ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 236 ถ้าไม่พูดความจริง ฉันจะใช้ไม้เด็ดนะ!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 236 ถ้าไม่พูดความจริง ฉันจะใช้ไม้เด็ดนะ!
บทที่ 236 ถ้าไม่พูดความจริง ฉันจะใช้ไม้เด็ดนะ!
ซูจิ่นอวี้พยายามรื้อฟื้นความทรงจำอันเลือนลาง จำได้เพียงว่าผู้หญิงคนนั้นสวมหมวกชาวประมงใบใหญ่ที่มีปีกกว้างมากจนบังใบหน้ามิดชิด เธอมองเห็นร่างนั้นสวมเสื้อผ้าหลวมโคร่งและมีหน้าท้องนูนเด่นออกมา
“เธอพาแม่เดินไปตามเส้นทางที่มืดและเปลี่ยว… หลังจากนั้นแม่ก็ถูกส่งขึ้นรถ รถคันนั้นวิ่งอยู่นานมาก จนแม่เริ่มได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ใต้สะพานแห่งหนึ่งแล้ว”
หลังจากนั้นเธอก็เดินโซซัดโซเซอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งโชคชะตาพาให้ไปพบกับหลินเฟิง
“คน… คนคนนั้นคือใครกันคะ?” ซู่เป่าเริ่มรู้สึกกังวลใจพลางเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบา
ซูจิ่นอวี้เม้มริมฝีปากแน่น เธอมองหน้าลูกสาวก่อนตัดสินใจเอ่ยออกมา “คนคนนั้นลูกเองก็รู้จัก… อดีตป้าสะใภ้รองของลูกนั่นแหละจ้ะ”
ซู่เป่าเบิกตาโตด้วยความตกใจ “อีกแล้วเหรอคะ? เป็นป้าสะใภ้รองอีกแล้วเหรอ?”
‘เพียงเพื่อจะได้ครองคู่กับพี่รอง ผู้หญิงคนนั้นถึงขั้นกล้าลงมือสังหารคนรักของเขาอย่างเลือดเย็น…’
‘แล้วนี่ยังร้ายกาจถึงขั้นแอบส่งตัวเธอไปทิ้งไว้ในที่ห่างไกลอีกงั้นหรือ!’
ซูจิ่นอวี้เอ่ยเล่าต่อ “หมวกที่เจ้าตัวสวมปิดบังหน้าตาไว้เกือบมิด แม่เห็นใบหน้าของเหวยหว่านเพียงแวบเดียวตอนเขาเงยหน้าขึ้นมอง หลังจากนั้นแม่ก็เดินตามไป”
หากซู่เป่าไม่ถามขึ้นมา เธอคงไม่นึกถึงเรื่องนี้ไปอีกนาน
“ทำไมคุณป้าต้องทำแบบนี้ด้วยนะ?” ซู่เป่าพยายามคิดจนหัวแทบระเบิด แต่ก็ยังมองไม่เห็นเหตุผล ป้าสะใภ้รองกับแม่ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกันเลยสักนิด! แล้วทำไมต้องทำร้ายแม่ขนาดนี้ด้วย?
“เรื่องนี้แม่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน เธอเป็นสะใภ้คนที่สอง และถือเป็นพี่สะใภ้คนแรกของแม่ด้วย… แม่จำได้ว่าปกติเธอก็ดูใจดีกับแม่มากนะ” ซูจิ่นอวี้ส่ายหน้าช้า ๆ
สองแม่ลูกมองหน้ากันด้วยความฉงน ก่อนที่ซู่เป่าจะรีบโพล่งขึ้น “หนูจะไปหาคุณพ่อ!”
“พ่อไม่อยู่แล้ว พ่อไปไหนแล้ว? พ่อ พ่อ พวกเราจะไปไหนกันน่ะ…” เสี่ยวอู่เอียงคอมองแล้วส่งเสียงเลียนแบบ
ซูจิ่นอวี้ชะงักไปชั่วครู่ แววตากระตือรือร้นพลันเปลี่ยนเป็นว่างเปล่าเมื่อนึกถึงความจริงบางอย่างขึ้นมาได้
เอ้อ… เกือบลืมไปเลยแฮะ ว่ามู่กุยฝานไปประชุมอีกแล้วนี่นา
เธอนึกย้อนไปถึงสีหน้าเคร่งเครียดของเขาในช่วงหลังมานี้ ดูเหมือนเจ้าตัวพยายามยื่นใบลาออกเพื่อกลับมาอยู่กับครอบครัวอย่างเต็มตัวอยู่หลายครั้ง ทว่าด้วยความสามารถอันโดดเด่น ทำให้ทางเบื้องบนยังคงดึงเรื่องไว้ และไม่ยอมลงนามอนุมัติให้เขากลับมาง่าย ๆ เสียที
“งั้นหนูไปหาลุงใหญ่ดีกว่า!” ซู่เป่าเปลี่ยนใจทันที เจ้าตัวน้อยสวมรองเท้าลวก ๆ แล้ววิ่งไปยังห้องทำงาน
ซูอีเฉินกำลังเคร่งเครียดกับงาน เมื่อเห็นหลานสาวตัวน้อยวิ่งเข้ามา เขาก็รีบกางแขนรับร่างเล็ก ๆ ที่โถมเข้าหาด้วยความเอ็นดู
“มีอะไรหรือเปล่าหืม?” เขาถาม
“ลุงใหญ่คะ มีเรื่องหนึ่งที่ซู่เป่าคิดยังไงก็คิดไม่ออกค่ะ” ซู่เป่ารีบบอก
“หืม? เรื่องอะไรที่ทำให้หลานสาวคนเก่งของลุงกลุ้มใจได้ขนาดนี้กันนะ” ซูอีเฉินเลิกคิ้ว
ขนาดจับผียังเป็นเรื่องง่ายสำหรับเธอ แล้วจะมีเรื่องใหญ่อะไรที่ยากเกินความสามารถของเธออีก
ซู่เป่าเอ่ยเสียงจริงจัง “เมื่อก่อนแม่ถูกป้าสะใภ้รองพาตัวไปค่ะ ซู่เป่าคิดไม่ออกว่า ในเมื่อป้ารองกับแม่ไม่มีความแค้นต่อกัน แล้วทำไมเธอถึงต้องทำแบบนี้ด้วยคะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูอีเฉินเลือนหายไปในทันที แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขึ้นมาทันควัน!
“แม่ของหนูบอกว่า คนพาตัวไปตอนนั้นคือเหวยหว่านงั้นหรือ?” ซูอีเฉินถามเสียงต่ำ
ซู่เป่าพยักหน้ายืนยัน
ซูอีเฉินลุกขึ้นยืนทันทีพลางเอ่ย “เรื่องนี้ ไปถามเจ้าตัวให้เห็นกับตาน่าจะดีสุด”
สีหน้าของเขาเย็นชาดุจน้ำแข็ง ในใจเริ่มปะติดปะต่อสาเหตุได้คลุมเครือ…
ตระกูลซูมีลูกชายถึงแปดคน แต่มีซูจิ่นอวี้เป็นลูกสาวเพียงคนเดียว เธอจึงเป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่ทุกคนรุมรักและทะนุถนอม ในช่วงหายตัวไป เหวยหว่านเองก็กำลังใกล้คลอด
หากเหวยหว่านรู้ล่วงหน้าว่าลูกในท้องเป็นผู้หญิง เธออาจมีแรงจูงใจชั่วร้ายในการกำจัดซูจิ่นอวี้ทิ้ง…
เพื่อให้ลูกสาวของเธอเข้ามาแทน และกลายเป็นที่รักเพียงคนเดียวของคนในตระกูลซูแทน!
ทว่าในใจของซูอีเฉินกลับยังไม่ปักใจเชื่อว่าเหตุผลจะตื้นเขินเพียงแค่นั้น อีกอย่างในตอนเกิดเรื่องขึ้น เหวยหว่านเองก็ยังไม่ได้คลอดลูกออกมาเสียด้วยซ้ำ…
*
ณ เรือนจำ
เหวยหว่านถูกตัดสินจำคุกถึง 25 ปี ในข้อหาฆ่าคนโดยเจตนา ซึ่งถือเป็นคดีสะเทือนขวัญ สถานการณ์รุนแรงจนเรียกได้ว่าชีวิตของเธอพังทลายลงแล้ว
ทันทีที่เห็นซูอีเฉินปรากฏตัวพร้อมกับซู่เป่า แววตาของเหวยหว่านก็สั่นไหวด้วยความประหลาดใจ ทว่าเพียงครู่เดียวมันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความตื้นตันใจอย่างปิดไม่มิด
นับตั้งแต่ถูกจองจำอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ก็ไม่เคยมีคนจากตระกูลซูโผล่หน้ามาเยี่ยมเยียนเลยแม้แต่คนเดียว ไร้ซึ่งร่องรอยของความห่วงใย แม้กระทั่งหานหาน… ลูกในไส้ก็ยังไม่เคยมาหาเธอสักครั้ง
การที่ซูอีเฉินพาซู่เป่ามาหาถึงนี่… หรืออาจหมายถึงโอกาสในการลดหย่อนผ่อนโทษ กระทั่งหลุดพ้นจากขุมนรกนี้เสียที?
ยามนี้หล่อนสำนึกผิดแล้วจริง ๆ! ชีวิตในเรือนจำช่างลำบากและเหนื่อยยากจนมองไม่เห็นอนาคต การลงทัณฑ์เพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร?
พาเธอออกไปที… เธอสัญญาจะเป็นภรรยาและแม่ที่แสนดีต่อจากนี้…
“พี่ใหญ่…” เหวยหว่านขอบตาแดงก่ำ พลางขยับตัวจนกุญแจมือกุญแจเท้าส่งเสียงกระทบกันกรุ๊งกริ๊ง
โดยปกติการเยี่ยมผู้ต้องขังจะมีสองแบบ แบบแรกคือการคุยผ่านกระจกโดยใช้โทรศัพท์สื่อสาร และแบบที่สองคือการพบปะเป็นกรณีพิเศษในห้องรับรองเฉพาะโดยมีผู้คุมคอยเฝ้าอยู่ การที่ซูอีเฉินได้รับอนุญาตให้พบเธอแบบพิเศษเช่นนี้ ยิ่งทำให้เหวยหว่านวาดฝันไปไกล
“อย่าเรียกผมแบบนั้น ตระกูลซูไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับคุณอีกต่อไป” ซูอีเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
น้ำตาของเหวยหว่านร่วงเผาะ เธอรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมอยู่ในใจ
‘ทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะ! ฉันเป็นแม่แท้ ๆ ของหานหานนะ’
‘ในตัวเด็กคนนั้นมีเลือดของตระกูลซูไหลเวียนอยู่’
‘นั่นก็หมายความว่าฉันย่อมต้องเกี่ยวข้องกับพวกคุณด้วย!’
ซูอีเฉินมองปราดเดียวก็รู้ว่าเธอกำลังเตรียมจะปั้นคำแก้ตัว เขาไม่อยากเสียเวลาฟังจึงถามเข้าประเด็นทันที “เหวยหว่าน ผมถามคุณ… ตอนนั้นคุณใช่ไหมที่เป็นคนพาตัวจิ่นอวี้ไป?”
เหวยหว่านที่กำลังปรับอารมณ์เตรียมร้องขอความเห็นใจถึงกับชะงักไปทันที สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นความตกใจ “พี่ใหญ่ พูดเรื่องอะไรคะ! ฉันจะทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง… ฉันไม่มีทางทำเรื่องชั่วร้ายแบบนั้นหรอกค่ะ!”
ซู่เป่านั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโต มือน้อยวางซ้อนกันบนโต๊ะ คางเกยหลังมือพร้อมเอียงคอจ้องมองเหวยหว่าน ราวกับกำลังใช้ความคิด
“ป้าคะ คุณโกหกนะ!” เด็กน้อยเอ่ยขึ้น “อาจารย์บอกว่า เวลาคนโกหกตามักมองไปทางขวา สายตาจะไม่อยู่นิ่ง เพราะงั้นคุณโกหกแน่นอนค่ะ”
ขนาดเด็กตัวเล็ก ๆ ยังมองออก แล้วผู้ใหญ่คนนี้จะไปหลอกใครได้อีก!
ซูอีเฉินช่วยแก้ไขคำเรียกให้หลานสาวเสียงเบา “ไม่ต้องเรียกป้าหรอก ตอนนี้เธอเป็นเพียงคนแปลกหน้า เป็นอาชญากรคนหนึ่งเท่านั้น”
ใบหน้าของเหวยหว่านซีดเผือดลงทันที เธอคงหวังสูงเกินไป ดูจากท่าทีของซูอีเฉินแล้ว ตระกูลซูไม่มีทางให้อภัยเธอแน่!
ซู่เป่าเปลี่ยนคำเรียกตามคำสั่งลุงใหญ่แล้วถามย้ำ “คุณเหวยหว่าน แม่ของหนูไม่เคยทำอะไรให้คุณโกรธแค้นเลย แล้วทำไมคุณถึงต้องทำร้ายแม่หนูด้วยคะ?”
“บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้ทำ!” เหวยหว่านเม้มริมฝีปากแน่นทั้งยังสะบัดหน้าหนี
“จนถึงตอนนี้ยังจะดื้อดึงไปถึงไหนกัน?!” ซูอีเฉิน ตวาดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
อดีตสะใภ้รองหันขวับมาทันทีพร้อมดวงตาแดงก่ำ “ฉันดื้อดึงตรงไหน? สิ่งที่ไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำ คุณมีหลักฐานอะไรมากล่าวหากัน?”
เหวยหว่านเองก็นับว่าฉลาดไม่เบา เธอรู้ดีว่าหากซูอีเฉินมีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา เขาคงไม่เสียเวลามาคาดคั้นเธอถึงที่นี่แน่ ตระกูลซูคงแค่ยอมเสียเงินเพียงเล็กน้อยเพื่อบันดาลให้ชีวิตในเรือนจำของเธอทุกข์ทรมานจนอยากตายไปเอง
ในเมื่อตั้งใจจะปากแข็งจนถึงที่สุด และมั่นใจว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางหาหลักฐานมามัดตัวได้ เธอจึงแสดงท่าทีแน่วแน่ แววตาแฝงความสิ้นหวังพลางหัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ “ก็จริงนะ ยามนี้พวกคุณจะมาเชื่อคำพูดฉันได้ยังไง?”
“พอเห็นฉันฆ่าหลี่เหม่ย ก็ทึกทักไปเองว่าฉันเป็นคนชั่วช้า คิดอยากยัดข้อหาอะไรให้ก็ได้ตามใจชอบเลยใช่ไหมล่ะ?”
ซูอีเฉินมองการแสดงงิ้วฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกระอาใจจนพูดไม่ออก แต่ซูจิ่นอวี้ที่ยืนดูอยู่กลับโกรธจัด “ซู่เป่า จัดการเลยลูก!”
“คุณเหวยหว่านคะ ถ้าไม่ยอมพูดความจริง อย่าหาว่าหนูใช้ไม้เด็ดนะคะ!” เด็กน้อยรับคำสั่งทันที
เจ้าตัวเล็กทำปากมุ่ย ชูกำปั้นจิ๋วขึ้นขู่อย่างดุดัน ดูแล้วเหมือนลูกแมวน้อยที่พยายามทำตัวน่าเกรงขามแต่กลับน่ารักจนใจเจ็บ
เหวยวั่นถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง “หา? ไม้เด็ดงั้นเหรอ?”
เธอมองปฏิกิริยาของซูอีเฉิน ทว่ากลับเห็นเขามองซู่เป่าด้วยสายตาจริงจัง ราวกับว่าเด็กคนนี้จะมีไม้ตายก้นหีบอยู่จริง ๆ เด็กตัวเปี๊ยกแค่นี้ จะมีปัญญาทำอะไรได้? จึงหลุดปากถามออกไปโดยไม่รู้ตัว “ไม้เด็ดอะไรของเธอ…”
“หนูจะให้คุณแม่มาคุยกับคุณต่อหน้าค่ะ” ซู่เป่าพนมมือเล็ก ๆ เข้าหากันพร้อมลดเสียงต่ำลง
“???”
‘จะให้ซูจิ่นอวี้มาเผชิญหน้ากับหล่อนเนี่ยนะ?’
‘นี่มันเหลวไหลสิ้นดี ซูจิ่นอวี้ตายไปตั้งนานแล้ว จะมาปรากฏตัวต่อหน้าได้อย่างไร?’
‘อีกอย่างตายเพราะอาการป่วย ไม่ได้ถูกหล่อนลงมือฆ่า ต่อให้ขุดกระดูกขึ้นมาหรือจ้างนักนิติเวชฝีมือระดับโลกมาตรวจศพ ก็ไม่มีวันพบหลักฐานว่าเธอเป็นคนทำร้ายซูจิ่นอวี้!’
เมื่อคิดได้ดังนั้น เหวยหว่านที่เคยนึกหวั่นใจกับคำว่าไม้เด็ด ก็พลันรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที