ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 214 การเปลี่ยนแปลงของซูจื่อซี
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 214 การเปลี่ยนแปลงของซูจื่อซี
บทที่ 214 การเปลี่ยนแปลงของซูจื่อซี
ภาพในกระจกมองหลังทำเอาคนขับรถเถื่อนเย็นวาบไปถึงกระดูก เบาะหลังคือสามีภรรยาวัยกลางคนที่กำลังจ้องมองเขาด้วยดวงตาแข็งค้าง ใบหน้าขาวซีดไร้ความรู้สึก ไม่มีแววความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่
ใช่… นี่มันหน้าของคนตายไปนานแล้วชัด ๆ!
เขานึกขึ้นได้ทันทีว่าจุดที่รับคนทั้งคู่ขึ้นมาคือถนนหวังหลิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของตึกร้างอาถรรพ์ ที่นั่นไม่มีตลาดนัด ไม่มีบาร์ หรือสถานบันเทิงอะไรทั้งสิ้น!
เอี๊ยดดดด! เขากระแทกเบรกสุดแรงจนรถหยุดกึก
ลุงผีค่อย ๆ หมุนลูกตาอันแข็งทื่อมามอง “หยุดรถทำไม?”
คนขับรถเหงื่อท่วมตัว พูดตะกุกตะกัก “ไฟ… ไฟแดงครับ”
“ไฟแดงเหรอ? สี่แยกยังอยู่อีกตั้งไกลเลยนะ” ป้าผีขมวดคิ้ว เธอพึมพำเบา ๆ “เฮ้อ… สงสัยตายมานาน สายตาจะไม่ดีแล้วมั้ง…”
“ไหน… ให้ฉันช่วยดูหน่อยสิ” ลุงผีขยับเข้าไปใกล้ป้าผีอย่างเอาใจ วินาทีนั้นเอง ป้าผีก็ควักลูกตาของตัวเองออกมาส่งให้สามีดู!
คนขับรถเกือบสิ้นสติอยู่ตรงเบาะหน้า เขามองไม่เห็นภาพนั้นผ่านกระจกมองหลังโดยตรง แต่ในรถคันนี้เขาแอบติดตั้งกล้องวงจรปิดขนาดเล็ก ไว้เพื่อแอบถ่ายสาว ๆ ที่ใส่กระโปรงสั้นไปแชร์ในกลุ่มลับกับเพื่อนคนขับรถคนอื่น ๆ
ภาพในจอมือถือที่วางไว้ตรงคอนโซลแสดงชัดเจนว่า หญิงวัยกลางคนกำลังส่งลูกตาให้ชายข้าง ๆ เช็ดทำความสะอาดด้วยความระมัดระวัง ก่อนช่วยใส่กลับเข้าไปใหม่!
เขารู้สึกเหมือนถูกโยนลงไปในน้ำแข็ง เหงื่อกาฬไหลพรากไม่หยุด
“ไฟแดงนานขนาดนี้เลยเหรอ?” ป้าผียื่นคอขาวซีดเข้ามาถามข้างหู
“เอ่อ… รถ… รถผมเสียน่ะครับ!” เขาโพล่งออกไปเสียงสั่น
“งั้นไม่เป็นไร อีกนิดเดียวก็ถึงที่พักเถาฮวาแล้ว เราเดินไปเองก็ได้” ป้าผีเอ่ยอย่างใจดี ลุงผีพยักหน้าแล้วส่งธนบัตรห้าใบให้คนขับรถ
เมื่อทั้งคู่ลงจากรถไป คนขับรถเห็นชัดกับตาว่าเท้าของพวกเขาไม่ได้แตะพื้น แต่ลอยนิ่งไปในอากาศ… พอเขาก้มมองเงินในมือ มันกลับกลายเป็นเงินกงเต๊กสำหรับเผาให้คนตาย!
“แม่… แม่เจ้าโว้ยยย!”
หลังจากคืนนั้น คนขับรถคนนี้ก็ล้มป่วยหนัก เขาเลิกขับรถเถื่อน เผากล้องแอบถ่ายทิ้ง และออกจากกลุ่มแชร์คลิปลับทั้งหมด ทุกวันนี้เขาใช้ชีวิตอย่างหวาดผวาและสำนึกในบาปที่เคยทำ…
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ที่พักเถาฮวา
ก่อนจากไป ซู่เป่าแวะไปแท่นหินใหญ่ระหว่างตึก เธอขุดดินลงไปแล้ววางเหรียญทองแดงเหรียญหนึ่งไว้ตรงฐาน
“นั่นอะไรน่ะ?” ซูจื่อซีถามด้วยความสงสัย
“เหรียญปราบพลังอัปมงคลค่ะ ต่อไปที่นี่จะได้ไม่มีคนมาโดดตึกซ้ำ ๆ อีก”น้องสาวตอบ
เหรียญนี้เธอลงอาคมเองตามที่อาจารย์สอน แม้จะกำจัดผีร้ายไปหมดแล้ว แต่เธอก็อยากทำอะไรทิ้งไว้เพื่อให้วิญญาณคนตายที่นี่ไม่ต้องถูกจองจำ หรือถูกใครใช้เป็นทาสอีก
“แล้วไม่กลัวคนขุดไปเหรอ?” จื่อซียังสงสัยไม่เลิก
“ไม่มีทางหรอกค่ะ” ซู่เป่ายืนยันหนักแน่น
“ทำไมล่ะ?”
“หนูบอกว่าไม่มีทางก็ไม่มีทางไงคะ! พี่ชายไม่เข้าใจหรอก~” น้องสาวตบมือปัดฝุ่นบนกางเกง ลากกระเป๋าเดินทางด้วยพลังเต็มเปี่ยม “กลับบ้านกันเถอะ!”
คราวนี้ซูจื่อซีไม่ได้บ่นสักคำ เขาเม้มริมฝีปากแล้วรีบเดินมารับกระเป๋าจากมือน้องสาวไปถือไว้ราวกับรู้หน้าที่ตัวเอง
คฤหาสน์ตระกูลซู ปักกิ่ง
คุณนายซูผู้เฒ่ายืนชะเง้อรออยู่หน้าประตูด้วยความร้อนใจ “ทำไมยังไม่กลับมากันอีกนะ! ฉันบอกแล้วว่าอย่าปล่อยเด็กไปกันเอง ถ้าซูจื่อซีมัวแต่เล่นเกมจนน้องสาวโดนหลอกขายไปจะทำยังไง!”
ซูอีเฉินและมู่กุยฝานต่างก้มหน้าเงียบกริบ ไม่กล้าเถียงคุณแม่แม้แต่คำเดียว เพียงแค่สองนาทีพวกเขาก็โดนบ่นไปแล้วสิบรอบ
ทันใดนั้น รถยนต์คันหนึ่งก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดยังหน้าคฤหาสน์
ทันทีที่รถจอดสนิท ซูจื่อซีลงจากรถก่อนแล้วรีบวิ่งไปอีกฝั่ง เพื่อเปิดประตูให้น้องสาวพลางยื่นมือออกไปรอรับ
…
ซู่เป่ากระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของพี่ชายทันที จื่อซีรีบอุ้มน้องสาวลงมาพลางบ่นอุบตามนิสัย “หนักจะตายอยู่แล้วเนี่ย! เธอกินให้น้อยลงหน่อยไม่ได้หรือไง”
แม้ปากจะบ่นรำคาญ แต่เขาก็รีบวิ่งไปท้ายรถลากกระเป๋าเดินทางออกมาอย่างว่องไว สภาพของซูจื่อซีตอนนี้น่าขำไม่น้อย เขาลากกระเป๋าใบใหญ่ แขนสองข้างคล้องถุงของฝากพะรุงพะรัง ในมือยังต้องถือเค้กที่ซู่เป่ากินค้างไว้ครึ่งหนึ่ง กับขวดนมอีกครึ่งขวด
“ยังหิวอยู่ไหม?” พี่ชายก้มลงถาม “อดทนอีกนิดนะ คุณย่าต้องเตรียมของอร่อยไว้รอแล้วแน่ ๆ”
คุณนายซูผู้เฒ่าและซูอิงเอ๋อร์ที่ยืนรออยู่หน้าประตู ถึงกับทำหน้าเหวอจนตาแทบหลุดออกมานอกเบ้า
“นี่… นี่ใช่ซูจื่อซีตัวจริงหรือเปล่าเนี่ย? ไม่ใช่ว่าโดนผีสิงใช่ไหม!?” ซูอิงเอ๋อร์ขยี้ตาซ้ำ ๆ พร้อมพึมพำอย่างงุนงง
คุณนายซูเองก็ประหลาดใจจนพูดไม่ออก หลานชายออกไปข้างนอกกับน้องสาวแค่สองวัน กลับมาเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน เครื่องเกมที่เคยติดหนึบหายไปไหนไม่รู้ แถมยังอาสาดูแลน้องสาวเป็นดิบดี
“เด็กคนนี้… คงไม่ได้ไปเจออะไรที่มันกระทบจิตใจมาหรอกนะ?”
มู่กุยฝานแอบกระตุกยิ้มมุมปาก ‘กระทบจิตใจ’ น่ะเจอแน่ ๆ ครับคุณแม่… แต่เป็นผีน่ะสิ!
ซู่เป่าวิ่งถลาเข้าไปกอดคุณยายของเธอเสียงดังลั่น “คุณยายขา!” จากนั้นเด็กน้อยก็ทำหน้าที่รดน้ำพรมทั่ว เธอวิ่งไปกอดมู่กุยฝาน ต่อด้วยซูอีเฉิน ซูอิงเอ๋อร์ ไม่เว้นแม้แต่ท่านผู้เฒ่าซู ลุง ๆ ทุกคน รวมถึงเจ้าเสี่ยวอู่และคุณปู่เต่าก็โดนลูบหัวไปคนละทีอย่างเท่าเทียม
“กินข้าวกันเถอะลูก!” คุณนายซูยิ้มแก้มปริ รีบยกกุ้งนึ่งกระเทียมของโปรดซู่เป่าออกมาจากตู้อุ่นอาหารทันที
ท่านผู้เฒ่าซูยังคงรักษามาดเคร่งขรึม เขากระแอมเบา ๆ แล้วถามขึ้น “เป็นยังไงบ้างล่ะ ไปสัมผัสประสบการณ์ชีวิตที่เมืองหนานเฉิงมา? อายุแค่นี้… ออกไปแค่สองวันจะไปเห็นอะไรดี ๆ จนเปลี่ยนนิสัยได้เชียวหรือ?”
ท่านผู้เฒ่าปรายตามองซูจื่อซีด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ยิ่งเห็นหลานชายดึงจานกุ้งนึ่งกระเทียมมาไว้ตรงหน้าตัวเองคนเดียว ท่านก็ยิ่งขมวดคิ้ว
นั่นไง… ยังไงก็ยังเป็นเด็กเอาแต่ใจเหมือนเดิม!
ท่านผู้เฒ่ากำลังจะอ้าปากตำหนิ แต่คำพูดกลับติดอยู่ในลำคอ เมื่อเห็นหลานชายจอมดื้อลงมือปอกเปลือกกุ้ง แล้ววางเนื้อกุ้งขาวอวบลงในชามของซู่เป่าอย่างตั้งใจ
“จะเป็นยังไง ก็งั้น ๆ แหละครับ!” จื่อซีตอบปู่ด้วยท่าทางยวนประสาทเหมือนเดิม “คุณปู่ว่าง ๆ ก็หัดออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้างสิครับ จะได้ไม่แก่เซ็ง!”
เขายังคงมีท่าทางน่าโดนตีไม่เปลี่ยน ปากก็ยังคงบ่นน้องสาวไม่หยุด “เพิ่งกินมาตั้งเยอะ ยังจะกินลงอีกเหรอ? ระวังจะอ้วนตายเข้าสักวันเถอะ”
ปากน่ะบ่นรำคาญราวกับไม่อยากทำ… แต่มือกลับไม่ซื่อสัตย์ซะเลย เพราะเขายังคงตั้งหน้าตั้งตาปอกกุ้งให้น้องสาวต่อไปไม่ยอมหยุดแม้แต่วินาทีเดียว!