ เขาก็เห็นร่างเล็กของซู่เป่าวิ่งเท้าเปล่าถือดาบไม้กวัดแกว่งไปมา ปากก็ร้อง “เอ่ ฮ่า เฮ้!” พร้อมกับวิ่งตึง ๆ ผ่านหน้าไปด้วยความรวดเร็ว
ยังไม่ทันได้อ้าปากเรียก ซูโล่วก็ตามมาติด ๆ ตามด้วยนกแก้วสีสดใส และปิดท้ายด้วยเต่าที่เดินต้วมเตี้ยมอยู่สุดทางเดิน
ถังเถียนเถียนมองภาพนั้นด้วยความงุนงง ก่อนเริ่มรู้สึกขนลุกซู่ไปถึงแผ่นหลัง
นี่มัน… ปฏิบัติการจับผีอยู่ใช่ไหม?!
เขาไม่รอช้ารีบประกาศหยุดงานครึ่งวัน และไล่พนักงานทุกคนออกไปทันที พนักงานทั้งหลายกำลังมึนงงต่างโห่ร้องดีใจ รีบคว้ากระเป๋าออกจากบริษัทไปทันที
ทางด้านเจี่ยวเจียวที่ถูกคมดาบไม้ท้อฟันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนอ่อนแรงลงทุกที เธอโกรธจนหน้าแดงก่ำแต่กลับสลัดซู่เป่าไม่หลุด
“จะตามฉันไปถึงไหน!” เธอแผดเสียงถามอย่างเหลืออด
ซู่เป่ายังไม่ทันจะได้อ้าปากตอบโต้ เสี่ยวอู่ก็ยืดอกจนขนเขียว ๆ ตั้งชัน พลางโพล่งสวนกลับไปทันควันด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มร้อย “ก็เพราะเธอมียาน้ำแก้ไอไงล่ะ ยัยผีคอพัง!”
‘นกตัวนี้มันไปเอาความมั่นใจผิด ๆ แบบนี้มาจากไหนกันเนี่ย?’
เสี่ยวอู่ไม่ได้สนใจสายตาเอือมระอาของใครทั้งนั้น มันยังคงกระพือปีกพึ่บพั่บอย่างลำพองใจ พลางเชิดหน้าใช้จะงอยปากแหลม ๆ จิกไซ้ขนตัวเองอย่างกับผู้ชน
ในที่สุด หลังจากถูกซู่เป่าฟันดาบใส่ไปร่วมสามสิบครั้ง เจี่ยวเจียวก็สิ้นฤทธิ์ นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นเหมือนกองโคลนเน่า ๆ เธออยากร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตาเหลือให้ไหลอีกแล้ว
เธออุตส่าห์ยอมแลกชีวิตกระโดดตึกเพื่อจะได้อยู่เคียงข้างซูโล่วแท้ ๆ แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเด็กตัวแค่นี้เนี่ยนะ!
“ปล่อยฉันไปเถอะนะ…” ผีสาวเริ่มอ้อนวอนด้วยเสียงอ่อน “ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายพี่ชายอีกแล้ว ฉันแค่ขอได้เฝ้ามองเขาในทุก ๆ วันก็พอ…”
เจี่ยวเจียวสะอื้นไห้ ความปรารถนาของเธอนั้นดูช่างเรียบง่าย เธอแค่อยากรู้ว่าเขาตื่นกี่โมง แปรงฟันหรือเข้าห้องน้ำก่อน กินข้าวแบบไหน ใส่ชุดนอนสีอะไร หรือแม้แต่ตอนนอน เขาจะละเมอถึงใครบ้าง…
แต่ซู่เป่ากลับส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ไม่ได้ค่ะ!”
เพราะการมีผีอยู่ข้างกายนั้นมีแต่โทษร้ายแรง หากปล่อยไว้ นานวันเข้าลุงสี่จะสูญเสียพลังลมปราณ โชคร้ายตามติด และอาจทำให้อายุขัยสั้นลงถึงครึ่งหนึ่ง
“นี่…หนูจะถามพี่หน่อย ปีศาจร้ายที่มากับพี่สาวเมื่อวานนี้คือใครคะ?” ซู่เป่าถามเข้าประเด็น
“ถ้าฉันบอก… เธอจะปล่อยฉันไปไหม?” เจี่ยวเจียวดวงตาวูบไหว
“ไม่ได้!” ซู่เป่าส่ายหัว
“งั้นฉันก็ไม่มีอะไรต้องพูด!” ผีสาวปิดเปลือกตาลงทันที
“ดีมากค่ะ งั้นหนูขอลองเวทมนตร์อีกบทที่อาจารย์สอนมาหน่อยละกันนะ เป็นเทคนิคที่ทำให้คนอื่นต้องอับอายจนอยากมุดแผ่นดินหนีเลยล่ะ!” ซู่เป่ากระชับดาบไม้ท้อในมือ
เจี่ยวเจียวลืมตาขึ้นมาด้วยความโมโหสุดขีด แค่ไอ้คาถา “ถอยไป!” เมื่อกี้ที่ฟันเธอไม่ตายแต่ทรมานเจียนตายก็นับว่าแย่พอแล้ว นี่ยังมีวิชาใหม่มาลองกับเธออีกเหรอ?!
“บอกแล้ว! ฉันบอกแล้ว!” เจี่ยวเจียวกัดฟันร้องไห้ “ฉันรู้แค่ว่าเขาเป็นปีศาจร้าย เขาบอกว่าช่วยฉันได้ แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือบางครั้งเขาขอซ่อนตัวอยู่ในร่างของฉันเท่านั้นเอง…”
ซู่เป่าขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ทำไมปีศาจร้ายต้องมาซ่อนตัวในร่างผีด้วยนะ?
สู้ดูดกลืนพลังไปโดยตรงไม่ดีกว่าหรือ?
เธอคิดไม่ออกจึงฟันดาบใส่ผีสาวอีกที บีบนวดวิญญาณจนกลายเป็นก้อนพลังสีดำแล้วยัดลงไปใน น้ำเต้าทันที
“พี่เจี่ยวเจียวคะ ไม่ต้องไปยืนกลับหัวในนรกอุจจาระแล้วนะคะ พี่คงไปไม่ถึงที่นั่นหรอกค่ะ!” เมื่อสิ้นคำพูดของซู่เป่า วิญญาณของเจี่ยวเจียวก็ถูกดูดหายเข้าไปในน้ำเต้าจนสิ้น พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ค่อย ๆ เงียบหายไป
“เธอ… ตายแล้วเหรอ?” ซูโล่วเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง
“พี่เขาตายมานานแล้วนะคะลุงสี่!” ซู่เป่าตอบหน้าตาย
“ซู่เป่า… นรกบ่ออุจจาระที่ยัยนั่นพูดถึง มันมีอยู่จริงไหม?” ซูโล่วนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จึงหลุดถามเรื่องที่ติดค้างในใจ
“เรื่องนี้ต้องแยกอธิบายนะคะ” ซู่เป่าเริ่มร่ายยาวตามอาจารย์สอน “อาจารย์บอกว่านรกสิบแปดขุมของลัทธิเต๋ามีทั้ง นรกถอนลิ้น, กรรไกร, ต้นไม้หนาม, กระจกบาป, หม้อนึ่ง, เสาทองแดง, ภูเขามีด, ภูเขาน้ำแข็ง, กระทะน้ำมัน, หลุมวัว, หินทับ, ครกตำ, บ่อเลือด, ฉีกตรึง, ภูเขาไฟ, หินบด และเลื่อยมีดค่ะ…”
“ไม่มีนรกบ่ออุจจาระเหรอ?” ซูโล่วขมวดคิ้ว
“ทำไมล่ะคะ… หรือลุงสี่อยากลองไปดูเหรอ?” ซู่เป่ามองหน้าคุณลุงสี่ด้วยสายตาแปลก ๆ
ซูโล่วใบหน้ามืดครึ้มไปแถบหนึ่ง “ก็แค่… ถามดูน่ะ”
“นรกอุจจาระเป็นคำกล่าวในพุทธศาสนาค่ะลุงสี่ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอยู่จริงนะคะ”
ส่วนความจริงเป็นอย่างไรนั้น เด็กน้อยเองก็ยังไม่แน่ใจ
สงสัยเรื่องนี้คงต้องเก็บไว้ไปถามท่านอาจารย์เสียแล้ว!
ภารกิจครั้งนี้ซู่เป่าทำสำเร็จงดงาม แถมยังไร้รอยขีดข่วนแม้แต่ปลายเล็บ เธอรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้นมาก!
เจ้าตัวน้อยกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างเริงร่าเหมือนนกตัวเล็ก ๆ ระหว่างโต๊ะทำงานแต่ละตัว และยังไม่ลืมว่าต้องช่วยเก็บกวาดเอกสารที่ทำปลิวไว้ให้เรียบร้อย
ถังเถียนเถียนซึ่งแอบมองซ้ายมองขวายังคงรู้สึกหวาดระแวง เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “คุณหนูซู่เป่าครับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ลุงเถอะ เดี๋ยวลุงจัดการเอง…”
ซู่เป่าหันไปมองหน้าท้องอันอุดมสมบูรณ์ของลุงถังแล้วส่ายหน้า “คุณลุงถังคะ หนูว่าลุงนั่งยอง ๆ ไม่ลงหรอกค่ะ”
ถังเถียนเถียนสะอึกไปเล็กน้อย คำพูดนั้นเจ็บจี๊ดแต่เถียงไม่ออก
เขาไม่ยอมแพ้ พยายามออกแรงย่อตัวลงพิสูจน์ให้เด็กน้อยเห็น ทว่าผลที่ได้คือเสียง แป๊ะ! กระดุมตรงหน้าท้องทนแรงดันไม่ไหวจนกระเด็นหลุดออกมาเม็ดหนึ่ง มันพุ่งพืดผ่านอากาศไปกระแทกเข้ากับเสี่ยวอู่พอดีเป๊ะ!
“ฆ่านกแล้ว! มีคนจะฆ่านก! ช่วยด้วย—!!” เจ้านกแก้วสะดุ้งสุดตัวแผดเสียงลั่น
มันโวยวายพลางบินหนีไปทางระเบียง ส่วนคุณปู่เต่าที่เพิ่งจะมาถึงหน้าประตูทางเดินก็ถูกเสี่ยวอู่ใช้กรงเล็บเหยียบหัวเข้าให้อีกข้าง
หอพักโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ณ เมืองหนานเฉิง
ค่ำคืนนี้เป็นช่วงหยุดยาวเทศกาลตวนอู๋ นักเรียนส่วนใหญ่ต่างพากันร่าเริงเหมือนนกที่ถูกปล่อยออกจากกรง รีบหิ้วกระเป๋ากลับบ้านกันไปเกือบหมด เหลือเพียงนักเรียนส่วนน้อยยังคงพักอยู่ในโรงเรียน
เวลาล่วงเลยไปจนถึงสี่ทุ่ม บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง ก่อนเวลาปิดไฟเพียงห้านาที นักเรียนที่เหลืออยู่ต่างก็ขึ้นเตียงเตรียมตัวเข้านอนกันหมดแล้ว เมื่อเสียงสัญญาณปิดไฟดังขึ้น แสงไฟริบหรี่ทั้งตึกหอพักก็พลันจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด
ยามรักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราตามระเบียบจนครบสองรอบ เมื่อใกล้ถึงเที่ยงคืนพวกเขาก็กลับไปเตรียมส่งกะเปลี่ยนเวร
ทว่าในเวลานั้นเอง… ห้องหนึ่งบนชั้นสี่ของหอพักหญิงกลับปรากฏแสงสีแดงสลัวเรืองรองขึ้นมา ดูคล้ายแสงจากเปลวเทียนหรือโคมไฟประหลาด
เด็กสาวคนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเรียน บนโต๊ะมีกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่ขนาบข้างด้วยเทียนสองเล่มถูกจุดจนเปลวไฟวูบไหวตามลม เธออยู่ในชุดเสื้อยืดสีแดงสดคู่กับกระโปรงสีแดงเข้าชุดกัน ดวงตาคู่นั้นจ้องมองเงาตัวเองในกระจกพลางแสยะยิ้มชวนขนลุก
“ถึงเวลาแล้ว…”