ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 229 ซู่เป่ายังเป็นหมอเทวดาน้อยอีกหรือ?
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 229 ซู่เป่ายังเป็นหมอเทวดาน้อยอีกหรือ?
บทที่ 229 ซู่เป่ายังเป็นหมอเทวดาน้อยอีกหรือ?
วิดีโอล่าสุดที่ท่านผู้เฒ่าซูส่งเข้ากลุ่ม เป็นช่วงพักครึ่งตอนคุณหญิงซูกำลังดื่มน้ำดับกระหาย เธอพูดกับกล้องด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาว่า “เห็นไหม? แม่ยืนได้แล้วนะ แถมยังเต้นรำได้ด้วย! ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของซู่เป่าทั้งนั้นเลย”
คุณหญิงซูมีแววตาภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด “ซู่เป่าฝังเข็มรักษาจนหาย ซู่เป่าของบ้านเรานี่เป็นขวัญใจตัวจริงเสียงจริงเลย!”
‘ซู่เป่าฝังเข็ม! ซู่เป่าทำให้เธอลุกขึ้นยืนได้จริง ๆ เหรอ?’
พี่น้องตระกูลซูทุกคนที่เห็นข้อความต่างตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตา!
[กลุ่มครอบครัวตระกูลซู]
ซูอิงเอ๋อร์ [พวกพี่ ๆ ยังมัวยืนอึ้งกันอยู่ทำไมล่ะครับ ชมสิ! รออะไรกันอยู่! ]
มู่กุยฝาน [เก่งมาก ๆ เลยครับ แต่เอ๊ะ ใครกัน ที่รักษาได้เก่งกาจขนาดนี้? อ๋อ… ที่แท้ก็ลูกสาวผมนี่เอง งั้นก็ไม่แปลกใจครับ เรื่องปกติของเด็กอัจฉริยะ!]
ทุกคนในกลุ่ม […] พร้อมใจกันส่งจุดเพื่อเพิกเฉยต่อราชาแห่งการอวดลูกสาวโดยไม่ได้นัดหมาย
ซูอีเฉิน [เยี่ยมมาก]
ซูจื่อหลิน [เยี่ยมที่สุดครับ]
ซูเยว่เฟย [แม่ครับ เก่งมาก ๆ เลย ส่วนซู่เป่าก็… ทำเอาลุงประหลาดใจมากจริง ๆ!]
ซูโล่ว [เจ๋งมาก! ส่วนซู่เป่านี่ทำผมทึ่งจนพูดไม่ออกเลย ที่แท้หลานรักของพวกเราก็เป็นหมอเทวดาตัวจริงเสียงจริงสินะ!]
ซูอิงเอ๋อร์ [คืนนี้มีปาร์ตี้มื้อดึกนะครับ! ผมในฐานะคุณชายห้าขอรับหน้าที่เป็นเจ้ามือเลี้ยงริมแม่น้ำเองครับทุกคน!]
ซูอี้เชิน [ยินดีด้วยครับแม่! แล้วก็ขอเป็นตัวแทนกดไลค์รัวๆ เลย ต้องยอมรับความเก่งของเด็กน้อยบ้านเราจริง ๆ… ซู่เป่าจ๊ะ ไม่อยากลองมาสอบเอาวุฒิหัวหน้าแพทย์กับลุงบ้างเหรอ?]
ซูอีเฉิน [ไสหัวไป]
ซูจื่อหลิน [ไสหัวไป]
ซูเยว่เฟย [ไสหัวไป]
ซูอิงเอ๋อร์ [ไสหัวไปเจ้าแปด]
ซูโล่ว [ไสหัวไป]
ท่านผู้เฒ่าซู [ส่งวิดีโอใหม่แล้วนะ] เป็นคลิปถ่ายต่อเนื่อง 360 องศาแบบไม่มีมุมอับ
ส่วนซู่เป่าถือโทรศัพท์เครื่องจิ๋วพลางควานหาอีโมจิอยู่นานก่อนส่งไปว่า [((o(゚▽゚)o))]
ทุกคนในกลุ่ม [ !! น่ารักมาก!! (ෆ´ ˘ `ෆ)♡ เด็กน้อยแสนน่ารักของพวกเขาส่งข้อความเป็นแล้ว!]
ซูอีเฉินมองหน้าจอด้วยสายตาอ่อนโยน เขาเลือกคลิปสั้นที่บันทึกภาพคุณแม่กำลังเต้นรำในลานสาธารณะร่วมกับครอบครัว แล้วโพสต์ลง ไม่ถึงสองวินาที ยอดคอมเมนต์ก็ถล่มทลาย
“คุณหญิงตระกูลซูนั่งรถเข็นมาตั้งห้าปีแล้วนะ เมื่อไม่กี่วันก่อนยังได้ยินว่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลอยู่เลย ตอนนี้ลุกขึ้นเต้นที่ลานสาธารณะได้แล้วเหรอ?”
“ขอพบหมอเทวดาหน่อยครับ!”
“คุณซูครับ ที่บ้านเพิ่งเก็บเห็ดป่าจากเทือกเขาฉางไป๋มาได้พอดี เดี๋ยวผมส่งไปให้คุณที่บ้านนะครับ?”
“หมอเทวดาคนไหนกันเนี่ย วิชาแพทย์ระดับเทพ เหนือธรรมชาติชัด ๆ!”
“ขอคำแนะนำด่วนเลยครับ!!”
“ขอคำแนะนำ +1”
“ขอคำแนะนำ +2″
ทางด้านตระกูลเฉินเพิ่งพาคุณปู่เฉินออกจากโรงพยาบาล ทุกคนมีสีหน้าเศร้าหมองและวิตกกังวล คุณปู่เฉินได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคสมองเสื่อมรุนแรง สติสัมปชัญญะไม่ชัดเจน แววตาเหม่อลอย
แม้แต่การกินข้าว ดื่มน้ำ หรือเข้าห้องน้ำตามปกติก็ยังทำเองไม่ได้ หลังจากอยู่โรงพยาบาลมาหลายวันจนได้กลับบ้าน ถึงเริ่มกินอาหารและนั่งได้เองบ้าง แต่หมอก็ยืนยันว่าขาทั้งสองข้างของคุณปู่คงไม่สามารถกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกแล้ว
ในขณะนั้นเอง เฉินเจียคัง ลูกชายคนโตของตระกูลเฉินกำลังเลื่อนดูมือถืออย่างไร้จุดหมาย ก็เห็นโพสต์ของซูอีเฉินเข้าพอดี เขาเบิกตากว้างและลุกพรวดขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว
‘คุณนายเฒ่าซูลุกขึ้นยืนได้แล้วอย่างนั้นเหรอ?’
เขาตั้งท่าจะโทรหาซูอีเฉินทันที แต่ก็เห็นว่าซูอีเฉินส่งข้อความมาพอดี
ได้ยินว่าคุณพ่อของคุณออกจากโรงพยาบาลแล้ว ผมวางแผนจะไปเยี่ยมท่านพรุ่งนี้ คุณสะดวกไหม?”
เฉินเจียคังมือสั่นระริก รีบพิมพ์ตอบกลับไป
สะดวกครับ! แค่คุณซูมา ผมว่างให้คุณได้ตลอดเวลาเลยครับ!
ประมุขเฒ่าตระกูลซูและประมุขเฒ่าตระกูลเฉินเคยอยู่ทีมผลิตเดียวกันในสมัยก่อน มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมานาน เมื่อตระกูลซูและตระกูลเฉินมีการติดต่อธุรกิจกัน ซูอีเฉินกับเฉินเจียคังจึงถือว่าเป็นเพื่อนเก่ากันด้วย
ตอนนี้เฉินเจียคังแทบอยากจะพาคุณพ่อบินไปที่บ้านตระกูลซูเสียเดี๋ยวนี้เลย แต่ก็ต้องหักห้ามใจไว้เพราะชายชราเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาหมาด ๆ
วันรุ่งขึ้น
ซูอีเฉินพาซู่เป่ามาเยี่ยมเยียน ณ บ้านตระกูลเฉิน เฉินเจียคังออกมารอรับอยู่หน้าประตูบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ แต่เขาก็ไม่ได้คาดคิดว่าซูอีเฉินจะพาสมาชิกตัวน้อยมาด้วย
เฉินเจียคังเคยเห็นซู่เป่าเพียงครั้งเดียวในงานวันเกิดของเธอเท่านั้น ตอนนี้เขาเหลือบมองซู่เป่าอย่างรีบ ๆ พลางสั่งให้คนในบ้านดูแลเด็กน้อยให้ดี แล้วรีบพาซูอีเฉินไปห้องหนังสือเพื่อคุยธุระสำคัญอย่างเร่งรีบ
ซู่เป่านั่งตัวตรงเรียบอยู่บนโซฟา มองสำรวจบ้านตระกูลเฉินด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซูจิ่นอวี้ที่ลอยอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นว่า “คุณเฉินกับคุณตาของหนูเป็นเพื่อนรักกันเลยนะลูก เมื่อก่อนเคยขี่วัวไปทำงานผลิตด้วยกันในชนบทด้วยล่ะ”
ซู่เป่าอุทานออกมาเบา ๆ “ว้าววว” การทำงานผลิตในสมัยนั้นคืออะไรเด็กน้อยยังไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่การขี่วัวไปทำงานนี่มันเท่สุดยอดไปเลย!
ซู่เป่ารู้สึกชื่นชมคุณปู่ตระกูลเฉินที่ยังไม่เคยเจอหน้าขึ้นมาทันที เธอหันไปถามคนข้าง ๆ ว่า “คุณป้าคะ ซู่เป่าขอไปเยี่ยมคุณปู่ได้ไหมคะ?”
คนคอยดูแลเธออยู่คือ หลูซูเหวิน ภรรยาของเฉินเจียคัง เมื่อเห็นซู่เป่าทั้งน่ารักและกิริยามารยาทเรียบร้อย เธอก็รู้สึกเอ็นดูขึ้นมา เด็กหลายคนเวลามาบ้านคนอื่นมักชอบวิ่งวุ่นหรือซนจนข้าวของพัง แต่ซู่เป่ากลับนั่งนิ่งเรียบร้อย มือวางไว้บนเข่าอย่างถูกระเบียบ ใครเห็นก็อดหลงรักไม่ได้จริง ๆ
“ได้สิจ๊ะ!” ลู่ซูเหวินตอบด้วยรอยยิ้ม “แต่เมื่อกี้ป้าเพิ่งเข็นท่านออกไปรับลมในสวนดอกไม้ด้านนอกจ้ะ เดินไปด้วยกันเถอะ!”
ซู่เป่าพยักหน้าและรับคำว่า “อื้อ!ค่ะ” ยิ่งทำให้หัวใจของลู่ซูเหวินละลายหายวับ ความเหนื่อยล้าและความกังวลที่สะสมมาหลายวันดูเหมือนจางหายไปได้เพียงเพราะรอยยิ้มของเด็กคนนี้
สวนดอกไม้ พี่เลี้ยงที่กำลังดูแลคุณปู่เฉินอยู่รู้ว่าบ้านตระกูลเฉินมีแขกมา และได้ยินมาว่าเป็นคุณซูผู้ยิ่งใหญ่จากตระกูลซูเสียด้วย…
พี่เลี้ยงคิดเอาเองว่าเฉินเจียคังคงต้องการคุยธุระสำคัญกับคุณซูจนไม่มีเวลามาสนใจทางนี้ เธอจึงชะล่าใจและคิดว่าคงไม่มีใครตามมาในเร็ว ๆ นี้แน่
เธอนั่งกะเทาะเมล็ดแตงกินอย่างสบายอารมณ์ พลางเล่นโทรศัพท์มือถือไปด้วย มือหนึ่งคอยเก็บเปลือกเมล็ดแตงใส่กระเป๋าตัวเองเพื่อไม่ให้ทิ้งหลักฐาน แต่สายตากลับไม่คิดจะเหลียวมองชายชราที่นั่งอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
คุณชายผู้เฒ่าเฉินมีอาการเหม่อลอยคล้ายเด็กเล็ก จ้องมองเมล็ดแตงในมือพี่เลี้ยงด้วยความอยากกิน ท่านพยายามยื่นมืออันสั่นเทาออกมาแล้วพยายามเค้นเสียงพูดอย่างยากลำบาก “แต… แต…”
พี่เลี้ยงถลึงตามอง “เมล็ดแตงเหรอ? สภาพปางตายแบบแกยังอยากกินเมล็ดแตงอีก? ไปกินยาไป๊!”
จู่ ๆ เธอก็ทำท่าทางเหมือนแกล้งหยอก ก่อนคว้าเปลือกเมล็ดแตงในกระเป๋าขึ้นมาแล้วโยนใส่หัวคุณปู่จนท่านตกใจรีบหลับตา พี่เลี้ยงยิ้มแยกเขี้ยวน่าเกลียด พร้อมชูโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป
เธอหยิบเมล็ดแตงกำมือใหญ่เข้าปากเคี้ยวจนแหลกแล้วบ้วนออกมา “มานี่มา ฟันไม่ดีแล้ว เดี๋ยวฉันช่วยเคี้ยวให้นิ่ม ๆ เอง”
เมล็ดแตงถูกเคี้ยวจนเละแล้วจึงถ่มลงบนรองเท้าแตะของชายชรา มิหนำซ้ำเธอยังหยิบดินทรายขึ้นมาโรยทับลงไปบนเศษเมล็ดแตงนั้น “นี่ไง ฉันใส่เกลือเพิ่มรสชาติให้ด้วยนะ กินซะสิ!”
คุณปู่ที่เป็นโรคสมองเสื่อมย่อมไม่รู้ความว่าอะไรสะอาดหรือสกปรก เมื่อเห็นผู้ดูแลยื่นอาหารให้ ท่านก็สั่นไปทั้งตัวพลางรับมันมาด้วยแววตาเป็นประกายด้วยความยินดีราวกับเด็กน้อยที่ได้รับขนม
พี่เลี้ยงใจยักษ์หัวเราะร่าพลางกดถ่ายวิดีโอ “ทุกคนลองดูไอ้แก่โง่ ๆ ตัวนี้สิ แก่จนสมองเลอะเลือนไม่รู้เรื่องรู้ราว ถึงขั้นยอมกินเมล็ดแตงที่ฉันคายทิ้งออกมาด้วยว่ะ!”
“คนแก่นี่มันทั้งสกปรกทั้งน่ารังเกียจจริง ๆ!”
“เฮ้อ ฉันนี่ใจดีเกินไปหน่อยนะเนี่ย เมื่อกี้ควรจะแถมฉี่ใส่ลงไปอีกนิดด้วยซ้ำ”
ดวงตาของผู้ดูแลวาววับด้วยความเจ้าเล่ห์และสะใจ เธอจ้องมองคุณปู่ที่กำลังหยิบเศษเมล็ดแตงโมแหลกเหลวปนดินทรายนั้นขึ้นมา และกำลังจะยัดเข้าปาก…