ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 226 ผู้ดูแลคนไข้ใจชั่ว
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 226 ผู้ดูแลคนไข้ใจชั่ว
บทที่ 226 ผู้ดูแลคนไข้ใจชั่ว
คุณนายซูไม่อยากรับการฝังเข็ม แต่ในจังหวะนั้นเอง ซูอีเฉินก็เดินเข้ามาพอดีพร้อมถามเสียงเรียบว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?”
ซู่เป่ารีบบอกฟ้องทันที “คุณลุงใหญ่คะ คุณยายไม่อยากฝังเข็มค่ะ” ซูอีเฉินหันไปมองคุณนายซูด้วยสายตาเคร่งขรึม “พวกเราตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่หรือครับ?”
และแล้วเธอก็ถูกกดลงบนเตียงผู้ป่วยอย่างขัดไม่ได้ ซู่เป่าถือเข็มเงินไว้ในมือ ใบหน้านวลเต็มไปด้วยความจริงจัง “คุณยายคะ อยู่นิ่ง ๆ นะคะ!”
การฝังเข็มกินเวลานานพอสมควร ตอนนี้จี้ฉางพาซูจิ่นอวี้กลับมาอีกครั้ง ซู่เป่ากำลังมีสมาธิเต็มที่กับการลงเข็ม
แม้ปกติเด็กน้อยดูน่ารักจิ้มลิ้มตามประสา แต่ยามหยิบจับเข็มเงินกลับเปลี่ยนเป็นจริงจังโดยไม่รู้ตัว ยิ่งดูน่าเอ็นดูมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสายตาผู้ใหญ่
“ลูกศิษย์ฉันเก่งจริง ๆ” จี้ฉางมองเทคนิคการลงเข็มของซู่เป่าแล้วชื่นชมจากใจ “ฉันสอนเธอแค่ทฤษฎี แต่เธอกลับทำได้เหมือนเคยฝึกปฏิบัติจริงมาก่อน”
“ลูกสาวฉันเก่งแน่นอนอยู่แล้วค่ะ ก็ฉันเป็นคนให้กำเนิดนี่นา” ซูจิ่นอวี้พยักหน้าอย่างภูมิใจ
ไม่นานนัก การฝังเข็มก็เสร็จสิ้น คุณนายซูนอนคว่ำอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต “หลานรัก… ภาพลักษณ์ยายพังยับหมดแล้ว!” เธอกระซิกเบา ๆ
ในใจเดิมทีคิดว่าหลานรักเป็นเด็กน้อยอ่อนโยนน่าเอ็นดู ไม่คิดเลยว่ายามใช้เข็มจะดูชำนาญขนาดนี้ แถมตอนฝังเข็มยังใช้แรงเยอะมากจนกดเธอให้ขยับเขยื้อนไม่ได้เลย
ซู่เป่าเก็บเข็มเงินเข้าที่พลางใช้มือน้อย ๆ นุ่มนิ่มตบหลังคุณยาย “เรียบร้อยแล้วค่ะ คราวหน้าซู่เป่าจะเบามือกว่านี้หน่อยนะคะ”
คำพูดนี้… ฟังยังไงก็เหมือนคำพูดของผู้ชายเฮงซวยหลังทำเรื่องไม่ดีเสร็จ
คุณนายซูลุกขึ้นนั่งแล้วลองยกขาของตัวเองดู ก่อนพบด้วยความแปลกใจว่าขามีแรงมากขึ้นกว่าเดิม
คุณนายซูขยับขาไปมาพลางถามขึ้นอย่างดีใจ “ซู่เป่า… ยายเดินได้แล้วใช่ไหมลูก?”
“ยังไม่ได้ค่ะ!” ซู่เป่ารีบโบกมือน้อย ๆ ห้ามปรามเป็นพัลวัน “คุณยายต้องนอนพักผ่อนนิ่ง ๆ ให้ดีก่อนสามวันนะคะ”
คุณนายซูชะงักไปครู่หนึ่งก่อนถามต่อ “แล้ว… หลังจากครบสามวันแล้ว ยายจะลุกขึ้นเดินได้เลยใช่ไหม?”
“หลังจากสามวัน หนูค่อยมาฝังเข็มให้คุณยายใหม่อีกครั้งค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหน้าหวืดพลางตอบเสียงใส
คุณนายซูถึงกับหน้าถอดสี ทิ้งตัวลงนอนแผ่อย่างหมดแรงพร้อมกับบ่นอุบอิบ
‘ไปเลยนะเจ้าเด็กคนนี้… ยายไม่รักหนูแล้ว!’
ซูจิ่นอวี้ที่ลอยอยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้จึงหัวเราะออกมา “คุณแม่ยังคงมีลูกเล่นเยอะจริง ๆ…” เธอจำได้ว่าตอนที่เธอเจ็บป่วย บรรยากาศในบ้านเงียบเหงาและเศร้าสร้อยมาก
แต่ก่อนหน้าที่เธอจะตรวจพบมะเร็งเม็ดเลือดขาว บ้านหลังนี้เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แถมแม่ของเธอก็เป็นสายดราม่าตัวแม่
“ดีจังเลยนะ… แม่ไม่ได้เห็นคุณยายของหนูเป็นแบบนี้มานานแล้ว” ซูจิ่นอวี้ลูบศีรษะของซู่เป่าด้วยความรัก “เหนื่อยแย่เลยนะลูก”
“ไม่เหนื่อยเลยสักนิดเดียวค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหัว แม้ตอนนี้แม่จะเป็นวิญญาณ แต่ซู่เป่ากลับรู้สึกพอใจและมีความสุขมาก เพราะเธอมีทั้งพ่อและแม่อยู่ข้าง ๆ มีคุณตาคุณยาย มีพวกลุง ๆ และพี่ชายพี่สาว…
แม่จะไปเกิดใหม่ในวันที่สิบสี่เดือนเจ็ด ดังนั้นเธอยังมีเวลาอยู่กับแม่ได้อีกหลายวัน
ซูอีเฉินเดินเข้ามาขัดจังหวะ “จัดการเอกสารออกจากโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ไปกันเถอะ!”
ส่วนซูอิงเอ๋อร์เข้ามาอุ้มคุณนายซูไปนั่งบนรถเข็น โดยมีท่านผู้เฒ่าซูรับหน้าที่เข็นรถให้ภรรยาด้วยตัวเอง ซู่เป่ากระโดดโลดเต้นนำหน้าด้วยความร่าเริง “กลับบ้านกันแล้ว! เสี่ยวอู่กับคุณปู่เต่าต้องคิดถึงซู่เป่ามากแน่ ๆ เลย!”
ทุกคนในครอบครัวต่างยิ้มออกมาด้วยความอบอุ่น
หลังจากครอบครัวตระกูลซูจากไป ห้องพักวีไอพีซึ่งเคยเป็นของคุณนายซูก็ถูกเปลี่ยนมือ คนชราที่เพิ่งผ่าตัดเสร็จคนหนึ่งถูกเข็นเข้ามาแทน โดยมีผู้ดูแลคนหนึ่งวุ่นวายจัดแจงข้าวของ ทั้งภาชนะขับถ่าย น้ำร้อน และของใช้ต่าง ๆ ด้วยความขยันขันแข็ง
“หมอครับ พ่อผมเป็นยังไงบ้าง…” ญาติถามด้วยความกังวล หมอตรวจดูอาการแล้วตอบว่า “ตอนนี้ยาชายังไม่หมดฤทธิ์ แต่อย่างที่เคยบอกไป… โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุต้องดูแลใกล้ชิดนะครับ…”
ผู้ดูแลยืนฟังคำกำชับดูเหมือนตั้งใจฟังอยู่ พอหมอพูดจบเธอก็รีบทวนทันที “ต้องดูดเสมหะทุกยี่สิบนาที ทานได้แค่ของเหลว… แล้วซุปกระดูกหมูใส ๆ ทานได้ไหมคะ? หรือโจ๊กหมูสับจะข้นไปไหม?”
หมอตอบว่า “นิดหน่อยไม่เป็นไรครับ อย่าให้มากเกินไป” ก่อนหันไปบอกญาติ “พวกคุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปพักผ่อนบ้างเถอะครับ”
ญาติพยักหน้ารับ พวกเขาสังเกตผู้ดูแลคนนี้มาหนึ่งวันแล้ว เห็นว่าซื่อสัตย์ ขยัน และจำรายละเอียดที่หมอสั่งได้หมด จึงวางใจและขอตัวกลับไปพักผ่อนชั่วคราว
เมื่อทุกคนจากไป ผู้ดูแลก็มองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าห้องวีไอพีส่วนตัวนี้ไม่มีกล้องวงจรปิดและไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ เธอจึงโยนผ้าขนหนูทิ้งอย่างไม่ใยดีแล้วทรุดตัวลงนั่ง “เฮ้อ… แสดงละครมาทั้งวันทั้งคืน เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
ปกติแล้วพยาบาลจะเข้ามาตรวจบ่อยมากในช่วงแรก เธอจึงได้แต่มองโซฟาด้านนอกอย่างเสียดาย และจำใจนั่งพักข้างเตียงคนไข้ไปก่อน
ผ้าขนหนูที่เธอโยนทิ้งไปเมื่อกี้บังเอิญไปปิดหน้าคนชราพอดี ทำให้ท่อออกซิเจนหลุดออก คนชราซึ่งนอนหมดสติพยายามดิ้นรนตามสัญชาตญาณ เครื่องวัดสัญญาณชีพเริ่มส่งเสียงดัง ปี๊บๆๆ
ผู้ดูแลแทนที่จะรีบช่วย กลับหัวเราะเยาะออกมา เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปคนชราซึ่งกำลังดิ้นรนพลางพูดกลั้วหัวเราะ “ดูสิ คนแก่ที่ไม่ยอมตายคนนี้โดนผ้าปิดหน้าแล้วดิ้นเร่า ๆ เหมือนไก่ที่ฉันฆ่าตอนตรุษจีนไม่มีผิดเลย!”
เธอถ่ายคลิปเสร็จก็ส่งเข้ากลุ่มแชท ซึ่งในกลุ่มนั้นเต็มไปด้วยวิดีโอความรุนแรงและการทารุณกรรม เมื่อเห็นคนในกลุ่มกดชมและชื่นชมคลิปของเธอ ดวงตาของผู้ดูแลก็ฉายแววละโมบสีเขียวออกมา โดยไม่เห็นเลยว่ามีวิญญาณตนหนึ่งกำลังเกาะอยู่บนหัวของเธอ…
ทันใดนั้นประตูด้านนอกส่งเสียงดัง ‘เอี๊ยด’
ผู้ดูแลรีบเก็บโทรศัพท์ ดึงผ้าขนหนูออกแล้วแสร้งทำเป็นเช็ดหน้าให้คนชรา พร้อมกับแอบถอดเครื่องวัดชีพจรออกจากนิ้วคนชราไปด้วย ใบหน้าคนชราเริ่มแดงก่ำจากการขาดออกซิเจนและหายใจหอบถี่
พยาบาลเดินเข้ามาพอดีและรีบเข้าดูอาการ “เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นคะ? เครื่องตรวจวัดส่งสัญญาณเตือนตลอดเลย”
“เอ๊ะ จริงเหรอคะ? ฉันเพิ่งเช็ดหน้าเช็ดมือให้ท่านเอง…” ผู้ดูแลแสร้งทำหน้างง พยาบาลมองไปที่มือคนชราแล้วพบว่าเครื่องวัดหลุดออก “โธ่! ตอนเช็ดมือห้ามถอดอันนี้นะคะ มันสำคัญมาก ใช้ดูการหายใจและหัวใจ เพิ่งผ่าตัดเสร็จจะประมาทไม่ได้นะคะ!”
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่รู้จริง ๆ…” ผู้ดูแลรีบขอโทษ ส่วนพยาบาลตรวจสอบจนแน่ใจว่าคนไข้ปลอดภัยจึงเดินออกไป ผู้ดูแลจึงทำหน้าบึ้งบ่นพึมพำ “น่ารำคาญจริง”
โดยไม่รู้ตัว วิญญาณร้ายกำลังนอนทับอยู่บนหลังเธอพลางกัดคอและดูดกลืนบางอย่างคล้ายกับดูดเลือด… ผู้ดูแลรู้สึกปวดคอขึ้นมาทันที จึงได้แต่นวดเบา ๆ ด้วยความสงสัย