ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 211 ชัยชนะเหนือมารในใจ
บทที่ 211 ชัยชนะเหนือมารในใจ
ซู่เป่าค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าไปหาหลินเฟิง ทุกย่างก้าวแฝงไปด้วยพลังกดดันที่มองไม่เห็น มุมปากของหลินเฟิงกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจในใจ ‘หึ… สุดท้ายแกก็แพ้ความใจอ่อนสินะ’
ทว่าในวินาทีต่อมา เขากลับถูกมือเล็ก ๆ ของซู่เป่าคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้า แล้วเหวี่ยงร่างของเขาลอยหวือไปกระแทกกับตาข่ายกักวิญญาณอย่างแรง!
โครม!!
แรงเหวี่ยงเพียงครั้งเดียวแต่ทรงพลังมหาศาลจนตาข่ายอาคมสั่นสะเทือนไปทั้งห้อง หลินเฟิงไม่เคยคิดเลยว่าซู่เป่าจะกล้าลงมือจริง ๆ! “แก… พ่อเป็นพ่อของแกนะ!” เขาคำรามด้วยความโกรธปนตกใจ
ซู่เป่าส่ายหน้าอย่างแน่วแน่ “ไม่… คุณไม่ใช่พ่อของหนู พ่อของหนูชื่อ มู่กุยฟาน ไม่ใช่หลินเฟิง!” พูดจบเด็กน้อยก็คว้าตัวเขาขึ้นมาอีกครั้งแล้วทุ่มลงพื้นจนร่างวิญญาณแทบแตกสลาย
หลินเฟิงทนรับความเจ็บปวดไม่ไหว พุ่งเข้าใส่ซู่เป่าด้วยความแค้น แต่ซู่เป่ากลับเบี่ยงตัวหลบแล้วใช้ด้ายแดงบนข้อมือตวัดซัดกระเด็นออกไปอีกรอบ ตอนนี้เธอใช้ของวิเศษได้อย่างเชี่ยวชาญราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย!
ร่างของหลินเฟิงถูกซัดกระเด็นกลายเป็นเพียงเปลือกหนังที่หลุดลอกออก ปีศาจเจ้าเล่ห์ลื่นไหลออกจากร่างนั้นแล้วรีบหลบซ่อนตัวไปอีกครั้ง ทิ้งให้วิญญาณหลินเฟิงอ่อนแรงนอนคว่ำอยู่บนพื้น ปากยังพึมพำราวกับไม่ยอมรับ “ฉันเป็นพ่อแก… ความมั่งคั่งของตระกูลซูต้องเป็นของฉัน…”
สุดท้ายพลังอาฆาตของเขาก็สลายไปในอากาศ ซู่เป่าไม่ได้รวบรวมเขาไว้ในน้ำเต้าอาคม นับจากวินาทีนี้… โลกใบนี้จะไม่มีชื่อหลินเฟิงอยู่อีกต่อไป
ซู่เป่านิ่งเงียบไปนาน แต่ในใจกลับรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จี้ฉางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เด็กน้อยคนนี้… ก้าวข้ามมารในใจไปได้แล้วจริง ๆ
ด้านซูจื่อซีที่แอบดูอยู่ถึงกับสั่นพั่ก
น้องสาวเขาโหดจริง! ขนาดพ่อแท้ ๆ ยังกล้าฟาด!
น่ากลัว… น่ากลัวจริง ๆ…
ซู่เป่าเริ่มขยับตัวลากดาบไม้ท้อไปตามพื้นห้องเสียงดัง ครืด… ครืด… พลางพึมพำ “เหลือแค่คุณคนเดียวแล้วนะ… ผีจอมเจ้าเล่ห์ คุณอยู่ไหนน้า?”
จื่อซีนึกถึงหนังฆาตกรรมโรคจิตที่ลากเลื่อยไฟฟ้าตามหาเหยื่อขึ้นมาทันที ขนแขนของเขาลุกซู่ไปทั้งตัวเพราะบรรยากาศมันใช่มาก!
อีกด้านหนึ่ง ซ่งเยว่ชิง เด็กสาวที่กระโดดตึกยืนแข็งทื่ออยู่หน้าห้องครัว แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ผีจอมเจ้าเล่ห์พยายามจะมุดเข้าไปสิงร่างเธอเพื่อใช้เป็นโล่ เพราะรู้ว่าซู่เป่าไม่ทำร้ายคนบริสุทธิ์
แต่ซู่เป่ารู้ทัน! เธอพุ่งดาบไม้ท้อเข้าใส่ และคว้าข้อมือวิญญาณนั่นเหวี่ยงออกไปทันที “จับได้แล้ว!”
ผีเจ้าเล่ห์พยายามจะหายตัวอีกครั้ง แต่ซู่เป่าโยนยันต์เหลืองปึกใหญ่ใส่ทันที! ที่แท้สิ่งที่เธอนับอย่างตั้งใจใต้เตียงเมื่อกี้ไม่ใช่เงินกระดาษ แต่เป็นยันต์ต่างหาก! จื่อซีมองจากที่มืดถึงได้รู้ว่าตัวเองเข้าใจน้องสาวผิดไปไกล
ยันต์เหลืองปลิวว่อนไปแปะตามตัวผีร้ายตนนั้นจนมันเกิดไฟลุกท่วม ซู่เป่าเห็นว่ามันยังฤทธิ์เยอะเลยจัดการปล่อยของเพิ่ม! ทั้งดึงตาข่ายผูกวิญญาณออกมาอีกหลายผืน พร้อมโยนผีร้ายจากน้ำเต้าอาคมออกมาด้วย!
“ออกมาให้หมด!” เธอเปิดน้ำเต้าเรียกบริวารผี
“กำลังจีบหนุ่มอยู่เลย… เรียกมาทำไมเนี่ย?” ผีเจ้าชู้โวยวาย
“ซู่เป่า! ฉันมาช่วยแล้ว!” ผีขี้ขลาดที่อยากหนีก็หนีไม่ได้กล่าว
“ลุยเลย! ต่อยมันให้ยับ!” ป้าหน้าเหวี่ยงกำกลังแทะเปลือกแตงพูดสั่งลุย
จื่อซีตาค้าง นี่น้องสาวฉันมีบัฟเสริมเป็นผีด้วยเหรอเนี่ย?!
สามผีร้ายรุมปีศาจเจ้าเล่ห์อย่างดุเดือด แม้มันจะมีวิชาแก่กล้านับร้อยปี แต่พอบาดเจ็บจากด้ายแดงของซู่เป่าไปสองรอบ พลังก็ลดฮวบจนจวนตัว ซู่เป่าอาศัยจังหวะคอยใช้ดาบไม้ท้อฟันซ้ำ “นี่แหนะ!”
“แก… แกมันไม่รักษากติกาเลย ห้ามรุมสิ!” ปีศาจเจ้าเล่ห์ด่าด้วยความขมขื่นที่โดนรุม
“ไม่มีหรอกค่า! ทำไมหนูต้องมีด้วยล่ะ” ซู่เป่าตอบหน้าตาย
สุดท้ายผีเจ้าเล่ห์ก็ถูกตรึงไว้กับตาข่ายกักวิญญาณด้วยดาบไม้ท้อสามเล่ม สภาพเหมือนข้าวต้มมัดที่ดิ้นไม่หลุด จื่อซีเขยิบเข้าไปมองชัด ๆ เห็นร่างจริงของมันเป็นชายผอมแห้ง เบ้าตาลึก ไว้ผมเปียสวมชุดคลุมสีแดงเหมือนขันทีสมัยราชวงศ์ชิง
“คุณป้าคะ! ในตัวเขามีของดีอยู่ รีบหาเร็วเข้า!” ซู่เป่าสั่งการ
ผีเจ้าชู้รีบพุ่งเข้าไปตรวจค้นทันทีพลางพึมพำ “ของดีเหรอ? ไอ้เนี่ยนะจะมี…” พูดไม่ทันขาดคำ มือไม้ก็เริ่มลูบไล้ตรวจค้นไปตามจุดต่าง ๆ แม้แต่จุดที่ไม่ควรจะไปตรวจ ผีเจ้าชู้ก็ไม่เว้น!
“โอ้โห! เป็นขันทีจริง ๆ ด้วยแฮะ!” ผีเจ้าชู้อุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น เธอพลิกซ้ายพลิกขวาตรวจสอบโดยละเอียด “ที่แท้ขันทีของจริงมันเป็นแบบนี้นี่เอง… จิ๊จ๊ะ จิ๊จ๊ะ…”
ปีศาจเจ้าเล่ห์ที่ถูกมัดเป็นบ๊ะจ่างสั่นเทิ้มไปด้วยความโกรธและความอัปยศ เขากรีดร้องเสียงแหลมสูงจนบาดแก้วหู “ไปให้พ้น! ไอ้พวกหน้าด้าน! ไอ้พวกไร้ยางอาย!!”
‘เกิดมานับร้อยปี เขาไม่เคยเจอผีตนไหนคุกคามความเป็นส่วนตัวได้หน้าตาเฉยขนาดนี้มาก่อน!’
ผีขี้ขลาดเห็นภาพนั้นถึงกับหนีบเข่าเข้าหากันโดยอัตโนมัติ… ส่วนซูจื่อซีที่แอบมองอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง
คุณป้าผีครับ! นั่นมันของวิเศษหรืออะไร ทำไมต้องตรวจกันลึกซึ้งขนาดนั้น!
จื่อซีได้แต่คิดในใจว่ายัยป้าคนนั้นคงกำลังหาของวิเศษที่ช่วยให้หายตัวได้อยู่แน่ ๆ
แต่ท่าทางการหามันช่าง… ชวนให้คิดลึกเหลือเกิน
ผีเจ้าชู้สะบัดหน้าใส่ขันทีเฒ่าพลางค้นหาต่อ “วางใจเถอะย่ะ! ฉันไม่สนใจคนไร้จุดเด่นแบบแกหรอก ทั้งขี้เหร่ แถมยังไม่มีไข่อีกต่างหาก ฉันจะไปหลงรักแกตรงไหนมิทราบ!”
ทันใดนั้น ดวงตาของผีเจ้าชู้ก็เป็นประกายเมื่อมือไปสัมผัสกับวัตถุสีดำชิ้นหนึ่งในอ้อมอกของมัน มันเป็นหยกดำทรงกลมดูลึกลับ
“เจอแล้ว!” เธอหยิบหยกดำชิ้นนั้นออกมาแล้วส่งให้ซู่เป่าทันที
ซู่เป่ารับมาพลิกดูด้วยความสงสัยแต่ยังไม่เห็นความพิเศษอะไร จึงเก็บมันเข้ากระเป๋าไปก่อน ตอนนี้ผีเจ้าเล่ห์ตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง
“พูดมาได้แล้วค่ะ” ซู่เป่าถามเสียงเข้ม “คุณตายยังไง แล้วรู้จักหนูได้ยังไง?”
“จะฆ่าจะแกงก็เชิญ! ฉันจะไม่มีวัน…” ขันทีเฒ่าบิดตัวอย่างอึดอัดพร้อมกับเชิดหน้า
“ฮ่า!” ซู่เป่าไม่รอให้พูดจบ เด็กน้อยยื่นข้อมือเข้าหาทันควัน ผีเจ้าเล่ห์ตกใจเบือนหน้าหนีตามสัญชาตญาณ แต่กลับกลายเป็นว่าแก้มของเขาไปปะทะเข้ากับด้ายแดงบนข้อมือซู่เป่าพอดีจนหน้าบวมฉึ่ง!
เขากัดฟันกรอด “ฉันไม่มีวัน..!”
ซู่เป่าจดจ้องหาจังหวะ พอเห็นเขาท่ามาก เธอก็กดหัวเขามุดเข้าไปกระแทกกับตาข่ายด้ายแดงอย่างแรง! จนเกิดแสงสีแดงวาบขึ้นสะเทือนไปทั้งตัว ขันทีเฒ่าโดนพลังอาคมเล่นงานจนผมเผ้ายุ่งเหยิง ร่างสั่นกระตุกจนชาไปถึงดวงจิต
ไอ้เรื่องแบบนี้… ก็ทำได้ด้วยเหรอวะ?!
“บอกแล้ว! ฉันบอกแล้ว!!” ขันทีเฒ่าตะโกนสุดอั้นพลางกระอักเลือดวิญญาณออกมาด้วยความช้ำใจ ถ้ารู้ว่าจะโดนทรมานแบบไร้มาตรการแบบนี้ จะขัดขืนไปให้เสียเวลาทำไมกัน!
“ฉันเกิดในปี 1844… พ่อแม่ให้กำเนิดมาแต่ไม่เคยเลี้ยงดู ฉันต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อความอยู่รอด สุดท้ายเลยต้องตัดของตัวเองเพื่อเข้าวังเป็นขันที…”
“ตัดของตัวเอง? ตัดยังไงคะ?” ซู่เป่าขมวดคิ้วสงสัย
เด็กน้อยวันสี่ขวบทำหน้างงงวยสุดขีด ‘ตัด’ ที่ว่านี่คือตัดเสื้อผ้าหรือตัดอะไรกันนะ?
ผีเจ้าชู้เห็นดังนั้นก็รีบกระแอมไอเบา ๆ พร้อมโบกมือห้าม “ซู่เป่า… เรื่องนี้เด็กไม่ควรถามนะจ๊ะ…”