ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 238 พี่หานหาน...อยากพบแม่บ้างไหม?
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 238 พี่หานหาน...อยากพบแม่บ้างไหม?
บทที่ 238 พี่หานหาน…อยากพบแม่บ้างไหม?
เหวยหว่านพยายามปั้นคำพูดสวยหรูอ้างว่ารักลูกสุดหัวใจ ทำทุกอย่างผิดไปก็เพื่ออนาคตของลูกสาว ทว่าเธอกลับไม่เคยเอ่ยถึงซูจื่อซีเลยแม้แต่น้อย ราวกับลืมไปสิ้นแล้วว่าตนเองยังมีลูกชายอีกคน หากพูดกันตามตรง เธอก็แค่ผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวคนหนึ่ง…
เพราะในตระกูลซู ลูกสาวคือกุญแจสำคัญที่จะบันดาลทุกสิ่งให้เธอได้ ต่างจากลูกชายที่ต้องถูกอบรมอย่างเข้มงวดตามกฎเหล็กของตระกูล
ทุกคนต้องยืนหยัดด้วยลำแข้งและหาเงินเลี้ยงชีพเอง ตระกูลซูอาจเป็นที่พึ่งพาหรือฉากหลังอันยิ่งใหญ่ แต่ไม่ใช่คลังทรัพย์สินที่มีไว้ให้ถลุงใช้เล่นไปวัน ๆ
แต่เหวยหว่านกลับเพ้อฝันว่าลูกสาวนั้นต่างออกไป เธออยากให้ลูกเป็นดั่งดอกไม้ในเรือนกระจก ไม่ต้องพยายามดิ้นรนอะไร แค่นอนอยู่บนกองเงินกองทองก็พอแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สินสอดทองหมั้นในวันที่ลูกแต่งงานออกไป ก็คงเป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่เธอหวังจะครอบครอง…
ซูจิ่นอวี้จ้องมองเหวยหว่านด้วยสายตาเย็นเยียบ ในใจยากจะระงับความเกลียดชัง “เหวยหว่าน… สักวันเธอจะต้องได้รับผลกรรมที่ทำไว้”
ซูอีเฉินลุกขึ้นยืนทันทีพลางบอกหลานสาว “ซู่เป่า… เรากลับกันเถอะ”
ไม่มีความจำเป็นต้องถามอะไรต่อหน้าผู้หญิงคนนี้อีกต่อไปแล้ว เพราะมันไร้ความหมายสิ้นดี เขาจะทำให้เหวยหว่านได้รับรู้ว่า การมีชีวิตอยู่ในเรือนจำนั้นทุกข์ทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก!
เหวยหว่านเห็นรังสีอำมหิตพุ่งพล่านอยู่ในดวงตาของซูอีเฉินก็ถึงกับขวัญผวา “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ อย่าเพิ่งไป! ขอให้ฉันได้เจอหานหานเถอะ ฉันขอร้องละ!”
ซู่เป่าทำปากมุ่ยเอ่ยขัดขึ้น “คุณเหวยหว่านคะ คุณแม่บอกว่าให้คุณเลิกฝันกลางวันได้เลยค่ะ! ยังไงคุณลุงใหญ่ก็ไม่มีวันยอมให้คุณได้เจอพี่หานหานเด็ดขาด”
เมื่อเห็นว่าทั้งซูอีเฉินและซูจิ่นอวี้ไม่แม้แต่จะหันมามอง เธอจึงรีบเบนความสนใจไปที่เด็กน้อยแทน “ซู่เป่า! ซู่เป่าช่วยป้าหน่อยนะลูก! ป้ารู้ตัวว่าผิดไปแล้ว ช่วยขอร้องคุณลุงใหญ่ให้ที…”
“ซู่เป่า… ตอนที่หนูมาอยู่บ้านใหม่ ๆ หนูเองก็คิดถึงแม่แทบขาดใจไม่ใช่เหรอ? เด็กทุกคนก็ต้องอยากอยู่กับแม่ทั้งนั้นแหละ! หานหานเองก็ต้องคิดถึงป้าแน่ ๆ… เพราะฉะนั้นหนูอย่าเห็นแก่ตัวนักเลย อย่าทำให้หานหานต้องเสียใจไปมากกว่านี้เลยนะ…”
“พี่หานหานไม่ได้คิดถึงคุณสักหน่อย!” ซู่เป่าแค่นเสียงเหอะ
เหวยหว่านชะงักกึกไปครู่หนึ่งก่อนโพล่งออกมาอย่างลนลาน “เป็นไปไม่ได้! หานหานไม่มีทางเป็นเด็กใจดำและเลือดเย็นขนาดนั้น!”
ลูกสาวที่หล่อนทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายให้ทุกอย่าง…
หล่อนประเคนสิ่งที่ดีให้ขนาดนั้น ทำไมลูกถึงไม่คิดถึงเธอได้?
หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับเธอลงแรงทำไปทั้งหมดล้วนล้มเหลวไม่เป็นท่า
แม้กระทั่งการอบรมสั่งสอนลูกมากับมือก็สูญเปล่าอย่างนั้นหรือ?!
เหวยหว่านแผดเสียงร้องไห้โหยหวน “พวกคุณจะทำแบบนี้ไม่ได้! มันเห็นแก่ตัวเกินไป! คิดแก้แค้นฉันก็ทำกับฉันคนเดียวสิ อย่าลากเด็กผู้บริสุทธิ์มาเกี่ยวด้วย หานหานไม่รู้เรื่องอะไรด้วยนะ…”
“คุณป้าคะ พี่หานหานในตอนนี้กำลังมีความสุขดีค่ะ แต่ถ้าได้เจอกับคุณเมื่อไหร่ นั่นแหละค่ะ จะกลายเป็นเรื่องแย่สำหรับพี่เขา!” ซู่เป่าส่ายหน้าช้า ๆ
เหวยหว่านส่ายหัวพัลวันราวกับไม่ยอมรับความจริง “ไม่จริง! พวกคุณต้องเป่าหูอะไรลูกฉันแน่ ๆ พวกคุณแอบสอนเด็กคนนั้นลับหลังว่าแม่ไม่ต้องการเขาแล้วใช่ไหม?!”
ซูอีเฉินไม่รอฟังคำพล่ามเพ้ออีกต่อไป เขาจูงมือซู่เป่าเดินออกจากห้องเยี่ยมไป
โซ่ตรวนบนข้อเท้าของเหวยหว่านส่งเสียงดังกราว ขณะเธอพยายามวิ่งตามออกไป แต่ก็ถูกผู้คุมกดตัวลงกับพื้นอย่างแรง! ประตูเหล็กหนาหนักปิดลง พร้อมกับเสียงหวีดร้องด้วยความสิ้นหวังของเหวยหว่านซึ่งถูกขังไว้ข้างใน
เธอทั้งสิ้นหวังและโกรธแค้น…
ทำไมกัน? ทำไมถึงกีดกันไม่ให้เธอพบกับหานหาน
หานหานคือลูกที่เธอให้กำเนิดมานะ! คนพวกนั้นมีสิทธิ์อะไรมาพรากแม่พรากลูกกันแบบนี้!
เมื่อก่อนหานหานไม่เคยยอมห่างจากเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว
แต่ตอนนี้กลับไม่แม้แต่จะโผล่หน้ามาดูดำดูดี… หานหานของเธอไม่มีทางเห็นแก่ตัวแบบนั้นแน่
ต้องเป็นเพราะคนตระกูลซูที่พยายามล้างสมองเด็กคนนั้น…
พวกเขาเป็นคนเลว! ทุกอย่างเป็นความผิดของคนพวกนั้นทั้งหมด!
เหวยหว่านอาละวาดร่ำไห้จนกระทั่งถูกคุมตัวกลับไปห้องขังโดยไม่มีการเจรจาใด ๆ อีก เมื่อประตูเหล็กบานสุดท้ายปิดสนิทลง เหวยหว่านรู้สึกราวกับแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตได้ดับวูบลง โลกทั้งใบของหล่อนมืดมิดลงในพริบตา!
บนรถ
ซู่เป่าเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ “ลุงใหญ่คะ ทำไมคุณน้าเหวยหว่านถึงเป็นแบบนั้นล่ะคะ? ชอบเด็กผู้หญิง แต่กลับไม่รักพี่จื่อซี”
เด็กน้อยนึกย้อนไปตอนอยู่กับตระกูลหลินที่หนานเฉิง ทั้งพ่อคนเดิม แม่เลี้ยง รวมถึงปู่และย่า ต่างก็เฝ้าอธิษฐานให้เด็กในท้องเป็นผู้ชาย มีครั้งหนึ่งพวกเขาถามเธอว่าเด็กในท้องเป็นเพศอะไร พอเธอตอบตามสัญชาตญาณว่าเป็นน้องสาว ทุกคนก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงใส่เธอทันที
ซู่เป่าจึงไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเหวยหว่านถึงมีความคิดตรงกันข้ามกับคนพวกนั้น
ซูอีเฉินตอบเสียงเรียบ “เพราะตระกูลซูมีผู้ชายเยอะมาก และเรามีกฎว่าจะไม่เลี้ยงลูกชายให้กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ ดังนั้นพอเด็กผู้ชายอายุครบ 18 ปี ทุกคนต้องออกไปเผชิญโลกและสร้างตัวด้วยตัวเอง”
“แล้วเด็กผู้หญิงไม่ต้องพยายามเหรอคะ?” ซู่เป่าสงสัย
ซูอีเฉินไม่ตอบโดยตรง แต่ย้อนถามด้วยรอยยิ้ม “แล้วซู่เป่าคิดว่ายังไงล่ะ?”
“ต้องพยายามสิคะ! ไม่ว่าใครก็ต้องพยายามทั้งนั้น” เจ้าตัวเล็กทำหน้าจริงจังตอบอย่างจริงจัง “ซู่เป่าจะหาเงินให้ได้เยอะ ๆ เลยค่ะ ลุงใหญ่จะได้ไม่ต้องทำงานหนักจนเหนื่อยอีก ต่อไปครอบครัวของเราจะได้มีความสุขด้วยกันทุกวัน!”
ซูอีเฉินอดขำออกมาไม่ได้ ความขุ่นมัวและความเย็นชาในใจที่เกิดจากเหวยหว่านค่อย ๆ มลายหายไปเพราะคำพูดไร้เดียงสานี้ “ได้เลย ลุงจะรอดูวันที่หลานสาวลุงเลี้ยงดูนะ”
ซู่เป่าพยักหน้าแรง ๆ “อื้อ!” ทันใดนั้นเธอก็ยื่นนิ้วก้อยออกมา “ลุงใหญ่คะ เกี่ยวก้อยกัน!”
ซูอีเฉินยื่นนิ้วไปเกี่ยวด้วยอย่างเอ็นดู ซู่เป่ารีบท่องคาถาประจำตัวทันที “เกี่ยวก้อย… ประทับตรา… หนึ่งร้อยปี… ไม่เปลี่ยนแปลง!” ท่องเสร็จเด็กน้อยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนบ่นกับตัวเอง “เอ๊ะ ไม่ถูกสิ ทำไมเกี่ยวก้อยแล้วต้องประทับตราด้วยล่ะ? แล้วทำไมต้องแค่หนึ่งร้อยปีเอง?”
เธออยากอยู่กับครอบครัวไปนานกว่านั้น… สักพันปีหมื่นปีเลยยิ่งดี!
ดังนั้นเจ้าตัวเล็กจึงเปลี่ยนคำพูดใหม่ด้วยท่าทางมุ่งมั่น “เกี่ยวก้อย… ประทับตรา… หมื่นปีไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!”
ซูอีเฉินหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะของเขามันดังมาจากก้นบึ้งของหัวใจ เป็นเสียงที่ทั้งอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความสุขราวกลับไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อกลับมาถึงบ้านตระกูลซู หานหาน ก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับ
“เอ๊ะ! พวกคุณไปไหนกันมาคะเนี่ย? หายไปเงียบ ๆ ไม่ยอมบอกกันเลยสักคำ!”
ซู่เป่าเหลือบมองซูอีเฉินอย่างไม่แน่ใจว่าควรจะพูดความจริงดีหรือไม่…
พี่หานหานจะเสียใจไหมนะถ้าได้ยินเรื่องแม่?
ซูอีเฉินมองกลับมาด้วยสายตาให้กำลังใจ เขาคิดว่าเรื่องบางเรื่องให้เด็ก ๆ คุยกันเองอาจจะดีกว่า
“พี่หานหานคะ… เมื่อกี้พวกเราไปหาคุณแม่ของพี่มาค่ะ” ซู่เป่าตัดสินใจบอกออกไป
หานหานชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินคำว่า แม่ เด็กน้อยเม้มริมฝีปากเบา ๆ ก่อนตอบรับสั้น ๆ “อ้อ… งั้นเหรอ”
ซู่เป่าถามต่อด้วยความสงสัย “พี่หานหาน… พี่คิดถึงแม่บ้างไหมคะ?”
เด็กน้อยส่ายหัวไปมา ซู่เป่าเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าพี่หานหานควรจะรู้สึกอย่างไร
หากคิดถึงแต่ลุงใหญ่ไม่ให้เจอ ลุงใหญ่จะเป็นคนผิดไหม?
แต่ถ้าไม่คิดถึง พี่หานหานจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างที่คุณป้าพูดไว้หรือเปล่า?
บางเรื่องคิดจนสมองแทบแตกก็ยังหาคำตอบไม่ได้จริง ๆ
ทว่าจู่ ๆ หานหานก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “คิดถึงสิ… ฉันคิดถึงแม่นะ”
“คิดถึงบางครั้งก่อนนอน หรือตอนเพิ่งตื่นขึ้นมา…”
“เมื่อก่อนไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตา แม่ก็อยู่ข้าง ๆ ฉันเสมอเลย”
คำพูดเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความอาวรณ์ของหานหาน ทำให้ซูอีเฉินรู้สึกหนักอึ้งในใจ…
ซู่เป่าเห็นท่าทางเศร้าสร้อยก็เกรงว่าพี่สาวจะเสียใจไปมากกว่านี้ เธอจึงรีบคว้ามือหานหานมากุมไว้แน่น “พี่หานหานไม่ต้องเสียใจไปนะคะ! พี่ยังมีหนูอยู่ทั้งคน หนูจะรับผิดชอบชีวิตพี่เองค่ะ!”
ซูอีเฉินถึงกับมุมปากกระตุกกับคำพูดคำจานั้น
ใบหน้ากลมจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตใสแป๋ว และน้ำเสียงหวานใส กลับเอ่ยประโยคแก่แดดแก่ลมออกมาอย่างจริงจังแบบนั้น มันช่างน่าเอ็นดูเสียจนคนมองใจละลาย… ทว่าในฐานะผู้ใหญ่ เขาก็อดขัดไม่ได้
“ซู่เป่า… คำว่า ‘จะรับผิดชอบ’ เขาไม่ได้เอาไว้ใช้ในสถานการณ์แบบนี้” ซูอีเฉินพยายามช่วยแก้ไขให้ถูกต้อง
ซู่เป่ารีบยกมือน้อย ๆ ขึ้นห้ามทันควัน “คุณลุงใหญ่เงียบก่อนค่ะ อย่าเพิ่งพูด!”
‘ไม่เห็นหรือไงว่าเธอกำลังตั้งใจปลอบใจพี่หานหานอยู่?’
‘มาวุ่นวายไม่เข้าเรื่องจริง ๆ เลยลุงคนนี้!’
ซูอีเฉินถึงกับสำลักคำพูดตัวเองไปดื้อ ๆ
นี่ลุงกลายเป็นคนนอกไปแล้วเหรอเนี่ย