ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 216 คุณนายผู้เฒ่าซูเกิดเรื่อง!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 216 คุณนายผู้เฒ่าซูเกิดเรื่อง!
บทที่ 216 คุณนายผู้เฒ่าซูเกิดเรื่อง!
ซูจื่อซีขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที แต่เพราะรู้สึกว่าการทำตัวอ่อนแอแบบนี้มันดูน่าเวทนาเกินไป เขาจึงรีบผลักซู่เป่าออกแก้เก้อ
ซูเหอเวิ่นนิ่งนึกตามจนนึกขึ้นได้ว่า ตอนเขายังเด็กมาก มีครั้งหนึ่งที่อาสะใภ้รองกับคุณย่าทะเลาะกันอย่างรุนแรง เป็นช่วงที่น้องสาวหานหานเพิ่งเกิดพอดี ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงที่คุณอาจิ่นอวี้หายตัวไป และคุณย่าก็ป่วยหนักจนเริ่มต้องนั่งรถเข็น
เขาจำได้เพียงว่าซูจื่อซีขังตัวเองอยู่ในห้องนานหลายวัน และล็อกประตูแน่นหนาไม่ยอมกินข้าว คุณย่าพยายามยกสำรับขึ้นไปส่งให้ถึงชั้นบน แต่ผลคืออาสะใภ้รองกลับตำหนิคุณย่าว่ากำลังตามใจซูจื่อซีจนเสียคน
เธอยังประกาศกร้าวว่าลูกของเธอ เธอจะสั่งสอนเอง แม่สามีไม่ควรเข้ามายุ่งเรื่องภายในครอบครัวลูกสะใภ้
ตั้งแต่นั้นมา คุณย่าก็ย้ายไปอยู่ที่สถานพักฟื้นและไม่กลับมาอีกเลย เดิมทีตั้งใจว่าพักฟื้นเสร็จจะกลับบ้าน แต่หลังจากนั้นท่านกลับเป็นอัมพาตนอนติดเตียงจนลุกขึ้นไม่ได้อีก
“ฉันจำได้ว่าเคยไปเคาะประตูเรียกนายนะ แต่นายไม่เปิด แถมยังไล่ฉันให้ไปพ้น ๆ อีก” ซูเหอเวิ่นพูดพลางขมวดคิ้ว
ตอนนั้นเขาไม่รู้จริง ๆ ว่าซูจื่อซีตกจากชั้นสองจนบาดเจ็บ เพราะอาสะใภ้รองบอกทุกคนว่าเขาแค่เป็นหวัดและแกล้งออเซาะเผื่อแย่งความรักไปจากน้องหานหาน เธอสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าไปยุ่ง โดยอ้างเหตุผลว่าลูกชายต้องเลี้ยงอย่างเข้มงวด ส่วนลูกสาวต้องเลี้ยงอย่างตามใจ เด็กผู้ชายต้องฝึกให้ใจแข็ง แม่ใจอ่อนมักทำลูกเสียคน
ซูจื่อซีเบือนหน้าหนีด้วยความรำคาญ “ฉันจะเปิดทำไม? ถ้าห่วงกันจริงพวกนายคงงัดประตูเข้ามาแล้ว สรุปคือพวกนายก็ไม่ได้สนใจฉันอยู่ดี!”
ซูเหอเวิ่นถึงกับอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ถูก
ตอนนั้นอาห้าบอกเขาว่า ยังไงจื่อซีก็เป็นลูกแท้ ๆ อาสะใภ้รองไม่มีทางทอดทิ้งลูกตัวเองแน่ ซูเหอเวิ่นในตอนนั้นที่ถวิลหาความรักจากแม่จึงเชื่อ
ใครจะไปรู้ว่าความจริงมันกลับตาลปัตร…
“อย่างน้อยนายก็ยังมีแม่นะ พวกเรายังไม่มีเลย” เขาเม้มปากแน่นแล้วพูดเสียงแข็ง
ซูจื่อซีสวนกลับทันควัน “มีแบบนั้น… ฉันยอมไม่มีซะยังดีกว่า”
ซู่เป่าที่กำลังถือยาแดงทาแผลให้พี่ชายพลางปลอบใจ “พอแล้วค่ะ! ห้ามพูดแบบนี้อีกนะ! พี่จื่อซีคะ ถ้าพี่ยังไม่อยากให้อภัยก็ไม่เป็นไร รอจนกว่าพี่จะรู้สึกว่าทำใจได้แล้วค่อยว่ากัน ตกลงไหม?”
เสียงอ่อนหวานของซู่เป่าให้ความรู้สึกอบอุ่น เด็กน้อยพูดพร่ำปลอบโยนเลียนแบบสำนวนของคุณนายผู้เฒ่าซู “ความทุกข์ยากในอดีตก็เหมือนปีศาจร้ายตัวใหญ่ ตอนนี้ปีศาจถูกเอาชนะแล้ว ต่อไปทุกวันจะเป็นวันที่ดีค่ะ”
“พ่อเคยบอกว่า แม้แสงอาทิตย์เล็กน้อยแค่ไหน เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะเก็บรวบรวมมันไว้นะ!”
ซู่เป่ามองโลกในแง่ดีพร้อมกับตั้งใจทาครีมให้พี่ชายด้วยความระมัดระวัง ซูจื่อซีนิ่งเงียบ ทำเพียงส่งเสียงในลำคอ แต่พอเหลือบไปเห็นกระจกเขาก็ถึงกับอึ้ง “นี่เธอทายาให้ฉันสภาพนี้เหรอ?”
ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้เปื้อนยาสีแดงไปทั่ว แถมผมเผ้ายังยุ่งเหยิงจากการทะเลาะกับซูเหอเวิ่น มองเผิน ๆ เหมือนผีไม่มีผิด!
“นั่นไง! ฉันบอกแล้วว่านายโดนผีเข้า!” ซูเหอเวิ่นสบถออกมาพลางกระโดดลงจากโซฟา
ทั้งสองทะเลาะกันต่ออีกพักใหญ่ แม้ปากจะด่าว่าโง่ แต่ความสัมพันธ์กลับดูสนิทสนมกันมากขึ้นกว่าเดิม
ก่อนนอน ซู่เป่านอนคว่ำบนเตียงแล้วยื่นมือไปแหย่เจ้าเต่าใต้เตียง “คุณปู่เต่าคะ ทำไมการเป็นพ่อแม่คนถึงไม่ต้องสอบล่ะ? พี่หานหาน พี่เหอเวิ่น ทุกคนต้องสอบกันหมด แล้วทำไมคนเป็นพ่อแม่ถึงไม่ต้องสอบความพร้อมก่อนบ้าง?”
เด็กน้อยนึกถึงอาสะใภ้รองและพ่อตระกูลหลินที่เห็นชัดว่าสอบไม่ผ่าน พ่อแม่ที่ไร้คุณภาพไม่ควรจะมีลูกได้ตามใจชอบสิ แต่ทำไมความจริงถึงไม่เป็นอย่างนั้น?
เจ้าเต่าโผล่หัวและขาออกมา เพราะไม่มีนกแก้วมาคอยจิกหัวมันแล้ว แต่มันก็ไม่อาจตอบคำถามอันลึกซึ้งนี้ของซู่เป่าได้
หลังเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างผ่านพ้นไป ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานตามปกติ เมื่อส่งเด็ก ๆ ขึ้นรถโรงเรียนแล้ว คุณนายผู้เฒ่าซูก็เริ่มฝึกฝนร่างกายอย่างขันแข็ง หวังว่าจะกลับมาลุกขึ้นยืนได้โดยเร็ว
แต่แปลกช่วงหลายวันมานี้ ยิ่งเธอฝึก ขากลับยิ่งอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ
ขณะกำลังพยายามลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นร่างกายก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ศีรษะกระแทกเข้ากับขอบอิฐในแปลงดอกไม้
“คุณยาย…!”
ความวุ่นวายโกลาหลเกิดขึ้นทันทีในคฤหาสน์ตระกูลซู ซู่เป่าเพิ่งทราบเรื่องตอนเลิกเรียนว่าคุณยายล้มจนต้องส่งเข้าโรงพยาบาล เธอรีบเดินทางไปหาพร้อมมู่กุยฝานพลางถามด้วยความกังวล “คุณยายบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล ทำไมถึงไม่มีใครบอกหนูเลยคะ?”
“ลูกยังอยู่ในโรงเรียนน่ะ” มู่กุยฝานเร่งความเร็วรถ เขาตอบเพียงสั้น ๆ เพราะคิดว่าเด็กตัวเล็กคงช่วยอะไรไม่ได้มาก
“ทำไมคุณยายถึงล้มล่ะคะ?”
“ท่านล้มตอนกำลังฝึกเดิน”
ซู่เป่าชะงักไปครู่หนึ่ง “คุณยายฝึกหนักตลอดเลยเหรอคะ?” มู่กุยฝานตอบรับเบา ๆ ก่อนเห็นซู่เป่าที่นั่งเบาะหลังเริ่มแสดงอาการโกรธจนแก้มป่อง
“เป็นอะไรไปลูก?” เขาถามอย่างสงสัย
“ตอนที่หนูกับพี่จื่อซีจะขึ้นเครื่องบิน หนูบอกแล้วไงคะว่าคุณยายห้ามฝึกหนัก ทำไมไม่มีใครฟังหนูเลย!”
มู่กุยฝานเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวเคยเตือนเรื่องนี้จริง ๆ แต่ตอนนั้นทุกคนมัวแต่กังวลเรื่องเด็กสองคนออกเดินทางไกล ประกอบกับผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าเมื่อลุกขึ้นยืนได้แล้ว ต้องรีบฝึกเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อและเส้นประสาท คุณยายซูเองก็กำลังตื่นเต้นที่กลับมายืนได้ ทุกคนจึงหลงลืมคำเตือนของซู่เป่าไปเสียสนิท
“น่าจะไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นมั้งลูก? ผู้เชี่ยวชาญที่สถานพักฟื้นบอกว่าพอยืนได้แล้วควรเดินให้มากหน่อยนะ”
ซู่เป่าสวนกลับทันควันด้วยความโมโห “หนูต่างหากที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ!”
ชายหนุ่มมองว่าซู่เป่าคงแค่พูดเพราะความกังวล แม้ที่ผ่านมาเธอจะนวดให้คุณยายจนดีขึ้น แต่การที่คุณยายลุกขึ้นยืนได้หลังจากผ่านไปห้าปี ทุกคนเชื่อว่าเป็นผลจากการฟื้นฟูทางการแพทย์มากกว่า
เมื่อถึงโรงพยาบาล คุณยายซูยังคงนอนสลบไสล ศีรษะพันผ้าขาว หลังผ่าตัดภาวะเลือดออกในสมองเล็กน้อย ซู่เป่าเข้าไปกุมมือคุณยายพลางร้องเรียกเสียงสั่น “คุณยายคะ…”
ขณะนั้นมีหมอหลายคนเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นคือหมออาวุโสเคราขาวจากสถานพักฟื้น เขาสั่งให้ญาติออกไปข้างนอกเพราะไม่ต้องการให้รบกวนคนไข้ ก่อนหันไปหารือกับหมอคนอื่น “คุณนายผู้เฒ่าทำกายภาพกับเรามาตลอด การที่ท่านยืนได้กระทันหันพิสูจน์ว่าวิธีของเราได้ผล ผมจึงสนับสนุนให้ท่านขยันฝึกฝนร่างกาย แต่อาจเป็นเพราะท่านรีบร้อนเกินไปถึงได้เกิดอุบัติเหตุล้มลงแบบนี้”
หมอคนอื่น ๆ ต่างพากันพยักหน้าเห็นพ้อง “ผลซีทีสแกนสมองแสดงให้เห็นชัดเจนครับว่าคนไข้มีจุดเลือดออกในสมอง”
หมอที่มีหนวดเคราสีขาวพยักหน้าสำทับมั่นใจ “ใช่ครับ และดูเหมือนจะเป็นปัญหาเรื้อรังจากอาการเก่าด้วย แต่ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว ผมเป็นคนดูแลเคสฟื้นฟูของเธอมาตลอด ย่อมเข้าใจอาการของเธอดีที่สุด ตอนนี้คนไข้แค่ต้องการเวลาพักผ่อนให้เต็มที่ ยังไม่ควรไปปลุกหรือรบกวนท่านในตอนนี้”
“?” ซู่เป่าถึงกับขมวดคิ้วมุ่นพลางเอียงคอสงสัย
‘พักผ่อนเหรอ? ไม่ควรปลุกเหรอ?’
ในสายตาของคนทั่วไปอาจเห็นแค่นั้น แต่สำหรับซู่เป่าที่มองเห็นลึกซึ้งกว่านั้น เธอกลับสัมผัสได้ถึงบางอย่างไม่ชอบมาพากล…