ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 237 คนเราเห็นแก่ตัวได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 237 คนเราเห็นแก่ตัวได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
บทที่ 237 คนเราเห็นแก่ตัวได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
เหวยหว่านหลับตาลงระงับสติอารมณ์ ก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมเอ่ยเสียงแข็ง “พวกคุณกลับไปเถอะ! ตอนนั้นฉันไม่ได้ทำร้ายจิ่นอวี้จริง ๆ ต่อให้ตอนนี้ซูจิ่นอวี้ฟื้นคืนชีพมาปรากฏตัวตรงหน้า ฉันก็ไม่กลัว!”
“จริงเหรอคะ?” ซู่เป่าเอียงคอถามย้ำ
“จริงสิ!” เหวยหว่านยังคงปากแข็ง ยืนยันหนักแน่น
ซู่เป่าอุทานในใจ … ‘นี่มันเข้าตำราไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาชัด ๆ!’
เด็กน้อยเริ่มโบกมือน้อย ๆ พร้อมพึมพำคาถาบางอย่าง เหวยหว่านเห็นท่าทางประหลาดนั้นก็นึกอยากหัวเราะเยาะในความไร้เดียงสา
ทว่าทันใดนั้น กลับมีเสียงเย็นเยียบแว่วดังขึ้นข้างหู “จริงเหรอจ๊ะ…”
“บอกว่าจริงก็คือจริงไง!” เหวยหว่านยังไม่ทันรู้ตัวจึงสวนกลับไปทันควัน
เธอกำลังจะอ้าปากถามกลับไปว่า ในอดีตไม่ได้ทำดีกับซูจิ่นอวี้หรอกหรือ…
แต่แล้วเสียงคุ้นหูก็ดังแว่วมาอีกครั้ง “ก็ดีนั่นแหละนะ…”
เหวยหว่านชะงักกึกด้วยความรู้สึกเย็นสันหลังวาบ จึงรีบหันขวับไปมองด้านหลังทันที!
ภาพปรากฏคือร่างของผู้หญิงคนหนึ่งในชุดขาว ผมยาวสยายปกคลุมใบหน้า ลอยอยู่ด้านหลังเหนือศีรษะของเธอ ใบหน้าขาวซีดเผือดนั้นกำลังก้มลงมาจ้องเขม็งสบตาในระยะกระชั้นชิด
ใบหน้านี้… หากไม่ใช่ซูจิ่นอวี้แล้วจะเป็นใครไปได้อีก?!
“อ๊ากกก ผี! ผีหลอก!” เหวยหว่านขวัญกระเจิงลุกพรวดขึ้นจนเข่ากระแทกโต๊ะอย่างแรง ก่อนเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด!
ผู้คุมเรือนจำตกใจกับท่าทีนั้นพลางตวาดลั่น “อยู่นิ่ง ๆ วางตัวให้ดีหน่อย!”
บรรดาผู้คุมมองไม่เห็นซูจิ่นอวี้เลยสักคน เพราะอาคมของซู่เป่าดลบันดาลให้มีเพียงเหวยหว่านเท่านั้นที่มองเห็นวิญญาณได้
“เธอ… เธอ! ซู… ซู…” เหวยหว่านสั่นไปทั้งตัวจนพูดไม่เป็นภาษา
ซูจิ่นอวี้ค่อย ๆ เอื้อมมือซีดขาวลอยเข้าหาเหวยหว่าน “พี่สะใภ้รอง… ฉันตายอย่างทรมานมากนะ… ความเจ็บปวดจากมะเร็งนั่น คุณรู้บ้างไหมว่ามันเป็นยังไง…”
จี้ฉางถึงกับมุมปากกระตุกเมื่อเห็นภาพนั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่ซูจิ่นอวี้ได้ลองหลอกคน และดูเหมือนเธอจะสนุกกับมันไม่น้อย จากผีสาวผู้อ่อนหวานในตอนแรก ตอนนี้เธอกลับปล่อยผมเผ้ายุ่งเหยิงมาบังตา ชุดกระโปรงลายดอกสีฟ้าอ่อนก็แปรเปลี่ยนเป็นชุดขาวรุ่มร่ามในพริบตา
ปลายเท้าของเธอเขย่งตรง เดินด้วยนิ้วหัวแม่เท้าจิกพื้นค่อย ๆ คืบคลานเข้าใกล้เหวยหว่านทีละนิด จนกระทั่งเหวยหว่านตาเหลือกค้างและเป็นลมล้มพับไปทันที!
“เหวยหว่าน ตื่น! อย่ามาแกล้งบ้าที่นี่!” ผู้คุมรีบเข้ามาตบหน้าเหวยหว่านอย่างไม่เบามือนักพร้อมกับขมวดคิ้วพวก
เขาเคยได้ยินมาว่าตอนถูกจับ ผู้หญิงคนนี้ก็เคยแกล้งเสียสติมาครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้คงจะมาไม้เดิมอีกล่ะสิ แม้จะดูสมจริงจนน่าประหลาด แต่หลายปีมานี้นักโทษพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกไป ทั้งแกล้งป่วย กลืนแปรงสีฟัน หรือกลืนใบมีด พวกเขาเห็นมาจนชินชาแล้ว
ผู้คุมจึงนำยาดมขวดเล็กมาจ่อจมูกของเหวยหว่าน น่าสงสารที่เธอเพิ่งได้พักสายตาไปครู่เดียวก็ต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
และทันทีที่ลืมตา เธอก็ต้องพบกับใบหน้าของซูจิ่นอวี้ซึ่งนอนตะแคงจ้องหน้าอยู่ชิดติดกัน ลูกตาของผีสาวกลอกไปมาอย่างน่าสยดสยอง
“ฮ่อ… ฮ่อ… พี่สะใภ้รอง… คุณตื่นแล้วเหรอคะ!”
เหวยหว่านกรีดร้องโหยหวน ถอยหลังหนีจนหลังติดฝา “อย่าเข้ามา! ไปให้พ้น! ไป๊!”
“แกล้งทำชัด ๆ! เหลือเวลาอีกแค่สิบนาที รีบคุยให้เสร็จซะ!” ผู้คุมส่ายหน้า
เมื่อเห็นว่าเวลาใกล้หมด ซูจิ่นอวี้จึงงัดไม้ตายสุดท้ายออกมาใช้ทันที
“พี่สะใภ้รอง… ฉันไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกับคุณเลย ทำไมคุณถึงทำกับฉันได้ลงคอ?”
“ทำไมถึงส่งฉันที่ตอนนั้นไม่ได้สติไปทิ้งไว้แบบนั้น?”
“ฮือ ๆ… คุณรู้ไหมว่าก่อนตายฉันเจ็บปวดขนาดไหน? ดูสิ… หัวใจฉันเจ็บจนบิดเป็นก้อน… ตับนี่ก็แข็งจนด้านไปหมดแล้ว… ส่วนลำไส้นี่… มันเจ็บจนบิดเป็นเกลียวไปหมดแล้ว!”
ซูจิ่นอวี้บรรยายพลางทำท่าควักหัวใจ ตับ และลำไส้ออกมาโชว์ตรงหน้า… เหวยหว่านเกือบเป็นลมอีกรอบ แต่น่าเสียดายที่กลิ่นฉุนจากยาดมเมื่อครู่ยังคงทำให้สมองตื่นตัวจนไม่สามารถหมดสติได้อีก
“อย่าเข้ามานะ…” เธอจ้องมองภาพตรงหน้าจนสติใกล้จะหลุดลอย
ซูจิ่นอวี้พลันแสยะยิ้มกว้าง เอ่ยด้วยน้ำเสียงแค้นเคือง “ดีมาก! ในเมื่อคุณไม่ยอมพูด ฉันตายไปก็คงนอนตาไม่หลับ! ต่อให้ต้องกลายเป็นผีร้าย ฉันก็จะลากคุณลงนรกไปด้วยกัน!”
“มาเถอะ! มาตายตกไปตามกันกับฉันนี่แหละ!”
ซูจิ่นอวี้แผดเสียงตะโกนพลางพุ่งเข้าใส่เหวยหว่าน จนในที่สุดเหวยหว่านก็ทนไม่ไหว และยอมพูดความจริงออกมาทั้งหมด!
“ฉันพูดแล้ว! ฉันยอมพูดแล้ว!” อดีตสะใภ้รองร่ำไห้สะอึกสะอื้น “ตอนฉันตั้งท้องหานหาน… ฉันแอบไปตรวจโครโมโซมล่วงหน้า แล้วก็ได้รู้ว่าลูกในท้องเป็นผู้หญิง…”
สำหรับตระกูลซูแล้ว เด็กผู้หญิงมีค่าดั่งทองคำ!
“ตระกูลซูมีแต่เด็กผู้ชายมาตลอด หากมีเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียว ลูกของฉันย่อมกลายเป็นที่รักของทุกคน… ไม่ใช่แค่ตำแหน่งเจ้าหญิง แต่เพราะตระกูลซูขาดวาสนาเรื่องลูกสาว อาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่งเคยบอกฉันว่า ตระกูลหนึ่งจำเป็นต้องมีความสมดุลระหว่างหยินและหยาง…”
“เมื่อมีแต่ผู้ชาย ก็ต้องมีเด็กผู้หญิงสักคนมาเติมเต็ม และหากเด็กคนนั้นเป็นไข่มุกสายเลือดเพียงเม็ดเดียวของตระกูล… เด็กคนนั้นย่อมได้รับโชคลาภมหาศาล!”
แต่เงื่อนไขของ ‘โชคลาภมหาศาล’ นั้นคือ ในตระกูลต้องมีทายาทสายเลือดผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้น…
หมายความว่า ก่อนหานหานจะลืมตาดูโลก… ซูจิ่นอวี้จะต้องหายไป!
นั่นคือเหตุผลที่เธอพยายามส่งตัวซูจิ่นอวี้ออกไปทิ้งเสียให้พ้นทาง เธอรู้ดีว่าซูจิ่นอวี้ป่วยหนักระยะสุดท้ายและต้องการการดูแลใกล้ชิดในห้องปลอดเชื้อ การส่งออกไปทิ้งไว้ข้างถนนย่อมเท่ากับการส่งไปตายโดยแน่นอน
“ฉันทำผิดตรงไหนเหรอคะ? ฉันก็แค่พยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุดในโลกให้กับลูกสาวของฉันเองนะ!”
เหวยหว่านคร่ำครวญทั้งน้ำตา “ยังไงตอนนั้นเธอก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้วนี่! แต่หานหานกำลังจะเกิดในอีกไม่กี่วัน…”
“ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าเธอจะทนไม่ไหวและตายไปเร็ว ๆ นี้ ใครจะรู้ว่าเธอกลับยื้อชีวิตอยู่ได้วันแล้ววันเล่า… ฉันรอต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ!”
“จิ่นอวี้… เธออย่าโกรธพี่สะใภ้รองเลยนะ หานหานก็เป็นหลานสาวของเธอนะ! ถ้าหานหานสุขสบาย ทั้งตระกูลซูก็พลอยดีไปด้วย ฉันก็คิดถึงประโยชน์ของตระกูลซูเหมือนกันนะ! เธอเองก็คงไม่อยาก…”
ซูจิ่นอวี้ถึงกับตกตะลึงจนตัวแข็งท้อ เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เหวยหว่านวางแผนกำจัดเธอเพียงเพราะเหตุผลไร้สาระและงมงายได้ถึงเพียงนี้!
ดวงตาของซู่เป่าฉายแววตระหนก ปมปัญหาที่ค้างคาใจเธอมาตลอดได้รับคำตอบชัดเจนแล้ว ทว่าเด็กน้อยกลับไม่รู้สึกยินดีเลยสักนิด คนเราเพียงเพื่อสนองตัณหาของตนเอง สามารถเห็นแก่ตัวได้ถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ?
ซูอีเฉินกำลังยืนฟังคำสารภาพอยู่นั้น แววตาพลันเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม บรรยากาศรอบกายเขาแผ่ไอหนาวเหน็บราวกับถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งขั้วโลก
‘ดี… ดีมาก! นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าเบื้องหลังเรื่องทั้งหมดจะโสมมได้ขนาดนี้…!’
เหวยหว่านเริ่มตระหนักได้ว่าหากพูดความจริงออกไปจนหมดเปลือก โอกาสจะได้ออกจากคุกย่อมไม่มีแล้ว และชีวิตหลังลูกกรงต่อจากนี้คงต้องพบกับความลำบากแสนสาหัสแน่
เธอจึงแสร้งเปลี่ยนประเด็นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ร่ำไห้พลางตัดพ้อ “ช่างมันเถอะ ยังไงทุกอย่างก็เป็นความผิดของฉันคนเดียว! พี่ชาย… ฉัน… ฉันแค่ทำหน้าที่แม่คนหนึ่ง ที่อยากมอบสิ่งที่ดีให้ลูกสาวเท่านั้น… มันผิดนักหรือไง?! ตอนนี้ฉันแค่อยากรู้ว่าหานหานเป็นอย่างไรบ้าง…”
เมื่อเอ่ยถึงหานหาน ดวงตาของเหวยหว่านก็ยิ่งแดงก่ำ น้ำตาเอ่อคลอเป็นหยดใส ก่อนร่วงเผาะลงพื้น
“ฉันไม่สนใจอะไรอีกแล้ว… จริง ๆ นะ! แต่ฉันคิดถึงหานหานมาก พี่ชาย… ได้โปรดเถอะ ให้ฉันได้พบลูกสักครั้งได้ไหม?”
ในใจของเธอวางแผนไว้เสร็จสรรพ หากได้พบหน้าหานหาน เธอจะสอนให้ลูกร้องไห้งอแงเพื่อหาทางมาเยี่ยมแม่บ่อย ๆ เพื่อให้เด็กน้อยไม่ลืมเลือนแม่อย่างเธอ
ยามนี้เหวยหว่านไม่เหลือสิ่งใดติดตัวอีกแล้ว หากต้องรอจนพ้นโทษออกมาก็คงอายุล่วงเข้าหกสิบเจ็ดสิบปี ถึงตอนนั้นคงไร้กำลังทำมาหากิน และทำได้เพียงพึ่งพาวาสนาของหานหานเท่านั้น
ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไร เธอต้องรักษาสายสัมพันธ์กับลูกสาวคนนี้ไว้ให้มั่นคงที่สุด…