ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 20 หลักฐานจากกล้องวงจรปิด
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 20 หลักฐานจากกล้องวงจรปิด
บทที่ 20 หลักฐานจากกล้องวงจรปิด
ภาพบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่เริ่มเคลื่อนไหว ในวิดีโอเห็นซู่เป่ากำลังบรรจงแบ่งเค้กอย่างมีน้ำใจ ทว่าซูเหอเหวินกลับเบือนหน้าหนีปฏิเสธด้วยท่าทีปั้นปึ่ง
เสี้ยววินาทีนั้นเอง หานหานพลันพุ่งออกมาจากพุ่มไม้โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอตรงเข้ากระชากชายกระโปรงของซู่เป่าสุดแรง พร้อมออกแรงผลักจนเด็กน้อยเซถลา
ซู่เป่าพยายามอ้าปากอธิบายบางอย่าง หานหานกลับไม่รับฟัง ซ้ำร้ายยังเหวี่ยงมือฟาดใบหน้าซู่เป่าเต็มแรงไปหนึ่งที!
เหตุการณ์หลังจากนั้นคือซู่เป่าเริ่มโกรธและตบหานหานคืนบ้าง แล้วเด็กทั้งสองคนก็เริ่มตะลุมบอนตีกัน
แม้การดูภาพวงจรปิดจากระยะไกล จะทำให้ไม่ได้ยินบทสนทนาของเด็ก ๆ แต่หลักฐานเชิงประจักษ์ฉายชัดจนไม่มีใครกล้าเถียง…
หานหานเป็นฝ่ายเริ่มตีก่อน!
แขกเหรื่อทุกคนต่างหันไปมอง เสวี่ยเอ๋อร์ด้วยความตกตะลึง
เมื่อกี้เธอบอกว่าซู่เป่าเป็นคนลงมือตีหานหานก่อนไม่ใช่หรือ?
แต่พอดูภาพหลักฐานตอนนี้ มันกลับไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด!
“เมื่อกี้เสวี่ยเอ๋อร์ยังบอกอยู่เลยว่าซู่เป่าจู่ ๆ ก็เข้าไปตีหานหานก่อน ทำไมในคลิปมันหนังคนละม้วนแบบนี้ล่ะ…”
“นี่มัน… เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว!”
เมื่อคำลวงของเสวี่ยเอ๋อร์ถูกฉีกกระชากประจานต่อหน้าสาธารณชน เด็กหญิงรู้สึกอับอาย และโกรธจนน้ำตาคลอเบ้า ส่วนคุณแม่ของเธอก็รู้สึกอึดอัดจนวางหน้าไม่ถูก
“เด็ก ๆ น่ะค่ะ… บางทีน้องอาจจำสับสนไปบ้าง…” เธอฝืนยิ้มแห้ง ๆ พลางเอ่ยแก้ตัวเสียงสั่น
ใครจะไปคาดคิดว่าคนตระกูลซูโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ถึงขนาดสั่งติดกล้องวงจรปิดไว้ในมุมอับของสวน!
คราวนี้ล่ะดีนัก…
แทนที่จะได้ประจบประแจงเหวยหว่านเพื่อเอาใจ กลับกลายเป็นว่าไปเหยียบถูกกีบม้าเข้าอย่างจังเสียได้!
แขกคนอื่น ๆ ไม่มีใครเชื่อคำพูดแก้ตัวของแม่เสวี่ยเอ๋อร์แม้แต่น้อย เด็กคนนั้นโตพอรู้ความแล้ว จะจำสับสนได้ไง หรือว่าแท้จริงแล้วสมองไม่ทำงาน หรือจงใจให้ข้อมูลเท็จเพื่อชี้นำคนอื่นกันแน่?
“เอ่อ… ถ้าดูจากคลิปนี้ ไม่แปลกหรอกที่คุณหนูซู่เป่าจะตอบโต้แบบนั้น”
“ใช่ ๆ คุณหนูหานหานเป็นฝ่ายลงมือก่อนชัด ๆ ยังไงการเป็นฝ่ายเริ่มตีคนอื่นก่อนก็ไม่ถูกนี่นา?”
เมื่อกี้ตอนเห็นหานหานร้องไห้โวยวาย ทุกคนยังนึกสงสาร แต่พอความจริงปรากฏ ยิ่งมองเธอยิ่งดูเหมือนเด็กเกเรไร้เหตุผล
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาเคลือบแคลงสงสัยจากคนรอบข้าง ดวงตาของหานหานพลันฉายแววงุนงงสับสน ก่อนแผดเสียงร้องไห้โฮออกมาอีกระลอกใหญ่
ฝ่ายเหวยหว่านเองก็กำหมัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ หัวใจของเธอบีบรัดรุนแรงเหมือนถูกคมมีดกรีดลึก
“พี่ใหญ่… พวกคุณทำแบบนี้ลงไปได้ยังไง…” เธอเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ
การเปิดกล้องวงจรปิดประจานต่อหน้าฝูงชน ให้ทุกคนรุมประณามว่าหานหานเป็นฝ่ายตีคนก่อน…
เด็กยังเล็กเพียงเท่านี้ แล้วลูกเธอจะเอาศักดิ์ศรีไปไว้ที่ไหน?
บาดแผลและเงาในใจครั้งนี้ จะใหญ่หลวงเพียงใดกัน!
พวกเขาทำกับหานหานที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเธอแบบนี้ได้อย่างไร!
ซูอีเฉินปรายตามองเหวยหว่านด้วยสายตาเย็นชาและเหยียดหยาม เขาไม่คิดเสียเวลาอธิบายเหตุผลใด ๆ กับผู้หญิงคนนี้อีก
ในโลกของเหวยหว่าน คนอื่นจะมาทำร้าย หรือแตะต้องหานหานแม้แต่ปลายนิ้วไม่ได้
แต่แล้วซู่เป่าล่ะ?
หรือเหวยหว่านลืมไปว่าในขณะที่หานหานเป็นเด็ก
ซู่เป่าเองก็เป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเหมือนกัน?
ซูอีเฉินหันไปมองหานหานพลางกดเสียงต่ำสั่งเด็ดขาด
“ลุกขึ้นยืน!”
ในบ้านหลังนี้ สิ่งที่หานหานหวาดกลัวที่สุดคือซูอีเฉิน แม้จะยังร้องไห้โยเยแต่เธอก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง เด็กหญิงค่อย ๆ สะอื้นฮักพลางตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้น ซูอีเฉินถามซ้ำ
“เธอคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปมันถูกต้องแล้วหรือ?”
หานหานเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นโดยไม่ยอมปริปาก จริง ๆ แล้วมาถึงขั้นนี้ เด็กหญิงเริ่มรู้สึกราง ๆ แล้วว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด เธอเช็ดน้ำตาลูกใหญ่พลางพึมพำ “หนูไม่อยากพูด… หนูไม่อยากพูด!”
แม้ยังงอแงอยู่บ้าง แต่เสียงอาละวาดก็เบาลงไปถนัดตา
เหวยหว่านรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวปานใจจะขาด
ทำไมพวกเขาถึงต้องมาวิพากษ์วิจารณ์เด็กต่อหน้าคนอื่นขนาดนี้?!
แล้วเด็กจะทนรับแรงกดดันไหวได้อย่างไร!
ก่อนที่เธอจะได้อ้าปากคัดค้าน ซูจื่อหลินกลับตวัดสายตาเย็นเยียบมามองพลางเอ่ยเสียงกร้าว
“เธอควรหุบปากไว้เสียดีกว่า! ไม่อย่างนั้นก็เตรียมตัวกลับไปเซ็นใบหย่าได้เลย”
เหวยหว่านถึงกับน้ำท่วมปาก
ขณะที่ซู่เป่าทำเพียงจ้องมองไปยังหานหาน ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นดูเคร่งขรึมและเงียบกริบ
เธอรู้สึกว่า พี่หานหานจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร
แต่ทำไมทุกครั้งถึงต้องลงเอยแบบนี้?
ทั้งที่พี่เขาก็มีความรักจากแม่คอยโอบอุ้ม…เด็กที่ได้รับความรักจากแม่ควรจะมีความสุขที่สุดในโลกไม่ใช่หรือ?
แต่ซู่เป่ากลับสัมผัสได้ว่า พี่หานหานดูไม่มีความสุขเลยสักนิด
“ทำไมเธอถึงต้องตีซู่เป่า?” ซูอีเฉินถามต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท หานหานสะอื้นไห้
“หนูอยากได้กระโปรง…นี่มันกระโปรงของหนูนะ! ถ้าไม่มีน้องสาวคนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านนี้ก็ต้องเป็นของหนูคนเดียวทั้งหมด!”
ทันทีที่แม่ของเหวยหว่าน คุณยายของหานหาน ได้ยินคำพูดหลุดปากของหลานสาว ในใจก็พลันหวั่นวิตกขึ้นมาทันที เธอรีบแทรกขึ้นว่า
“เด็กหนอเด็ก! ถ้าอยากได้อะไรก็น่าจะบอกพวกเราดี ๆ สิลูก…”
“คุณเป็นคนบอกหานหานใช่ไหม ว่าชุดกระโปรงตัวนี้เป็นของซู่เป่า?” ซูอีเฉินตวัดสายตาคมกริบไปทางเหวยหว่าน ถามเสียงเย็น
“ฉันไม่ได้พูด…” เหวยหว่านกัดริมฝีปากแน่น ตอบเลี่ยง ๆ
คุณยายของหานหานรีบละล่ำละลักตัดบทด้วยความร้อนรน “โธ่เอ๋ย! ก็แค่เรื่องกระโปรงตัวเดียวเท่านั้นเอง! ถ้าซู่เป่าชอบก็ยกให้ซู่เป่าไปเถอะ เป็นหานหานของเราเองที่ยังเด็กไม่รู้จักความ!”
“หมายความว่ายังไงที่บอกว่า ‘ถ้าซู่เป่าชอบก็ให้ซู่เป่าไป’?” ซูอีเฉินหรี่ตาลง ในฐานะลูกผู้ชาย ตอนแรกพวกเขาไม่อยากลงมาเกลือกกลั้วกับเรื่องเล็กน้อยของผู้หญิงพวกนี้จริง ๆ
แต่พวกเขาจะไม่มีวันยอมให้ใครมาชี้นิ้วสั่งหรือวิพากษ์วิจารณ์ซู่เป่าเด็ดขาด!
เรื่องในวันนี้ แม้เป็นเรื่องกระทบกระทั่งระหว่างเด็ก แต่ทุกอย่างต้องถูกชี้แจงให้กระจ่างชัด!
ซูอีเฉินหันไปกระซิบสั่งการบางอย่างกับผู้ช่วยส่วนตัว ไม่นานนัก ผู้ช่วยก็รีบนำเอกสารสำคัญออกมาส่งให้
เหวยหว่านเริ่มใจคอไม่ดีทันที…
“นี่คือข้อมูลการสั่งตัดชุดกระโปรงลายดวงดาว ทั้งหมดถูกตัดเย็บตามสัดส่วนและความสูงของซู่เป่าโดยเฉพาะ” ซูอีเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากความรู้สึกใด
“หานหานมีรูปร่างสูงกว่าซู่เป่า ส่วนซู่เป่าตัวเล็กกว่า กระโปรงตัวนี้จึงถูกตัดมาเพื่อซู่เป่าเพียงคนเดียวตั้งแต่แรก”
ทุกคนในงานต่างชะงักอึ้งไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกตามความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผย
นั่นสิ…
ซู่เป่าตัวเล็กผอมบาง กระโปรงลายดวงดาวนี้จึงสวมใส่ได้พอดีตัวแบบไร้ที่ติ
ทว่าหากหันมามองที่หานหาน เด็กหญิงมีรูปร่างที่อวบอัดกว่า
แม้ซู่เป่าจะยอมถอดกระโปรงตัวนี้ให้ หานหานก็ไม่มีทางสวมใส่มันได้อยู่ดี!
เหวยหว่านรู้สึกเหมือนถูกต้อนจนจนมุม เธอทั้งละอายและไม่พอใจอยู่ลึก ๆ
ต่อให้ความจริงจะเป็นเช่นนี้ แต่มันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าพวกคุณลำเอียงไม่ได้อยู่ดี!
“ฉันไม่เคยพูดเลยสักคำว่าชุดนี้เป็นของหานหาน ฉันแค่บอกว่าซู่เป่ามี แต่หานหานไม่มี หานหานเขาก็เลยแค่งอนไปตามประสาเด็กเท่านั้นเองค่ะ” เธอกล่าวอ้างทิ้งท้าย
แขกทุกคนหันไปมองปฏิกิริยาของซูอีเฉิน พี่ใหญ่ของบ้านพยักหน้าให้ผู้ช่วยเปิดเอกสารสัญญาสั่งตัดชุดในหน้าที่สองต่อทันที
“ในขณะที่ซู่เป่าสั่งตัดชุดกระโปรงลายดวงดาว เราก็ได้สั่งตัดชุดลายดวงดาวแบบเดียวกันให้คุณหนูหานหานด้วยเช่นกัน และในหน้านี้คือข้อมูลรายละเอียดกระโปรงของหานหาน!”
เหวยหว่านเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งท้างประหนึ่งถูกสาปให้เป็นหิน เธอได้แต่จ้องมองตัวเลข และรายละเอียดบนเอกสารนั้นด้วยความรู้สึกหน้าชาจนพูดไม่ออก
แขกที่มีสายตาเฉียบคมคนหนึ่งเหลือบมองตัวเลขในเอกสาร แล้วร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ฉันนึกว่าชุดของซู่เป่าที่ราคา 10 ล้านนั่นแพงที่สุดแล้วเสียอีก ไม่คิดเลยว่าชุดสั่งตัดของหานหานจะราคาสูงกว่า… ตั้ง 10.5 ล้านบาทเลยนะเนี่ย!”
ถึงแม้ส่วนต่าง 5 แสนบาทจะเป็นเพียงเศษเงินสำหรับมหาเศรษฐีอย่างตระกูลซู แต่หลักฐานนี้ก็ตบหน้าความเชื่อที่ว่าตระกูลซูลำเอียงจนหน้าหงาย
สายตาของทุกคนที่เคยมองเหวยหว่านเริ่มแปรเปลี่ยนไปในทางลบ
“เด็กยังไม่รู้ความขนาดนี้ คงเป็นเพราะมีผู้ใหญ่ไปเป่าหูหรือปลูกฝังอะไรผิด ๆ มาแน่ ถึงได้คิดไปเองว่าของคนอื่นเป็นของตัวเองแบบนั้น”
“ฉันก็ว่างั้นแหละ ไม่รู้คุณแม่เขาสั่งสอนลูกยังไงถึงได้เป็นแบบนี้…”
“ได้ยินข่าวมานานแล้วว่าเด็กคนนี้เอาแต่ใจและไร้เหตุผลสุด ๆ”
เหวยหว่านกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอายขายหน้าจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี!
ทำไมคนพวกนี้ถึงได้ใจร้ายขนาดนี้? กล้ามาวิจารณ์คนอื่นต่อหน้าต่อตาแบบนี้ มารยาทไม่มีกันเลยหรือไง!
“หานหาน…ตอนนี้เธอเข้าใจหรือยัง? กระโปรงตัวนี้เป็นของซู่เป่ามาตั้งแต่ต้น และเธอก็มีชุดสวย ๆ เป็นของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าเธออยากได้แบบที่เหมือนกับซู่เป่าทุกระเบียดนิ้ว ลุงใหญ่จะสั่งตัดให้เธอเพิ่มอีกชุดเหมือนกัน” ซูอีเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
หานหานยังคงมีท่าทีงุนงง แต่เธอเริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้มาก และเริ่มเปิดใจรับฟังเหตุผล
ความจริงแล้วเด็ก ๆ ก็เป็นเช่นนี้เอง หากผู้ใหญ่ใช้เหตุผลและหลักฐานอธิบาย พวกเขาย่อมเข้าใจได้ การร้องไห้โวยวายซ้ำซาก มักเป็นเพียงการทดสอบขีดจำกัดของผู้ใหญ่เท่านั้น
ทว่าตอนนี้ ทั้งคุณปู่ ลุง ของเธอ ต่างร่วมกันแสดงจุดยืน และขีดจำกัดที่ชัดเจนให้เห็นแล้ว หานหานเริ่มตระหนักได้ว่าการอาละวาดไม่ใช่กุญแจสำคัญที่ใช้แก้ปัญหาได้อีกต่อไป เมื่อเห็นว่าหานหานหยุดงอแงแล้ว ผู้เฒ่าซูจึงหันไปสั่งหลานชายคนโต
“เหอเหวิน พาน้องสาวกลับขึ้นไปข้างบน”
ชายชราไม่กล้าปล่อยให้เหวยหว่านเป็นคนพาหานหานไปส่งอีกแล้ว เพราะเกรงว่าจะเกิดการเป่าหูขึ้นอีก
ซูเหอเหวินทำหน้าเย็นชา แม้ในใจจะยังไม่ชอบนิสัยของหานหานนัก แต่เขาก็ยอมทำตามคำสั่ง
“ไปกันเถอะ” หานหานสะอื้นเบา ๆ แล้วยอมเดินตามพี่ชายไปโดยดี
ทิ้งให้เหวยหว่านยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางสถานการณ์น่าอึดอัดใจอย่างถึงที่สุด
ใช่สิ… แม้หานหานจะทำผิด แต่ฉันที่ยังเป็นแม่ของเธอก็ยืนอยู่ตรงนี้แท้ ๆ!
พวกเขามีสิทธิ์อะไรถึงได้ข้ามหน้าข้ามตามาสั่งสอนลูกสาวของฉันแทนแบบนี้!