ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 235 คนที่พาซูจิ่นอวี้ไปในตอนนั้น
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 235 คนที่พาซูจิ่นอวี้ไปในตอนนั้น
บทที่ 235 คนที่พาซูจิ่นอวี้ไปในตอนนั้น
ในตอนที่หลี่ซู่เอ๋อฆ่าคนเป็นครั้งแรก ทำไปเพียงเพื่อระบายความแค้นอยากเอาคืนเท่านั้น
“หลังจากฆ่าคนไปแล้ว ในใจฉันก็สับสนวุ่นวายไปหมด ใครจะรู้ว่าครอบครัวนั้นจะใจดีขนาดนี้ พอเห็นฉันทำท่าทางตกใจ พวกเขาก็นึกว่าฉันขวัญเสียที่เห็นคนแก่เสียชีวิต กลับกลายเป็นว่าพวกเขามาช่วยปลอบใจฉันเสียเอง”
“คนแก่คนนั้นก็ร่อแร่เต็มทีแล้ว ฉันแค่ใช้หมอนอุด… พวกเขาเลยไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรเลย”
หลังจากร่างของคนชราถูกเผาและฝังทำพิธี อาชญากรรมของเธอก็ถูกฝังกลบอย่างสมบูรณ์! หลี่ซูเอ๋อรู้สึกลิงโลดอยู่ในใจ ยิ่งได้รับความพึงพอใจจากการแก้แค้น เธอก็ยิ่งก้าวลึกเข้าไปในเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ
ผู้สอบสวนตบโต๊ะเสียงดังปังพลางตวาดด้วยความเดือดดาล “นายจ้างเขาดีกับเธอขนาดนั้น เธอไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือไง?!”
หลี่ซู่เอ๋อเม้มริมฝีปากแน่น ความละอายใจงั้นเหรอ? คนพวกนั้นรวยล้นฟ้าจนมีเงินจ้างคนอย่างเธอมาคอยรับใช้ ส่วนเธอเป็นแค่คนจนคนหนึ่ง มีอะไรที่ต้องละอายใจด้วยกัน
ผู้สอบสวนเห็นสีหน้าก็รู้ทันทีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ จึงพยายามข่มอารมณ์โกรธแล้วถามต่อ “เล่ามาให้หมด!”
“หลังจากนั้นฉันก็เริ่มหลงใหลในความรู้สึกแบบนี้… ฮ่า ๆ… แรก ๆ ก็แค่แอบทรมานทีละนิด โดยเฉพาะพวกคนแก่ที่เป็นโรคสมองเสื่อมพูดไม่ได้นั่นแหละค่ะ”
ต่อมาการทารุณธรรมดาก็ไม่เพียงพอสำหรับการเติมเต็มความสะใจได้อีก เมื่อเห็นคนแก่แสนน่ารังเกียจพวกนั้น แก่จนหนังเหี่ยวแล้วยังไม่ยอมตาย แถมยังต้องมาคอยให้เธอดูแลปรนนิบัติอีก…
พวกเขาเป็นใครกัน ถึงกล้ามาใช้งานเธอ!
ดังนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า หลี่ซู่เอ๋อจึงลองท้าทายขอบเขตของความบ้าคลั่ง และพบว่ายิ่งเธอแสร้งทำตัวเป็นคนดี มีระดับการประเมินงานสูง และมีใบรับรองวิชาชีพมากเท่าไหร่
ครอบครัวผู้ป่วยก็ยิ่งไว้วางใจเธอมากเท่านั้น เธอจึงแสดงบทบาทผู้ดูแลอย่างสุดฝีมือ เพื่อให้คนเหล่านั้นมอบชีวิตคนชราไว้ในกำมือเธอ…
เธอเริ่มเสพติดอำนาจในการควบคุมความเป็นตายของคนอื่น และเริ่มรู้สึกว่าแค่สนุกคนเดียวมันยังไม่พอ จึงเริ่มมองหาเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน จนกลายเป็นเครือข่ายอันน่าสยดสยอง
ผู้สอบสวนรู้สึกสะอิดสะเอียนกับความคิดบิดเบี้ยวนี้จนอดไม่ได้ที่จะสวนกลับ “ในเมื่อเธอเลือกทำงานนี้ รับเงินเดือนจากเขา แล้วจะไปโทษคนอื่นที่สั่งงานเธอได้ยังไง? ถ้าไม่ชอบให้ใครสั่ง เธอก็แค่ลาออกไปทำอย่างอื่นสิ!”
“ก็งานนี้มันเงินดีนี่นา…” หลี่ซู่เอ๋อเบ้ปาก
ผู้สอบสวนถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง โกรธจนจุกอกไม่อยากเสวนากับผู้หญิงคนนี้อีก เจ้าหน้าที่อีกคนจึงพยายามรักษาท่าที แล้วถามเรียบ ๆ “นอกจากกลุ่ม ‘ครอบครัวแสนสุข’ แล้ว ยังมีใครที่มีอุดมการณ์เดียวกับเธออีกไหม?”
หลี่ซู่เอ๋อพูดมาเสียนานจนริมฝีปากเริ่มแห้งผาก เธอเลียปากเบา ๆ พร้อมบ่นพึมพำ “ขอดื่มน้ำหน่อยได้ไหมคะ?”
ผู้สอบสวนจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นเยียบ จนเธอต้องจำใจพูดต่อ “ไม่มีแล้วค่ะ… ฉันมีแค่กลุ่มนี้กลุ่มเดียว ฉันรักกลุ่มนี้มาก พวกเขาเป็นเหมือนครอบครัว… พูดจาไพเราะ ตลก และคุยสนุก… เพราะงั้นฉันเลยไม่เคยคิดเปลี่ยนกลุ่มเลย”
คำพูดล้อเล่นกับชีวิตคน กลับถูกเธอมองว่าเป็นเรื่องตลกและสนุกสนาน
ผู้สอบสวนนิ่งเงียบไป… แต่อย่างน้อยก็เบาใจได้ว่าคนในกลุ่มของเธอถูกรวบตัวไว้ได้ทั้งหมดโดยไม่มีใครเล็ดลอด หลังจากปฏิบัติการจับกุมต่อเนื่องสองวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายพื้นที่ได้ร่วมมือกันกวาดล้างอาชญากรในกลุ่มของหลี่ซู่เอ๋อได้จนสิ้นซาก
บรรดาคนที่ถูกจับต่างก็แค้นหลี่ซู่เอ๋อแทบกระอัก! เดิมทีพวกเขาก็อยู่อย่างสุขสบาย แต่จู่ ๆ กลับต้องมานอนคุก แถมหลักฐานมัดตัวยังเป็นคลิปที่หลี่ซู่เอ๋อรวบรวมไว้เอง!
เมื่อหลี่ซู่เอ๋อถูกสอบสวนเสร็จและถูกส่งตัวกลับเข้าห้องขัง เธอก็มองเห็นครอบครัวของเธออยู่ไม่ไกล เธอเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ
แต่อีกฝ่ายจำเธอได้แม่น ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ปรี่เข้ามาตบฟาดจนเธอล้มกลิ้งลงกับพื้น ก่อนรุมกระทืบและทุบตีด้วยความบ้าคลั่ง! เสียงร้องโหยหวนของหลี่ซู่เอ๋อดังลั่นไปทั่วบริเวณ…
ยามค่ำคืนในคุกนั้นเยือกเย็นกว่าปกติ หลี่ซู่เอ๋อขดตัวอยู่บนเตียงไม้กระด้าง ตาของเธอบวมปูดจนแทบลืมไม่ขึ้น เธอเกือบถูกรุมทุบตีจนตาย จึงได้รับการจัดสรรให้อยู่ในห้องขังเดี่ยว
“ฮือ ๆ… เจ็บจัง เจ็บเหลือเกิน…” คอของเธอแห้งผาก ร่างกายร้าวระบมจนลงจากเตียงไม่ไหว ในใจนึกอยากให้มีใครสักคนมาคอยดูแลเธอในยามนี้บ้าง
ทันใดนั้น ลมเย็นวาบก็พัดผ่านเข้ามา หน้าต่างเหล็กส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดชวนขนลุก หลี่ซู่เอ๋อกำลังหลับ ๆ ตื่น ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีมือใครบางคนมาลูบหัวเธอเบา ๆ
“ฮ่อ… ฮ่อ… จะให้ฉันมาดูแลเธอดีไหมล่ะ…”
หลี่ซู่เอ๋อตกใจจนลืมตาโพลง สะดุ้งโหยงขึ้นมาทันที! เธอเห็นหญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง จ้องมองเธอตาไม่กะพริบ
“คุณ…” หลี่ซู่เอ๋อขวัญหนีดีฝ่อ เธอถ่ายวิดีโอเหยื่อไว้มากมายและชอบเอามาเปิดดูซ้ำ ๆ จึงจำได้ทันทีว่า ยายคนนี้คือหนึ่งในเหยื่อที่เธอลงมือฆ่าตาย!
“อย่า… อย่าเข้ามานะ…” ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินใจเธอ
ตอนถูกจับเธอก็แค่ตกใจ แต่พอติดคุกมาสองวันก็เริ่มทำใจได้ว่าหนีกฎหมายไม่พ้น จึงไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้ คนแก่ที่เธอจับกดน้ำจนตายกลับมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ทำให้หลี่ซู่เอ๋อหวาดกลัวจนสุดขีด!
เสียงเหล็กเสียดสีกันดังมาจากซี่กรง ไม่นานนักก็มีคนแก่คนอื่นอีกสองคนปีนเข้ามาในห้องขัง!
“มาสิ… พวกเราจะมาดูแลเธอเอง…” พวกเขาเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าชวนสยอง
หลี่ซู่เอ๋อกรีดร้องสุดเสียงหมายจะวิ่งหนี แต่ทันทีที่เท้าแตะพื้น มืออันเหี่ยวแห้งก็พุ่งออกมาจากใต้เตียง คว้าข้อเท้าเธอไว้แน่น
“ลงมานี่สิ… ฉันจะช่วยนวดหลังให้!” ดวงตาของวิญญาณคนแก่คนนั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
“อ๊าาาาาา”
หลี่ซู่เอ๋อแผดเสียงตะโกนจนสุดแรง แต่เสียงนั้นกลับเป็นเพียงเสียงแหบแห้งที่จมหายไปในความมืด ไม่มีใครได้ยินเลยสักคน
วันต่อมา เธอเสียชีวิตคาห้องขังในสภาพตาเบิกกว้าง ร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูป สภาพศพน่าสยดสยองไม่ต่างจากฟานเฉียวจวนที่หัวใจวายตายไปก่อนหน้านี้
ในชั่วพริบตา ข่าวการตายของเธอและคดีสะเทือนขวัญนี้ก็ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ ชาวเน็ตทั่วทั้งประเทศต่างพากันประณามความโหดเหี้ยมของกลุ่มอาชญากร จนกระทั่งคำตัดสินสุดท้ายออกมาว่าปีศาจในคราบมนุษย์เหล่านี้ต้องโทษประหารทั้งหมด ผู้คนจึงเริ่มโห่ร้องด้วยความยินดี
“ได้ยินว่าคดีนี้ถูกเปิดโปงโดยฮีโร่คนหนึ่ง ใครกันนะ? ออกมาให้ฉันกราบคารวะหน่อยเถอะ!”
“ต้องเป็นหนุ่มหล่อที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมแน่ ๆ…”
“สะใจชะมัด! ยุติธรรมที่สุดเลย!”
เวลาผ่านไป… ซู่เป่าเพิ่งเรียนจบภาคเรียนแรกของชั้นอนุบาล และปิดเทอมฤดูร้อนกำลังจะมาถึง
ส่วนขาของคุณยายซูได้รับการรักษาจนแข็งแรงดีแล้ว เมื่อเห็นคุณยายสุขภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ซู่เป่าก็คิดว่าถึงเวลาที่จะให้ยายได้เจอกับแม่เสียที…
“จริงสิคะแม่ ตอนนั้นแม่ไปถึงเมืองหนานเฉิงได้ยังไงเหรอคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถามคำถามที่นึกขึ้นได้ทันที
ซูจิ่นอวี้กำลังก้มลงเล่นกับเสี่ยวอู่ เมื่อได้ยินคำถามก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ตอนนั้นแม่ป่วยจนสติเลอะเลือน ก็เดินออกไปแบบนั้น…”
ซู่เป่าเอียงคอถามนาฬิกาโทรศัพท์ “เสี่ยวเป่า เสี่ยวเป่า จากที่นี่ไปเมืองหนานเฉิงไปยังไงเหรอคะ?”
นาฬิกากะพริบไฟแสงสี “แนะนำเส้นทาง เส้นทางที่หนึ่ง นั่งรถไฟฟ้าสายสองลงสถานีถนนหมิงซื่อ ต่อรถเมล์สายสามไปถนนหลูเคอ แล้วต่อสายสี่ไปสถานีรถไฟเพื่อนั่งรถไฟความเร็วสูง… หรือเส้นทางที่สอง นั่งแท็กซี่ไปสนามบิน…”
“ซับซ้อนจังเลย หนูจำไม่ได้สักนิด แม่จำเส้นทางพวกนี้ได้ยังไงคะ?” ซู่เป่าขมวดคิ้ว
คำพูดของเด็กน้อยทำให้การเคลื่อนไหวของซูจิ่นอวี้หยุดชะงักลงทันที…
จริงด้วยสิ ตอนนั้นเธอป่วยหนักจนแทบไม่มีสติ อย่าว่าแต่จะจำเส้นทางซับซ้อนไปสถานีรถไฟหรือสนามบินเลย แค่การขึ้นรถหรือซื้อตั๋วเครื่องบินเองก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว!
หากจะเดินเท้าไปถึงเมืองหนานเฉิง ด้วยสภาพร่างกายอ่อนแอขนาดนั้น เธอคงต้องตายอยู่ข้างถนนก่อนพ้นเขตเมืองเสียอีก
แล้วทำไม… เธอถึงจำเรื่องราวช่วงนั้นไม่ได้เลยสักนิด?
ซูจิ่นอวี้พยายามเค้นความทรงจำอย่างหนัก ทันใดนั้นสีหน้าของเธอก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที “ไม่ถูก… มีคนคนหนึ่งพาแม่ไปข้างนอก และเป็นคนส่งแม่ขึ้นรถ…”
เมื่อนึกถึงใบหน้าของคนคนนั้น สีหน้าของซูจิ่นอวี้ก็เปลี่ยนไปทันที…