ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 217 ซู่เป่าปะทะผู้เชี่ยวชาญอาวุโส
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 217 ซู่เป่าปะทะผู้เชี่ยวชาญอาวุโส
บทที่ 217 ซู่เป่าปะทะผู้เชี่ยวชาญอาวุโส
มู่กุยฝานสังเกตเห็นสีหน้าของซู่เป่าจึงถามขึ้น “มีอะไรหรือเปล่า?”
ซู่เป่าส่ายหน้าเบา ๆ จ้องมองหมอชราด้วยสายตาจริงจัง “คุณปู่คนนี้พูดไม่ถูกค่ะ”
ในตำราที่อาจารย์เคยสอนไว้ การจะช่วยให้คุณยายกลับมาหยัดยืนได้อีกครั้งนั้น ขั้นแรกต้องนวดเฟ้นอย่างถูกวิธีเพื่อให้เส้นลมปราณค่อย ๆ ฟื้นตัว และในช่วงนี้ห้ามรีบร้อนลุกขึ้นยืนเด็ดขาด ต้องรอจนถึงเวลาเหมาะสม และฝังเข็มต่อเนื่องอีกระยะหนึ่งจึงจะเริ่มฝึกเดินได้
เด็กน้อยรู้สึกว่าผู้เชี่ยวชาญคนนี้พูดผิดไปหมดทุกเรื่อง ตอนควรพักกลับให้เดินเสียมาก ตอนนี้คุณยายผ่าตัดเสร็จและควรจะตื่นได้แล้ว แต่กลับบอกว่าห้ามปลุก?
เมื่อเห็นเด็กน้อยบังอาจวิจารณ์ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสก็ขมวดคิ้วมุ่น แต่เขาก็แสร้งทำเป็นไม่ถือสาเด็กเพื่อรักษามาดผู้ใหญ่ใจกว้าง
“แต่คุณนายผ่านการผ่าตัดมาสองชั่วโมงแล้ว ปกติก็สามารถปลุกได้แล้วนะครับ” แพทย์ประจำแผนกเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ
“คุณนายซูพักฟื้นที่ศูนย์ของผมมาห้าปีเต็ม คุณจะมารู้ดีไปกว่าพวกเราได้อย่างไร?” ชายชราสวนกลับทันควันจนแพทย์คนนั้นหน้าถอดสี “เคสนี้มีอาการพิเศษ เมื่อห้าปีก่อนเคยมีเลือดออกในสมอง หากปลุกเร็วเกินไปความดันในกะโหลกศีรษะจะสูงเกินพิกัด… บลา ๆ ๆ…”
เขายังคงร่ายยาววิเคราะห์อาการด้วยท่าทางไพล่หลังข้างหนึ่ง อีกข้างก็ชี้โน่นชี้นี่ราวกับเป็นผู้กุมชะตาชีวิตคนไข้ ซู่เป่าเบ้ปากใส่คนขี้โม้พลางเอนตัวไปกระซิบข้างหูคุณยาย “คุณยายขา… คุณยาย… ตื่นได้แล้วนะ!”
“คุณยายเป็นแมวขี้เซาแอบนอนตื่นสายหรือเปล่าคะเนี่ย? ถ้ายังไม่ยอมตื่นอีก ซู่เป่าจะปล่อยตดเหม็น ๆ ใส่จริง ๆ ด้วยนะ!”
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสใบหน้าบึ้งตึงถึงขีดสุด เขาหันไปตะคอกใส่แพทย์ประจำแผนก “บอกแล้วไงว่าห้ามรบกวนคนไข้! ไม่ได้ยินหรือไง? เชิญญาติออกไปเดี๋ยวนี้ ทำตัววุ่นวายไม่ฟังคำสั่งแพทย์แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน!”
“หรือจะให้ผมเป็นฝ่ายเชิญคุณออกไปแทนดีล่ะ?” มู่กุยฝานเงยหน้าขึ้นจ้องมองหมอชราด้วยสายตาเย็นเยียบ
“คุณหมายความว่ายังไง?” ผู้เชี่ยวชาญขมวดคิ้ว ในใจยิ่งดูแคลนมู่กุยฝานหนักกว่าเดิม เพราะได้ยินมาว่าเป็นเพียงบุตรเขยที่เข้ามาอาศัยใบบุญตระกูลซูเลี้ยงชีพไปวัน ๆ
มู่กุยฝานหัวเราะเยาะในลำคอ “เสียงลูกสาวผมยังไม่ดังเท่าเสียงตวาดของคุณเลย ถ้าคุณกลัวเสียงรบกวนจริงๆ คนที่ควรไสหัวออกไปก่อนก็น่าจะเป็นพวกคุณมากกว่านะ!”
“พวกเรากำลังหารือเรื่องอาการป่วย ซึ่งทำไปก็เพราะหวังดีต่อคุณนายซูทั้งนั้น!” หมอชราโกรธจนหน้าสั่น
มู่กุยฝานชี้ไปยังประตู “ถ้าจะหารือเรื่องอาการ ทำไมไม่ไปทำในห้องทำงานหมอล่ะ?”
ชายชราอึ้งจนพูดไม่ออก มู่กุยฝานไม่แยแสจะเสวนากับเขาต่อ แม้ตอนอยู่บนรถเขาจะไม่ได้ใส่ใจนักที่ซู่เป่าบอกว่าตัวเองคือผู้เชี่ยวชาญ แต่เขาก็แยกแยะสถานการณ์ตรงหน้าได้ชัดเจนว่าใครกันแน่ ที่ทำตัวไร้สาระ
ในตอนนั้นเอง ซูอี้เชินก็รีบตามมาสมทบ เขาเพิ่งเสร็จจากงานหน้าหน้าที่ของตนพอดี เมื่อเห็นซู่เป่า เขาก็นึกถึงคำเตือนของหลานสาวขึ้นมาทันที จึงหันไปถามผู้เชี่ยวชาญอาวุโส “ผู้อำนวยการอวี๋ครับ คุณแม่ของผมล้มเพราะการฝึกที่ไม่เหมาะสมหรือโหมฝึกหนักเกินไปหรือเปล่า?”
คำถามนี้ทำเอาผู้อำนวยการอวี๋เดือดดาลอีกรอบ “คุณหมอซูพูดแบบนี้หมายความว่ากำลังตั้งคำถามกับความสามารถของผมงั้นเหรอ? สถานพักฟื้นของเราคือแนวหน้าระดับประเทศ และผมเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่ง! ถ้าห้าปีนี้ไม่ใช่เพราะพวกเรา คุณคิดว่าคุณนายซูจะฟื้นตัวมาได้ถึงขนาดนี้หรือ?”
ซูอี้เชินเงียบไป
“ต้องรู้ไว้ว่าคนไข้แบบคุณนายซู 99.99% ไม่มีทางกลับมายืนได้อีก แต่ทำไมท่านถึงทำได้ล่ะ?” หมอชราพูดด้วยท่าทีโอ้อวด
“ก็เพราะหนูนวดขาให้คุณยายทุกวันไงล่ะคะ!” ซู่เป่าแทรกขึ้นมาทันที
ผู้อำนวยการอวี๋ถึงกับขำพรืดพร้อมสายตาเหยียดหยาม “นวดขาแค่นั้นจะยืนได้? ช่างน่าขันสิ้นดี!”
ซู่เป่าไม่ยอมแพ้ “ก็ใช่น่ะสิ! คุณปู่อยากบอกว่าที่คุณยายลุกขึ้นได้ เป็นผลงานของพวกคุณคนเดียวเลยว่างั้น? ถ้าอยากอวยตัวเองก็พูดออกมาตรง ๆ สิคะ แล้วพอหนูพูดความจริงก็ไม่ให้พูด แบบนี้เรียกว่าอ้อมเกลียวจริง ๆ เลย!”
มู่กุยฝานแอบแก้ให้เบา ๆ “อ้อมค้อมจ้ะลูก ไม่ใช่อ้อมเกลียว”
“นั่นแหละค่ะ อ้อมค้อมสุด ๆ ไม่มีความจริงใจเลยสักนิด!” เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก
ผู้อำนวยการอวี๋โกรธจนลมแทบจับ “ที่คุณนายลุกขึ้นได้ นั่นพิสูจน์ว่าแผนฟื้นฟูของผมมันถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ เด็กอย่างเธอจะมารู้อะไร?”
ซู่เป่าทำเสียงฮึในลำคอ “สะท้อนกลับค่ะ! คุณปู่แก่อย่างคุณนั่นแหละจะรู้อะไร? ยังไงหนูก็จะเรียกคุณยายให้ตื่นตอนนี้แหละ!”
ซูอี้เชินรีบเข้ามาช่วยปรับบรรยากาศ “ผ่านไปสองชั่วโมงแล้ว ผมว่าเราลองปลุกดูหน่อยก็น่าจะดีนะครับ”
ผู้อำนวยการอวี๋เห็นว่าไม่มีใครฟังคำเตือนของตนก็หัวเราะเยาะ “ตามใจ! การผ่าตัดสมองแบบนี้ควรให้คนไข้ฟื้นเองตามธรรมชาติสักวันสองวัน พวกคุณอยากฝืนปลุกตอนนี้ก็เชิญเลย แต่ถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อนอะไรขึ้นมา ก็อย่ามาแบกหน้าขอความช่วยเหลือจากผมแล้วกัน!”
ซู่เป่ายังคงใจเด็ด เธอเอ่ยสวนขึ้นทันที “ไม่ขอแน่นอนค่ะ!”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบ แพทย์คนอื่น ๆ พยายามทำตัวลีบเล็กเพราะไม่อยากโดนลูกหลงจากความดื้อรั้นของผู้อำนวยการ เขาเตรียมจะสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปด้วยความแค้นเคือง ในใจกลับหวังให้คุณนายซูฟื้นมาแล้วอาการทรุด พวกตระกูลซูจะได้สำนึกเสียที!
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวพ้นประตู เขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นคุณนายซูขยับตัวเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาจริง ๆ…
ผู้อำนวยการอวี๋ยืนจดจ้องอย่างไม่วางตา เขากำลังรอให้คุณนายซูมีอาการคลุ้มคลั่ง เพราะตามทฤษฎีแล้วหลังการผ่าตัดสมอง หากความดันในกะโหลกศีรษะสูงเกินไปจากการถูกปลุกก่อนเวลา คนไข้มักจะแสดงอาการกระสับกระส่ายหรือเพ้อคลั่งออกมา
แต่ภาพที่เห็นกลับตรงกันข้าม ริมฝีปากของคุณนายซูขยับพึมพำแผ่วเบา “ซู่เป่าจ๊ะ… เด็กน้อยที่น่ารักของยาย หนูมาแล้วเหรอลูก…”
ซู่เป่าดีใจจนเนื้อเต้นจึงรีบเอนตัวเข้าไปหาคุณยายทันที “ค่ะ! ถ้าซู่เป่าไม่มาปลุก คุณยายก็คงจะนอนหลับปุ๋ยไปอีกนานเลยนะเนี่ย!”
คุณนายซูคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง “ยายทำให้ซู่เป่าต้องเป็นห่วงเสียแล้ว ยายมันแก่แล้วจริง ๆ ไม่มีประโยชน์เลย แค่เดินยังล้มได้…”
ซู่เป่าส่ายหน้าหวืดพลางทำดุใส่ “ไม่ใช่นะคะ! เป็นเพราะคุณยายไม่ควรออกกำลังกายหนักตั้งแต่แรกต่างหาก คุณยายไม่เชื่อฟังซู่เป่าเลย ไม่ยอมฟังกันบ้างเลยนะคอยดูสิ”
คุณนายซูหลุดหัวเราะขำในความช่างเจรจาของหลานสาว “จ้ะ ๆ ยายผิดไปแล้ว”
“งั้นตกลงกันนะคะ พอคุณยายออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านแล้ว ห้ามไปเดินออกกำลังกายแบบนั้นอีกนะ!” ซู่เป่ากำชับเสียงแข็ง
คุณนายซูพยักหน้ารับคำว่าง่าย
ส่วนผู้อำนวยการอวี๋ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับหน้าถอดสี
ทำไมถึงคุยกันได้ปกติขนาดนี้? นี่มันไม่ใช่แค่การเถียง แต่มันคือการตบหน้าเขาฉาดใหญ่ชัด ๆ!
เขาอุตส่าห์ประกาศกร้าวว่าการปลุกคุณนายซูตอนนี้ จะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ แต่ภาพตรงหน้าคือยายหลานคุยกันกระหนุงกระหนิง เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางโพล่งออกมา “พวกคุณสังเกตให้ดีเถอะ สภาพของคุณนายตอนนี้มันผิดปกติมาก เดี๋ยวแรงดันในหัวจะต้องเพิ่มขึ้นกะทันหันแน่ ๆ!”
เขายังคงฝังใจกับเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนที่คุณนายซูเคยเป็นแบบนี้ หลังจากปลุกแล้วความดันในกะโหลกศีรษะพุ่งสูงจนคนไข้เกิดอาการคลุ้มคลั่งตื่นเต้น จนส่งผลให้เลือดออกซ้ำและกลายเป็นอัมพาตในที่สุด
ครั้งนี้เขามั่นใจว่ามันก็คงไม่ต่างกัน! “ตอนนี้ก็ดูดีอยู่หรอก รอดูเถอะ… ไม่เกินห้านาทีนี้ รับรองว่าได้คลุ้มคลั่งอาละวาดแน่นอน!”