ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 224 คนชั่วต้องได้รับกรรม
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 224 คนชั่วต้องได้รับกรรม
บทที่ 224 คนชั่วต้องได้รับกรรม
ฟานเฉียวจวนเกือบกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ เธอรีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นชายชราในชุดผ้าสีดำโบราณคนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าและจ้องมองเธอเขม็ง เขาถือไม้เท้าในมือ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดราวกับขี้ผึ้ง
คนแก่คนนี้ดูคุ้นตาเล็กน้อย เหมือนเธอเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน แต่ด้วยความโมโหเธอจึงไม่ได้คิดอะไรมาก เข้าใจว่าเป็นเพียงคนแก่แถวบ้านที่เดินออกมาสุ่มสี่สุ่มห้า
“บ้าหรือไง! ดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอนมายืนขวางทางอยู่ได้!” เธอจึงแผดเสียงด่าลั่น
หญิงสาวด่าไปพลางตบหน้าอกปลอบขวัญตัวเองไปพลาง เมื่อกี้เธอตกใจจนเท้าพลิก ยิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล “อายุจะเจ็ดแปดสิบอยู่แล้วยังออกมาเดินเพ่นพ่านตอนดึก รีบ ๆ ไปลงโลงตายซะเถอะ!”
เธอเกาะราวบันไดค่อย ๆ พยุงตัวเดินขึ้นไป เมื่อเดินผ่านชายชราคนนั้น เธอยังไม่วายกระแทกเสียงด่าอีกประโยค “หลีกไป! อย่ามาขวางทาง” ชายชราคนนั้นค่อย ๆ หลีกทางให้เธออย่างเชื่องช้า
ฟานเฉียวจวนพร่ำด่าสาปแช่งไปตลอดทางเดินขึ้นบันได บ้านเธออยู่ชั้นห้า ขาที่ถูกทำร้ายมาก็เจ็บจนแทบขาดใจแต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงร้อง ได้แต่ปีนขึ้นไปทีละชั้นด้วยความคับแค้น ทว่าเมื่อเธอเดินมาถึงหัวมุมบันไดชั้นสาม เธอก็ต้องชะงักกึกเมื่อเห็นคนแก่อีกคนยืนจ้องเธออยู่ตรงทางขึ้นบันได
คราวนี้เป็นยายแก่คนหนึ่ง และเกินไปกว่านั้นคือยายแก่คนนี้สวมชุดขาวโพลนไปทั้งตัวจนเธอขวัญเสียรอบสอง
“แม่งเอ๊ย! พวกคนแก่ ตายไปแล้วหรือไงถึงได้ใส่ชุดไว้ทุกข์เดินร่อนแบบนี้!” เธอด่ากราดอย่างไม่ไว้หน้า วันนี้เธอถูกประจานจนป่นปี้ไปทั้งโลกออนไลน์แล้ว เธอจึงไม่สนที่จะแสร้งทำตัวเป็นคนดีอีกต่อไป
ขณะเดินผ่านยายแก่คนนั้น เธอเหลือบมองด้วยความระแวง แล้วเธอก็ต้องใจหายวาบเมื่อพบว่ายายแก่คนนั้นกำลังยืนเขย่งโดยเอาเพียงปลายเท้าแตะพื้นอยู่…
หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวราวกับกลองรบ
คนแก่คนหนึ่งจะมายืนด้วยปลายเท้าได้มั่นคงขนาดนั้นได้อย่างไร?
เธอรีบหันกลับไปมองด้านหลัง พบว่าชายชราคนเมื่อกี้ไม่รู้ว่าตามขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น! เธอเริ่มหวาดกลัวจนตัวสั่น คุณตาคนนั้นขึ้นมาตอนไหน ทำไมถึงไม่มีเสียงฝีเท้าหรือเสียงไม้เท้ากระทบพื้นเลยสักนิด!
เหงื่อเย็นผุดซึมจนชุ่มแผ่นหลัง ความกลัวกระตุ้นปาฏิหาริย์ให้เธอลากขาที่กะเผลกวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เธอต้องกลับบ้านให้ได้! ฟานเฉียวจวนหวังเพียงว่าจะไม่เห็นใครยืนอยู่ข้างบนอีก แต่ยิ่งกลัวก็ยิ่งเจอ เธอยังไม่ทันถึงชั้นสี่ ก็เห็นคนแก่อีกคนยืนรออยู่ตรงทางขึ้นเสียแล้ว
คราวนี้คนแก่คนนั้นสวมชุดคนไข้ของโรงพยาบาล…
ใครกันที่กลับบ้านแล้วยังใส่ชุดแบบนี้? วินาทีนั้นฟานเฉียวจวนตระหนักได้ทันทีว่าเธอเห็นผีเข้าให้แล้ว!
เธอนึกออกแล้วว่าคนแก่คนนี้คือใคร… นี่คือคนไข้มะเร็งปอดเพิ่งผ่าตัดคราวแล้วไม่ใช่หรือ?
หญิงสาวผงะถอยหลังด้วยความสยองขวัญ แต่กลับมีเสียงแผ่วเบาดังขึ้นข้างหู “เหยียบฉันแล้วนะ…”
เธอหันไปมองจนคอแทบเคล็ดและพบว่าชายหญิงชราคู่ก่อนหน้ามายืนชิดหลังเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้! พอจะวิ่งหนีขึ้นไป หันกลับไปอีกที คนแก่ในชุดคนไข้ก็มายืนติดหน้าเธอเสียแล้ว!
“คุณจวน… ฉันต้องไอเอาเสมหะออก… ฉันทรมานมาก ช่วยฉันหน่อย…” เขาพูดเสียงแผ่วพลางส่งกลิ่นเหม็นคาวชวนสะอิดสะเอียนออกมา
ฟานฉียวจวนจำได้แม่นยำ คนแก่คนนี้หมอกำชับว่าต้องช่วยเขาไอเอาเสมหะออกบ่อย ๆ และต้องระวังแผลผ่าตัดให้มาก ‘ใครจะไปทำไหวกันล่ะ? ไม่เหนื่อยตายเหรอ?’
หลังจากวันแรกเธอก็เริ่มขี้เกียจ เสมหะที่ไอออกมาก็ไม่เคยเททิ้ง พอหมอหรือญาติมาถามเธอก็โกหกว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว จนวันที่สามคนแก่เริ่มไอหนักขึ้นและปลุกเธอตอนดึก
คนดูแลที่นอนหลับไม่เต็มอิ่มจึงเกิดอารมณ์โมโห เธอแก้แค้นด้วยการบีบสายสวนปัสสาวะจนน้ำไหลย้อนกลับ วันรุ่งขึ้นคนแก่ก็เสียชีวิตจากการติดเชื้อเฉียบพลัน ซึ่งทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องปกติของการติดเชื้อหลังผ่าตัด
‘ร้องนักใช่ไหม ดูซิว่าจะยังร้องได้อีกหรือเปล่า!’…เธอจำได้ว่าเธอเคยเยาะเย้ยประโยคนี้ตอนศพถูกหามออกไป
“อ๊า……!” หญิงสาวกรีดร้องสุดเสียงแล้ววิ่งหนี แต่ไม่ว่าวิ่งเท่าไหร่เธอก็ไปไม่ถึงชั้นห้าเสียที เธอวนเวียนอยู่ที่ชั้นสามและชั้นสี่สลับกันไปมา และทุกหัวมุมบันไดจะมีคนแก่คอยยืนดักทางเธอไว้
จากสามคนเพิ่มเป็นห้าคน แปดคน สิบคน… จนเธอหมดแรงขาจนแทบเป็นอัมพาต เธอขดตัวสั่นงันงกอยู่ตรงมุมบันได “อย่าเข้ามา! พวกคุณอย่าเข้ามานะ!”
ในขณะที่สิ้นหวัง จู่ ๆ เธอก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่บนบันไดชั้นสาม ซู่เป่า!
“คุณหนูซู่เป่าช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” ฟานเฉียวจวนทั้งกลิ้งทั้งคลานพยายามลงไปหาซู่เป่าแต่ก็เข้าใกล้ไม่ได้เลย ซู่เป่าเม้มปากมองเธอแล้วถามเรียบ ๆ “หนี้มีเจ้าของ ความแค้นมีต้นตอ คุณปู่คุณย่าพวกนี้มาหาคุณ เพราะคุณเป็นคนทำให้พวกเขาตาย ทำไมคุณถึงทำแบบนั้น? พวกท่านมีเรื่องบาดหมางกับคุณเหรอคะ?”
หญิงสาวหน้าซีดสลับเขียว เหงื่อโชกตัวจนดูน่ากลัว “ไม่มี… ไม่มีความแค้นเลย…”
“แล้วทำไมถึงเอาอุจจาระมาใส่ให้ฉันกิน แล้วเอาหมอนมาอุดจนฉันตายล่ะ?” คุณยายในชุดขาวเอ่ยเสียงแผ่ว
ฟานเฉียวจวนสั่นสะท้านด้วยความสิ้นหวัง “ฉันไม่ได้ตั้งใจ! ฉันแค่เหนื่อยเกินไป… ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายจริง ๆ นะ”
ซู่เป่าเม้มปากแน่น… ‘ทำให้คนอื่นตายแล้วยังกล้าบอกว่าไม่มีเจตนาร้ายงั้นเหรอ?’
ฟานเฉียวจวนร้องไห้ฟูมฟาย “เพราะคนแก่ดูแลยากเหลือเกิน ฉันเหนื่อยมากแต่ฉันต้องหาเงินเลี้ยงตัวเองนะ…” เธอเริ่มพล่ามว่าคนแก่ติดเตียงเป็นภาระของลูกหลาน ทุกครอบครัวย่อมอยากปลดเปลื้องภาระนี้ เธอจึงลงมือฆ่าคนแก่เหล่านั้นโดยคิดเอาเองว่าลูกหลานคงแอบขอบคุณเธอด้วยซ้ำ!
ซู่เป่าหน้าเครียดขรึม “คุณอยากหาเงินเลี้ยงตัวเองก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำร้ายคุณปู่คุณย่าให้ตาย! อีกอย่าง ลูกหลานของพวกท่านก็คงไม่ได้หวังให้ท่านจากไปหรอก”
“ตอนแรกฉันก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ มีรุ่นพี่สอนฉันมา… ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายจริง ๆ นะ ไม่ได้มีจริง ๆ!” เมื่อเห็นซู่เป่านิ่งไป เธอจึงหันไปตะโกนใส่เหล่าดวงวิญญาณตรงหน้า
“พวกคุณตายไปลูก ๆ ก็พ้นทุกข์! มีชีวิตอยู่แต่เคลื่อนไหวไม่ได้มันก็แค่ภาระ สู้ตายไปไม่ดีกว่าเหรอ? ฉันทำไปก็เพราะหวังดีกับลูกหลานพวกคุณทั้งนั้น!”
ซู่เป่าไม่สามารถทำความเข้าใจตรรกะวิบัติของเธอได้เลย ผีว่าน่ากลัวแล้ว แต่จิตใจของมนุษย์บางคนกลับน่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก เด็กน้อยเม้มปากแน่น จู่ ๆ ก็รู้สึกไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป
ตามจริงแล้ว หน้าที่ของซู่เป่าควรจะเป็นการเอ่ยปากบอกให้วิญญาณเหล่านี้ยอมปล่อยวาง และจากไปเสียที ไม่ควรวนเวียนสถิตอยู่ในตึกแห่งนี้ต่อไป แต่ในยามนี้ เด็กน้อยกลับมีความรู้สึกอยากเป็นฝ่ายเดินจากไปเสียเอง
ซู่เป่าเมื่อคิดสิ่งใดก็ลงมือทำทันที จึงตัดสินใจหันหลังเดินลงบันไดไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง
ฟานเฉียวจวนเห็นดังนั้นก็หวาดกลัวจนถึงขีดสุด เธอพยายามกระเสือกกระสนกลิ้งลงมาตามขั้นบันไดตามมา “คุณหนูซู่เป่า! คุณหนูซู่เป่า!”
“ขอร้องละ อย่าไปเลย! ช่วยฉันด้วย!”
“คุณหนูซู่เป่า ช่วยฉันที! คุณจะใจดำอำมหิต เห็นคนกำลังตายต่อหน้าต่อตาแล้วไม่ช่วยเลยหรือไง?!”
“อ๊ากกกกก!”
ซู่เป่าเดินลงมาถึงข้างล่าง ก็พบว่ามู่กุยฝานกำลังยืนรอเธออยู่ด้วยความสงบ
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมานก็ดังระงมลงมาจากข้างบนตึกไม่ขาดสาย…