ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 21 แผนร้ายใต้คราบน้ำตา
บทที่ 21 แผนร้ายใต้คราบน้ำตา
สายตาของประมุขซูมองไปยังลูกสะใภ้คนรอง เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม แววตาที่เคยเปี่ยมเมตตายามอยู่กับหลานสาวเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเย็นชา
“เจ้าสอง พาเมียแกกลับไปสำนึกผิดซะ!” ประมุขบ้านหันไปสั่งกับลูกชายอย่างซูจื่อหลิน
แม้ท่านจะพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมาท่ามกลางแขกเหรื่อ แต่คนในครอบครัวต่างสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต โดยเฉพาะคุณยายของหานหานที่เริ่มสังเกตเห็นว่า สถานการณ์นี้อาจเลวร้ายถึงขั้นทำให้ความสัมพันธ์สามีภรรยาของทั้งคู่สั่นคลอน
“คุณซูคะ ใจเย็น ๆ ก่อนเถอะค่ะ” อีกฝ่ายรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย “เสี่ยวหว่านแค่รักลูกมากเกินไป ในฐานะแม่แท้ ๆ เธอจะจงใจทำผิดได้ยังไงกัน?”
“แม่ พอเถอะ” เธอหันหลังเดินจากไปทันที โดยมีคุณยายของหานหานรีบสาวเท้าตามไปติด ๆ เมื่อเดินออกมาจนพ้นระยะสายตาของผู้คน คุณยายก็เริ่มเปิดฉากบ่นอีกครั้ง
“เห็นไหมล่ะ! ฉันบอกแล้วว่าคนบ้านนี้ลำเอียง! ทั้งที่เป็นเด็กเหมือนกัน แต่ทำไมถึงจ้องเอาแต่ตำหนิหานหานไม่หยุดแบบนั้น?”
“หานหานอายุแค่นี้เอง ในใจคงรู้สึกน้อยใจแย่แล้ว!”
“พวกเขาไม่แตะต้องซู่เป่าเลยสักคำ ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังพวกเขาได้ไล่หลานฉันออกไปจริง ๆ แน่!”
เหวยหว่านทั้งกังวลและโกรธจัด จึงไล่แม่ของตนให้กลับไป ก่อนเดินร้องไห้ด้วยความรู้สึกไม่เป็นธรรมเพียงลำพัง เธอยังคงปักใจเชื่อว่าตนเองไม่ได้ทำผิด แต่เป็นเพราะคุณพ่อสามีและคนอื่น ๆ ลำเอียงเท่านั้น
ขณะที่กำลังข่มกลั้นความไม่พอใจ เธอก็สังเกตเห็นยามหน้าประตูกำลังรีบร้อนไปหาคนดูแลบ้าน จึงเข้าไปขวางไว้ทันที
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ข้างนอกมีคนสองคนอ้างว่าเป็นพ่อแม่ของหนูซู่เป่าครับ ผมกำลังจะไปรายงานคุณชาย”
เหวยหว่านชะงักไปครู่หนึ่ง
พ่อแท้ ๆ ของซู่เป่างั้นหรือ?
เธอเคยได้ยินเรื่องราวของตระกูลหลินแห่งเมืองหนานเฉิงมาบ้าง ว่าหลังจากที่ซู่เป่าทำให้แม่เลี้ยงแท้งลูก หลินเฟิง ผู้เป็นพ่อแท้ ๆ ก็โกรธจัดจนลงมือทำร้ายซู่เป่าอย่างรุนแรง จนเป็นเหตุให้ตระกูลซูโกรธแค้น และสั่งสอนจนพวกเขาล้มละลายไป
เหวยหว่านหลุบตาลง แววตาของเธอสั่นไหวด้วยประกายบางอย่าง
ในเมื่อหานหานของเธอต้องทนทุกข์ และอยู่อย่างน่าสงสารเพียงนี้
ซู่เป่า มีสิทธิ์อะไรถึงได้เสวยสุข?
มันควรถึงเวลาที่ทุกคนจะได้เห็นเสียทีว่าแท้จริงแล้วเด็กคนนัั้นเป็นอย่างไร!
พอรู้ว่าครอบครัวฝั่งตายายมั่งคั่งก็รีบแล่นมาพึ่งพิงพวกลุงทันที
ถึงขั้นทิ้งปู่ย่าและพ่อแท้ ๆ ของตนเองได้อย่างลงคอ
“หากนี่ไม่ใช่การรังเกียจคนจน รักคนรวย แล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก?”
“ปล่อยให้พวกเขาเข้ามาเถอะ” เหวยหว่านเอ่ยปาก
“คุณนายรองครับ…ไม่จำเป็นต้องแจ้งคุณชายก่อนหรือ?” ยามเฝ้าประตูชะงักด้วยความสงสัย
“เดี๋ยวนี้คำพูดของฉันไม่มีความหมายแล้วหรือไง?” เธอขมวดคิ้ว
เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา เหวยหว่านและพวกเด็ก ๆ อาศัยอยู่ในคฤหาสน์สกุลซูบ่อยสุด ขณะที่คนอื่น ๆ แทบไม่ค่อยกลับมา จึงไม่แปลกที่คำสั่งของเธอจะยังมีอิทธิพล และได้ผลจริงๆ ในระดับหนึ่ง!
หลินเฟิงและมู่ชิ่นซินก้าวเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลซูได้สำเร็จตามความตั้งใจ สถานที่แห่งนี้โอ่อ่าอลังการและเปี่ยมด้วยบารมี เพียงแค่สนามหญ้าหน้าประตูก็กว้างขวางกินพื้นที่ถึงสองไร่ แม้ทั้งคู่นั้นจะเคยภาคภูมิใจในฐานะชนชั้นสูงแห่งเมืองหนานเฉิง กลับรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยราวกับสุนัขข้างถนน เมื่อมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าคฤหาสน์หลังนี้
สองสามีภรรยาต่างอดไม่ได้ พากันขยับดึงชุดพิธีการที่ยับย่นของตนให้เข้าที่
“พี่เฟิง บ้านปู่ของซู่เป่าหรูหรามากจริง ๆ ค่ะ ยังไงพี่ก็เป็นพ่อ ไม่ว่าอย่างไรเด็กคนนั้นก็ไม่มีทางทอดทิ้งพี่ได้ลงคอ” มู่ชิ่นซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “หากตระกูลซูยอมออกปากปกป้อง พี่ก็ไม่ต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกต่อไป บางทีเราอาจได้กลับมาอยู่กับลูกสาวด้วยกันก็ได้นะ…”
คำพูดนั้นทำให้หลินเฟิงรู้สึกร้อนวูบขึ้นมาในอกด้วยความหวัง
มู่ชิ่นซินยังคงสุมไฟในใจเขาต่อไป เธอฉวยโอกาสกระซิบเบา ๆ ว่า
“ถ้าตระกูลซูคุยไม่รู้เรื่อง พวกเราก็ต้องชิงสิทธิ์การดูแลซู่เป่าคืนมาให้ได้ อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นแค่ญาติฝั่งแม่ แต่พวกเรานี่แหละคือพ่อแม่ของแกจริงๆ…”
หลินเฟิงพยักหน้าเห็นด้วยรัว ๆ
ใช่แล้ว วันนี้เขาต้องยึดมั่นในฐานะพ่อแท้ ๆ ของเด็กคนนั้น ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นเขาก็จะไม่มีวันยอมไปจากที่นี่เด็ดขาด!
เพราะเพียงแค่คำพูดประโยคเดียวจากตระกูลซู ปัญหาทุกอย่างของเขาก็จะคลี่คลาย และอาจช่วยให้เขาสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ จนกลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง
สำหรับหลินเฟิงแล้ว การใช้สิทธิ์เลี้ยงดูซู่เป่าเพื่อแลกกับความมั่งคั่งที่สูญเสียไป ถือเป็นผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการที่เขาต้องรับภาระดูแลเด็กคนนี้มาโดยตลอด
หลังจากความวุ่นวายก่อนหน้าผ่านพ้นไป ซู่เป่าก็เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วลงมาด้านล่างเพื่อเตรียมตัวตัดเค้ก
ไม่ว่าจะด้วยความจริงใจหรือเพียงการแสดงออกตามมารยาท ทว่ายามนี้คนรอบข้างต่างพากันส่งรอยยิ้มและร่วมอวยพรวันเกิดให้เธออย่างพร้อมเพรียง
นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้คนมาร่วมเฉลองให้มากมายเช่นนี้ เด็กน้อยจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันใจ จนความขุ่นมัวจากเหตุการณ์ก่อนหน้าค่อย ๆ เลือนหายไปโดยไม่รู้ตัว
คุณป้าซูเอ่ยขึ้นด้วยความเมตตา “ซู่เป่า อธิษฐานได้เลยลูก!”
ซู่เป่าพนมมือพร้อมหลับตาลงด้วยความศรัทธาเต็มเปี่ยม
ในใจดวงน้อยเฝ้าภาวนา…
ขอให้คุณแม่มีความสุขบนสวรรค์ และหวังว่าวันหนึ่งเธอจะได้พบคุณแม่อีกครั้ง
ขอให้คุณยายสุขภาพแข็งแรงขึ้นในทุกวัน จนสามารถกลับมาลุกยืน และวิ่งได้อย่างคล่องแคล่ว
ขอให้คุณลุงคนโตธุรกิจรุ่งเรือง ลุงคนที่สอง… ลุงคนที่สาม… ลุงคนที่สี่…
เด็กน้อยท่องชื่อ คุณตา คุณยาย รวมถึงคุณลุงทุกคนจนครบ แต่กลับลืมนึกถึงพรของตัวเองไปเสียสนิท ก่อนลืมตาขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“เป่าเทียนได้แล้ว” ซูอีเฉินอุ้มหลานสาวขึ้นแนบอกพลางเอ่ยเย้า
ซู่เป่าสูดลมหายใจเข้าลึกจนแก้มกลมป่อง แล้วรวบรวมแรงเป่าออกมาอย่างสุดกำลัง
แต่น่าเสียดายที่เธอยังเด็กเกินไป จึงดับเทียนได้เพียงเล่มเดียวเท่านั้น
ภาพนั้นทำให้ทุกคนหลุดหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู พวกเขาต่างกลั้นหายใจมองดูเด็กน้อยด้วยความรัก ก่อนเหล่าคุณลุงจะพากันโน้มตัวลงมาช่วยกันเป่าเทียนที่เหลืออีกสามเล่มจนดับสนิท
ขณะที่ทุกคนกำลังปรบมือชื่นชม กลับมีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นจนน่าตกใจว่า
“ซู่เป่า…!”
มู่ชิ่นซินและหลินเฟิงเบียดเสียดผู้คนเข้ามา จนทันเห็นภาพความอบอุ่นแสนสุขนั้นพอดี ความริษยาพลันแล่นริ้วขึ้นมาในใจจนไม่อาจหลีกเลี่ยง
ขณะที่พวกเขาต้องทนทุกข์และอยู่ในสภาพหม่นหมองถึงเพียงนี้ แต่เด็กน้อยกลับมีชีวิตที่สุขสบายเหลือเกิน
อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ยังไม่ลืมแผนการที่เตรียมมาแต่ต้น
“ซู่เป่า… สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะ แม่มาสายไปนิด”
มู่ชิ่นซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแลดูอ่อนแอ พร้อมดวงตาที่แดงก่ำเหมือนคนจะร้องไห้ หลินเฟิงรีบเสริมขึ้นว่า
“พ่อกับแม่เลี้ยงตั้งใจเอาของขวัญมาให้หนูนะ”
เมื่อเห็นบุคคลทั้งสอง ซู่เป่าก็ชะงักไปทันที รอยยิ้มบนใบหน้าดวงน้อยมลายหายไป มุมปากเม้มเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว
เด็กน้อยเบือนหน้าหนี ไม่ยอมหันไปมองทั้งคู่แม้แต่หางตา คุณตาซู่หน้าบึ้งตึงด้วยความโกรธจัด ก่อนตวาดลั่น
“ใครอนุญาตให้พวกแกเข้ามา? ออกไปให้พ้น!”
ไม่คาดคิดว่าสามีภรรยาจะทรุดตัวลงคุกเข่าพร้อมกันด้วยเสียงดังตุ้บ!
“พ่อตาครับ ผมผิดไปแล้ว ผมยอมรับว่าที่ผ่านมามัวแต่ยุ่งจนละเลยซู่เป่าไปมาก! เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นความผิดของผมเอง” หลินเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสลด
“ตอนนั้นลูกในท้องของชิ่นซินอายุได้หกเดือนแต่กลับต้องมาเสียชีวิตกะทันหัน ผมโกรธจัดจนขาดสติพลั้งมือกับแกหนักไปหน่อย…”
ทางด้านมู่ชิ่นซินน้ำตาไหลรินอย่างเงียบเชียบ เธอแสดงท่าทางเจ็บปวดพลางเอ่ยสมทบ “ซู่เป่า แม่เลี้ยงคนนี้ไม่ดีเอง…ที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างในยามที่หนูต้องการ…”
ทั้งคู่ผลัดกันปั้นคำพูดรับส่งไปมาจนผู้คนในงานเริ่มเข้าใจสถานการณ์ ว่าแท้จริงแล้วแขกไม่ได้รับเชิญคู่นี้ คือพ่อแท้ ๆ และแม่เลี้ยงของเด็กน้อยนั่นเอง!
คุณตาซู่เป่าโกรธจนคิ้วขมวดมุ่นตาถลึง กลับถูกซูอีเฉินยกมือขึ้นปรามไว้ พร้อมส่งสัญญาณทางสายตาให้รอดูท่าทีไปก่อน
เมื่อเห็นดังนั้น หลินเฟิงและมู่ชิ่นซินต่างแอบลิงโลดด้วยความย่ามใจ เพราะคิดว่ากลยุทธ์บีบน้ำตานี้ได้ผลเกินคาด!
หลินเฟิงแสร้งทอดถอนใจพลางเอ่ยต่อ “ซู่เป่า…พ่อละเลยหน้าที่ในช่วงที่ลูกกำลังเติบโตไปมากจริงๆ! ลูกยอมให้อภัยพ่อได้ไหม?”
มู่ชิ่นซินสะอื้นไห้พลางสำทับด้วยน้ำเสียงเวทนา “ซู่เป่า…แม่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ต่อจากนี้แม่จะไม่ยอมมีน้องมาแทนที่หนูอีก เรากลับมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเถอะนะ ตกลงไหมลูก?”