ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 206 ซูจื่อซีเจอผีเข้าให้แล้ว
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 206 ซูจื่อซีเจอผีเข้าให้แล้ว
บทที่ 206 ซูจื่อซีเจอผีเข้าให้แล้ว
ซูจื่อซีกำลังจะเดินไปเก็บผ้าขนหนูในห้องน้ำ ถึงกับชะงักกึกทันทีที่ได้ยินคำพูดของซู่เป่า เขาหมุนตัวกลับเดินดุ่ม ๆ มากลางห้องทันที
“พี่ชาย… ไม่เก็บผ้าขนหนูแล้วเหรอคะ?” ซู่เป่าถามอย่างแปลกใจ
จื่อซีตีหน้าตาย พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น “คิดดูแล้ว… ปูเตียงก่อนดีกว่า!”
“อ๋อ… ค่ะ” น้องสาวพยักหน้า ก่อนหันไปมองป้าผีใส่ชุดนอน มีผ้าขนหนูพาดบ่า ซึ่งกำลังค่อย ๆ เดินนวยนาดมานั่งลงข้างเตียง
“อ้าว มีคนมาเช่าใหม่เหรอ? ทำไมมีแค่เด็กสองคนล่ะเนี่ย” ป้าผีเริ่มเปิดบทสนทนา
ซู่เป่ามองไปที่เตียงและตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ขอรบกวนด้วยนะคะ! พวกเราจะมาพักแค่สองวันแล้วจะรีบไปเลยค่ะ!”
จื่อซีที่กำลังก้าวไปถึงขอบเตียงพลันชะงักอีกรอบ เมื่อเห็นซู่เป่าพูดคุยกับความว่างเปล่า เขาหมุนตัวกลับลำมุ่งหน้าไปทางห้องน้ำอีกรอบ “เออ… คิดไปคิดมา เอาผ้าขนหนูไปเก็บก่อนดีกว่า!!”
เจ้าเสี่ยวอู่เอียงคอมองท่ายับยั้งชั่งใจของจื่อซีแล้วหัวเราะกิ๊ก “เอ๊ะ… จะเดินไปเดินมาทำไมเนี่ย”
จื่อซีไม่สนใจมัน แต่นกแก้วจอมแสบไม่ยอมหยุด “ฉันรู้แล้ว นายกลัวผีล่ะสิ!”
“ในโลกนี้ไม่มีผีหรอก!” จื่อซีแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาข่มขวัญตัวเอง ถึงแม้ในใจจะสั่นเป็นเจ้าเข้า และยอมตามน้องสาวมาถึงที่นี่ แต่แก่นแท้ของเขายังพยายามเชื่อมั่นในหลักวิทยาศาสตร์ไว้สุดชีวิต…
ทว่าทันทีที่คิดจบ ลุงผีอีกตนก็เดินสวนออกมาจากห้องน้ำพอดิบพอดี!
“!!!???”
นี่เขากำลังฝันอยู่ใช่ไหม? หรือว่าประสาทหลอนเพราะนอนน้อย?
หากคนที่เห็นลุงคนนี้คือซูเหอเวิ่น ป่านนี้คงกระโดดตัวลอยไปหลบหลังซู่เป่าแล้วร้องลั่นห้องไปแล้ว แต่สำหรับจื่อซี เขากลับยืนนิ่งเป็นหิน ใบหน้าเลื่อนลอยเหมือนวิญญาณออกจากร่างไปตามคุณลุงคนนั้นจริง ๆ
เขามองเห็นทั้งลุงที่เดินออกมาจากห้องน้ำ และป้าที่นั่งอยู่ขอบเตียง…
เมื่อกี้ในห้องไม่มีใครเลยแท้ ๆ สองคนนี้โผล่มาจากมิติไหนกัน?!
และถ้าเป็นผีจริง ๆ แล้วทำไมเขาถึงมองเห็นได้ชัดขนาดนี้?
ลุงผีมองจื่อซีแวบหนึ่งแล้วบ่นอุบอิบ “มีผู้เช่าใหม่มาอีกแล้วเรอะ? จริง ๆ เลย ตึกนี้คนเข้าออกทั้งวัน เสียงดังชะมัด เงินก็ไม่ให้แถมยังเรื่องมากอีก!”
ซู่เป่าเห็นท่าไม่ดี รีบวิ่งไปตรงกระเป๋าเดินทาง คว้าอุปกรณ์ที่ซูอีเฉินเตรียมไว้ให้ ก่อนล้วงเงินกระดาษปึกใหญ่ออกมา “ขอโทษที่รบกวนนะคะ! พวกหนูจ่ายค่าที่ให้เองค่ะ!”
เด็กน้อยวางเงินไว้ แล้วใช้ผงชาดวาดวงกลมลงบนพื้นอย่างคล่องแคล่ว โดยเว้นช่องว่างไว้ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ก่อนจุดไฟเผากระดาษเงินพลางพึมพำอะไรบางอย่าง
จื่อซีเห็นไฟลุกพรึบถึงเริ่มได้สติ ขนทั่วร่างลุกซู่ “ซะ… ซู่เป่า ทำอะไรน่ะ!”
“เผาเงินให้คุณลุงคุณป้าไงคะ ขอยืมที่เขาอยู่นิดหน่อย” ซู่เป่าตอบหน้าตาเฉย
จื่อซีนั่งลงข้างน้องสาวอย่างงุ่มง่าม ท่าทางเก้กังเหมือนหุ่นยนต์ที่ลืมหยอดน้ำมัน พอนึกขึ้นได้ว่าผีสองตนกำลังจ้องเขาอยู่ เขาก็รีบก้มหน้าถามซู่เป่าเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว “แล้ว… ทำไมต้องวาดวงกลมด้วยล่ะ?”
“ต้องวาดวงกลมก่อนพวกเขาถึงจะได้เงินค่ะ ไม่งั้นเงินก็ปลิวหายไปตามลมหมดน่ะสิ!” ซู่เป่าสอน “พี่ชายจำไว้นะคะ ถ้าจะเผาให้ใครต้องวาดวงกลมเสมอ ถ้าเจ้าตัวไม่อยู่ตรงนี้ก็ต้องเขียนชื่อวันเดือนปีเกิดกำกับไว้ด้วย ไม่งั้นเขาไม่ได้รับหรอกค่ะ”
“แล้วพวกที่เผาตามสี่แยกช่วงวันสารทจีนล่ะ? ไม่เห็นเขาวาดอะไรเลย” จื่อซีเริ่มตั้งคำถาม
“นั่นแหละค่ะ เงินพวกนั้นส่วนใหญ่ไปไม่ถึงญาติหรอก แต่มันจะตกไปอยู่ในมือสัมภเวสีเร่ร่อนที่มายืนออรอรับอยู่รอบ ๆ แทน… เข้าใจหรือยังคะ?” ซู่เป่าถามย้ำเหมือนคุณครูเช็กชื่อนักเรียน
นี่เขาต้องมาเรียนรู้วิธีให้เงินข้ามมิติอะไรแบบนี้ทำไมเนี่ย?!
เมื่อเปลวไฟมอดดับแผ่นสุดท้าย ซู่เป่าก็ใช้ดาบไม้ท้อเขี่ยขี้เถ้าเบา ๆ “เรียบร้อยค่ะคุณลุงคุณป้า นี่ค่าเช่าบ้านของพวกหนูนะคะ!”
ป้าผีฉีกยิ้มกว้างด้วยความตื้นตัน “โถ่… แม่หนูช่างรู้ความจริง ๆ! หลายปีมานี้ไม่มีใครเซ่นไหว้พวกเราเลย ต้องออกไปแย่งเงินตามสี่แยกกินไปวัน ๆ ลำบากแทบแย่”
ลุงผีกับป้าผีเดินเข้าไปในวงกลมทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เก็บเงินด้วยสีหน้าเบิกบาน “เอาละ ในเมื่อแม่หนูใจดีขนาดนี้ เดี๋ยวลุงกับป้าจะไปขอนอนบ้านเพื่อนข้าง ๆ ให้สักสองวันนะ พวกเธอตามสบายเลย! มีอะไรที่พวกเราช่วยได้ บอกมาได้เลย!”
นี่มันการเปิดหูเปิดตาครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต!
ประตูสู่โลกใหม่ถูกกระชากเปิดออกต่อหน้าต่อตาซูจื่อซีแล้วจริง ๆ
ซู่เป่าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนถามข้อมูลสำคัญ “คุณลุงคุณป้าคะ… ตอนนี้ใครอาศัยอยู่ห้องข้าง ๆ เหรอคะ?”
ลุงผีที่รับเงินไปแล้วให้ความร่วมมืออย่างดี “ห้องข้าง ๆ เรอะ… หนูหมายถึงวิญญาณเจ้าที่เดิม หรือว่า ผู้เช่าที่อยู่ตอนนี้ล่ะ?”
“วิญญาณเจ้าที่เดิม?” ซู่เป่าชะงัก
ตึกนี้มันไม่ได้สร้างมาให้คนอยู่จริง ๆ นั่นแหละ..
คุณลุงผีขยับท่านั่งพลางเล่าต่อ “พื้นที่ตรงนี้สมัยโบราณน่ะมันเคยเป็นป่าช้าที่ทิ้งศพไม่มีญาติ… ต่อมาพื้นที่นี้ถูกวางผังเมืองใหม่”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกราวกับกำลังตั้งใจฟัง
คุณป้าผีกล่าวเสริม “ตอนจะขุดฐานรากสร้างตึก พวกเขาไปเชิญนักพรตเต๋ามาคนหนึ่ง แต่หลุมศพยุ่งเหยิงพวกนี้ฝังกระดูกทับถมกันมานับร้อยปี วิญญาณมีเป็นพันดวง จะให้ไล่ไปที่ไหนได้หมดล่ะ”
“วิญญาณที่นี่ไม่ยอมจากไป แต่นักพรตคนนั้นก็ไม่มีความสามารถพอจะจัดการพวกเราทั้งหมด แต่เขาก็ยังโลภอยากได้เงินก้อนโต เลยไปเป่าหูเจ้าของตึกรายใหญ่เข้า”
“เขาบอกว่าอะไรนะ… อ้อ! ‘หยินหยางสมดุล’ หมายความว่าเมื่อสร้างตึกเสร็จ ให้แบ่งพื้นที่ห้องพักให้กับวิญญาณที่อยู่ที่นี่มาแต่เดิม ประตูทุกบานต้องเปิดออกด้านนอก ทางเดินตึกต้องทะลุจากหัวจรดท้ายเพื่อเปิดรับพลังงานหยิน ห้องพักก็ทำตามมาตรฐานของโลกวิญญาณ… เพราะฉะนั้นห้องส่วนใหญ่ที่นี่ถึงได้เล็กแคบยังไงล่ะ”
ซู่เป่าฟังจนงุนงง “แบบนี้ไม่กระทบคนเหรอคะ แล้วเจ้าของตึกยอมได้ยังไง?”
ป้าผีตอบว่า “คนเป็นน่ะแค่ไม่อยู่ประจำก็พอแล้ว ตึกนี้คนเข้าคนออกตลอดเวลา อยู่ไม่นานก็ย้ายออก พลังงานเลยส่งผลไม่มาก ส่วนวิญญาณเร่ร่อนอย่างพวกเราก็ไม่ได้อยู่ถาวร พอเวลาผ่านไปนานเข้าก็ค่อย ๆ สลายไปเอง เจ้าของตึกรายใหญ่เขาไม่ได้มานอนที่นี่ด้วยสักหน่อย มีอะไรที่เขาจะไม่เห็นด้วยล่ะ”
“แต่ก็มีพวกคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ พวกเขาไม่ชอบสภาพหมู่บ้านเก่าในเมือง แต่ก็ไม่มีเงินพอจะเช่าคอนโดหรู… เลยกัดฟันอาศัยอยู่ที่นี่กันหลายปี นั่นไง สาวข้างห้องคนนั้นก็เป็นหนึ่งในนั้น”
พอได้ยินว่าเริ่มเข้าเรื่องสำคัญ หูน้อย ๆ ของซู่เป่าก็ตั้งชันขึ้นมาทันที เด็กน้อยเท้าคางรอฟังอย่างจดจ่อ
ป้าผีเห็นท่าทางน่ารักของเธอก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “สาวคนนั้นอยู่ที่นี่มาสามปีแล้วนะ อยู่นานเข้าสภาพจิตใจก็เริ่มมีปัญหา”
“ก่อนมาที่นี่ พ่อของหนูสืบมาแล้วค่ะ ว่ามีคนกระโดดตึกที่หอพักเถาฮวาเยอะมาก” ซู่เป่าพยักหน้า
นั่นหมายความว่าผีสาวที่ตามติดจื่อซี…ไม่ใช่รายแรก
ป้าผีพยักหน้ายืนยัน “ใช่แล้วล่ะ อยู่ที่นี่นาน ๆ คนที่มีบุญบารมีไม่แข็งแกร่งพอจะเริ่มรู้สึกสับสน หดหู่ หงอยเหงา… แล้วก็นำไปสู่โรคซึมเศร้า”
โลกของคนมีคนเลว โลกของผีก็มีผีชั่ว พวกที่จ้องจะพรากชีวิตผู้อื่นน่ะมีอยู่ถมไป
“หลังจากผู้เช่าตายไป ถ้าคนมารับศพทำพิธีไม่ถูกหลัก หรือรับดวงวิญญาณไม่ดี วิญญาณผู้ตายก็จะถูกกักขังติดอยู่ที่นี่ และต้องกลายเป็น ‘ทาส’ ของวิญญาณดั้งเดิมที่คุมตึกนี้อยู่”
ซู่เป่าเข้าใจทะลุปรุโปร่งทันที “งั้นตอนนี้ห้องข้าง ๆ ก็คือวิญญาณเจ้าที่เดิม กับพี่สาวคนที่กระโดดตึกใช่ไหมคะ?”
ป้าผีกับลุงผีถึงกับสะดุ้งโหยง… แม่หนูคนนี้รู้ลึกรู้จริงเกินไปแล้ว!
คุณป้าผีแอบกระซิบ “ปกติแม่สาวข้างห้องไม่ค่อยออกไปไหนหรอก หลังเลิกงานก็ชอบอุดอู้อยู่แต่ในห้องเล่นเกม เห็นว่าชอบต่อสายคุยกับสตรีมเมอร์รับสอนเล่นเกมอะไรสักอย่างด้วยนะ…”
วินาทีนั้นจื่อซีรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไขสันหลังจนตัวชา มือที่กำลังถือแปรงสีฟันสั่นกึก ๆ จนเกือบจะร่วงหล่นลงพื้น
บัดซบเอ๊ย! สอนเล่นเกม…
ไอ้ ‘อาจารย์’ ที่ว่านั่น… คงไม่ใช่เขาหรอกนะ?!