ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 207 ลูกค้ารับจ้างสอนเกม
บทที่ 207 ลูกค้ารับจ้างสอนเกม
ซูจื่อซีรู้สึกว่าเหงื่อเย็นซึมท่วมแผ่นหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ หัวใจเต้นระรัว ราวกับจะกระโจนทะลุออกมานอกอก
“รับจ้างสอนเล่นเกมเหรอคะ? พี่ชายหนูเป็นอยู่นะ!” ซู่เป่าเอ่ยขึ้นตาใส
อย่าเอ่ยถึงฉันตอนนี้! ขอบใจ!
จื่อซีโวยวายในใจพลางส่งสายตาปราม
คุณป้าผีมองซูจื่อซีแวบหนึ่งก่อนเล่าต่อ “อย่างนั้นเหรอ… แม่หนูคนนั้นน่ะน่าสงสารนะ เธอไม่ค่อยมีเพื่อน แถมยังเช่าห้องอยู่กับรูมเมทผู้หญิงอีกคนแต่ก็ไม่ค่อยถูกกันนัก”
“ยิ่งรูมเมทชอบพาแฟนกลับมาค้างคืนแล้วทะเลาะกันเสียงดังบ่อย ๆ เธอก็ยิ่งอึดอัด”
เนื้อเรื่องนี้… ทำไมมันคุ้นหูจัง
ซูจื่อซีนึกถึงงานจ้างสอนเกมช่วงดึกเมื่อไม่นานมานี้ ลูกค้าสาวคนหนึ่งมักจะบ่นให้เขาฟังบ่อย ๆ ว่าเพื่อนร่วมห้องพาแฟนมานอนด้วยจนเธอไม่อยากอยู่ในห้อง…
“แล้ว… แล้วยังไงต่อครับ?” จื่อซีกลั้นใจถาม
“ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ!” ป้าผีตอบง่าย ๆ
จื่อซีแทบหงายหลัง นี่คือจบแล้วเหรอ?!
“อ้อ… มีสิ” ป้าผีเสริม “ตอนเธอตัดสินใจกระโดดตึก เธอก่อเสียงโครมครามไปทั่วห้อง จนรูมเมทกลัวหัวหดไม่กล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย ฉันได้ยินมาว่าเธอตกหลุมรักเด็กผู้ชายที่เล่นเกมด้วยกัน ก่อนโดดเธอสวมชุดแต่งงานสีแดงฉาน แล้วเขียนชื่อฝ่ายชายทิ้งไว้… ทั้งที่ทั้งคู่ไม่เคยเห็นหน้ากันแท้ ๆ”
คุณป้าผีทำหน้านึก “อ้อ ใช่แล้ว! เด็กคนนั้นในเกมเห็นว่าชื่อ ‘มู่ซินรื่อมู่จิน’ นะ ฉันแอบเห็นในสมุดบันทึกเล่มแดงของเธอเขียนชื่อนี้ไว้”
เฮ้ย! ไม่จริงใช่ไหม! โลกนี้มันจะกลมจนน่าเกลียดขนาดนี้เลยเหรอ?!
จื่อซีรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางกบาล ยืนตัวแข็งทื่อเป็นรูปปั้นไปแล้ว
ซู่เป่ากล่าวขอบคุณคุณลุงคุณป้าผีอย่างมีมารยาท ก่อนส่งพวกเขาลอยหายไปทางประตู แล้วหันมาสะกิดพี่ชาย “ได้ข้อมูลครบแล้วค่ะพี่ชาย! เราไปดูห้องข้าง ๆ กันเลยไหม?”
“ยะ… ยกเลิกตอนนี้ทันไหม…” จื่อซีตอบด้วยเสียงสั่นเครือ
“พี่ชาย พี่ดูแปลก ๆ ตั้งแต่เข้าห้องมาแล้วนะ เป็นอะไรไปคะ?” ซู่เป่าขมวดคิ้ว
“คือ… เมื่อกี้ตอนอยู่ข้างนอก ประตูห้องข้าง ๆ มันเปิดออกเอง…” จื่อซีอึกอัก ดวงตาสั่นระริก
“แล้วทำไมพี่ไม่บอกหนูล่ะคะ?!”
“จะบอกให้เธอหัวเราะว่าฉันขี้ขลาดหรือไงล่ะ!” จื่อซีทำปากเบ้สะบัดหน้าหนี “แต่… แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วนะ ตอนนี้ฉันเห็นผีตัวเป็น ๆ เลยนะ! ฮือออ”
“พี่ชาย… พี่มีอะไรปิดบังหนูอยู่ใช่ไหมคะ?” ซู่เป่าจ้องมองพี่ชายเขม็ง
จื่อซีอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาควรเริ่มเล่าตรงไหนดี?
จะบอกน้องว่าเขาแอบไปเป็นสตรีมเมอร์คู่ซ้อมเพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเอง? แล้วเพราะเขายังเป็นเด็ก เข้าสโมสรอีสปอร์ตไม่ได้ เลยต้องปลอมตัวเป็นผู้ใหญ่ไปรับจ้างสอนเกมอิสระ…
แล้วดันไปแจ็กพอตแตกได้ลูกค้าเป็นผีสาวข้างห้องเนี่ยนะ?!
“ไม่มีอะไร…” จื่อซีเม้มปากแน่น
ซู่เป่าเงียบนิ่งไปครู่หนึ่งพลางชูนิ้วขึ้นมานับคำนวณด้วยสีหน้าจริงจัง “หนูคำนวณดูแล้วนะคะ… ตอนนี้พี่ชายกำลังมีอันตรายถึงชีวิตเลยล่ะ พี่ชายคะ… ระหว่างหน้าตากับชีวิต พี่ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน?”
จื่อซีสะดุ้ง เขาจ้องมองซู่เป่าด้วยความระแวงว่ากำลังแกล้งขู่เขาหรือเปล่า แต่สุดท้ายความกลัวตายก็ชนะทุกสิ่ง “ก็ได้ ๆ! ฉันยอมรับแล้ว… มู่ซินรื่อมู่จิน น่ะ คือฉันเอง!”
คราวนี้เป็นตาซู่เป่าที่อ้าปากค้างบ้าง “พี่ชื่อซูจื่อซี แล้วจะเป็นมู่ซินรื่อมู่จินได้ยังไงคะ?”
จื่อซีที่กำลังสติแตกคว้ากระดาษมาเขียนชื่อตัวเอง ‘ซูจื่อซี’ แล้วเขียนตัวอักษร ‘จื่อซี’ ให้แยกห่างกันเล็กน้อย… เมื่อมองดูดี ๆ ตัวอักษรที่แยกออกมานั้นคือคำว่า มู่ ซิน รื่อ มู่ จิน ตรงกันเป๊ะ!
“ไม่แปลกที่พี่สาวคนนั้นจะตามราวีพี่ไม่เลิกเลยล่ะค่ะ” ซู่เป่ามองพี่ชายด้วยสายตาเวทนาจับใจ
“แต่นี่มันไม่ยุติธรรมเลยนะ! ฉันยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเองนะ!” จื่อซีแทบอยากทุบโต๊ะ “ฉันก็แค่เล่นเกมหาเงินประทังชีวิต จำเป็นต้องมาเจอเรื่องหลอนขนาดนี้ด้วยเหรอ?!”
ตอนนี้เขารู้สึกมีบาดแผลทางใจกับการเล่นเกมไปตลอดชีวิตแล้ว!
“พี่สาวเขาไม่สนหรอกค่ะ ใครใช้ให้พี่ชายปลอมเป็นผู้ใหญ่ไปหลอกเขาเองล่ะคะ?” ซู่เป่าส่ายหัวเบา ๆ
“เฮ้ย!” จื่อซีเถียงไม่ออก นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองอาจจะทำพลาดไปจริง ๆ
“แต่ไม่เป็นไรค่ะ” ซู่เป่าปลอบ “พี่สาวเขาเขียนชื่อพี่ผิดไปนิดหน่อย แถมไม่รู้วันเดือนปีเกิดจริง ๆ ของพี่ด้วย เขาเลยทำได้แค่ตามมาหลอกให้พี่ฝันร้าย ถ้าเขาเขียนชื่อจริงพี่ลงสมุดแดงป่านนี้ พี่ไม่ได้มานั่งเถียงหนูอยู่ตรงนี้หรอกค่ะ”
“แล้ว… แล้วฉันต้องทำยังไงดีล่ะ?” จื่อซีกุมขมับรู้สึกเหมือนหมดหนทาง
เขามองเห็นซู่เป่าเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าเล็กนั้นดูจริงจังและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน น้องสาวตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วพูดเสียงหนักแน่น “ไม่ต้องกลัวนะคะพี่ชาย… มีซู่เป่าอยู่ทั้งคน!”
จื่อซีตะลึงไปชั่วขณะ…
เด็กหญิงตัวน้อยที่มีความสูงแค่ไหล่ของเขา แต่ในดวงตากลับมีพลังบางอย่าง ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด ความกังวลที่แบกไว้ดูเหมือนจะเบาบางลงเพียงเพราะคำพูดคำเดียวของน้องสาวคนนี้
ซูจื่อซีเงียบงันลงทันที เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก แต่ในใจกลับวุ่นวายสับสนไม่หยุด
เวลาเที่ยงคืนตรง
หอพักแห่งนี้จมดิ่งสู่ความเงียบงัน เป็นความเงียบที่เยือกเย็นและวังเวงเสียจนดูไม่เหมือนสถานที่ในโลกมนุษย์ ลมภายนอกที่เคยหวีดหวิวกลับสงบนิ่งน่าประหลาด
ตามระเบียงทางเดินอันยาวเหยียด มีโคมไฟทรงกระบอกติดตั้งอยู่ทุก ๆ สองเมตร แสงไฟสลัวฝังอยู่บนเพดานไม่ได้ให้ความสว่างมากนัก แต่มันกลับขับเน้นให้ทางเดินดูมืดมัวและพร่าเลือนยิ่งขึ้น…
จนทำให้คนเผลอคิดไปว่า เส้นทางเบื้องหน้านี้อาจไม่ใช่ทางเดินในอาคาร แต่เป็นเส้นทางทอดยาวไปสู่ปรโลก
ซู่เป่ากระชับดาบไม้ท้อในมือแน่น เธอสะพายถุงผ้าสีเหลืองใบเล็กที่ข้างในบรรจุไอเทมปราบผีครบชุด ทั้งเหรียญอีแปะร้อยเชือก กระดาษเงิน และยันต์กระดาษเหลือง
โดยมีซูจื่อซีเดินตามหลังมาติด ๆ ชนิดที่แทบจะเหยียบส้นเท้ากัน ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดจนถึงขีดสุด ในมือกำดาบไม้ท้อไว้แน่นเพื่อใช้ขับไล่สิ่งชั่วร้าย หรืออย่างน้อยก็เพื่อเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง
เขามองตรงไปที่ประตูห้องข้าง ๆ ซึ่งปิดสนิท ม่านตาของเขาหดเล็กลงด้วยความระแวง
คุณป้าผีบอกชัดเจนว่าตอนนี้ห้องข้าง ๆ ไม่มีคนอยู่…
แล้วทำไมประตูถึงล็อกล่ะ? แถมเมื่อกี้เขาก็ไม่ได้ยินเสียงลมพัดจนประตูจะปิดดังปังได้เลยนี่นา
“ซู่เป่า… แบบนี้มันจะดีจริง ๆ เหรอ?” ซูจื่อซีกวาดสายตามองไปตามระเบียงทางเดินมืดมิด หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบขึ้นมาจุกอยู่ในลำคอ
ซู่เป่าหันกลับมาส่งยิ้มกว้างพร้อมกับชูนิ้วทำสัญลักษณ์โอเคให้เขาด้วยท่าทางร่าเริง “ไม่เป็นไรหรอกค่า~”
ทว่าทันทีที่เสียงของน้องสาวเงียบลง…
เอี๊ยด!
ประตูห้องข้าง ๆ ส่งเสียงเสียดสีของบานพับ ฟังดูช่างฝืดเคืองดังก้องไปทั่วทางเดินอันเงียบสงัด มันค่อย ๆ แง้มเปิดออกอย่างเชื่องช้า… โดยไร้ที่มา…ท่ามกลางสายตาเบิกกว้างของสองพี่น้อง