ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 240 คุกสยองขวัญ
บทที่ 240 คุกสยองขวัญ
ภายในเรือนจำอันมืดมิด แสงไฟรำไรจากภายนอกส่องลอดเข้ามาช่วยให้เหวยหว่าน ซึ่งเริ่มปรับสายตาชินกับความมืดได้แล้ว สามารถมองเห็นภาพเบื้องหน้าได้ถนัดตา…
บนแท่นนอนรวมขนาดใหญ่ เพื่อนร่วมห้องขังทุกคนกลับลุกขึ้นมายืนพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แต่ละคนทอดแขนทิ้งตัว และก้มหน้าต่ำจนมองไม่เห็นรอยยิ้มหรือแววตา
มวลอากาศรอบกายพลันเย็นเยียบประหนึ่งถูกแช่แข็ง กลุ่มคนที่ยืนตระหง่านอยู่รายล้อมเตียงนั้น ดูไม่ต่างจากฝูงซากศพเดินได้ในวันสิ้นโลก
เหวยหว่านรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นพุ่งเข้ามาบีบรัดลำคอจนแทบสิ้นลม เธอพยายามแผดเสียงร้องขอความช่วยเหลือสุดกำลัง ทว่ากลับไม่มีแม้แต่เสียงแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากลำคอแห้งผาก มีเพียงดวงตาทั้งคู่เบิกโพลนด้วยความหวาดกลัว
พวกแก… พวกแกคิดจะทำอะไรกันแน่?!
หรือว่าซูอีเฉินจะใช้อำนาจเงินซื้อตัวนักโทษทุกคนในห้องนี้ เพื่อมารุมทำร้ายเธอในยามวิกาล?!
ในจังหวะนั้นเอง มีร่างหนึ่งก้าวล้ำออกมาข้างหน้า
เอี๊ยด…
เสียงที่ดังขึ้นไม่ใช่เสียงไม้ลั่นจากการพลิกตัว แต่มันเหมือนเสียงกระดูกบดเบียดเสียดสีกันอย่างน่าสยดสยอง
ทั้งห้องขังตกอยู่ในความเงียบงัน ร่างหนึ่งเริ่มขยับก้าวเดิน ก่อนร่างที่เหลือจะเคลื่อนไหวตามด้วยความเชื่องช้า เสียงกระดูกลั่นดัง กร๊อบ… แกร๊บ… แทรกผ่านความมืดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ฟังดูเหมือนเสียงกระดูกเสียดสีกันชวนขนลุก
เหวยหว่านพยายามส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลืออีกครั้ง แต่ก็ยังเปล่งเสียงไม่ออก
เธอบังเอิญเหลือบไปมองเท้าของร่างตรงหน้า แล้วก็ต้องช็อกสุดขีดเมื่อพบว่าคนผู้นั้นกำลังเขย่งปลายเท้าเดินไม่ต่างจาก ซูจิ่นอวี้เมื่อช่วงกลางวัน… ทุกคนใช้เพียงนิ้วโป้งเท้าจิกพื้นเพื่อเคลื่อนที่!
ม่านตาของเหวยหว่านหดเล็กลงด้วยความพรั่นพรึง เมื่อกวาดสายตามองไปรอบห้อง นักโทษสิบกว่าคนล้วนตกอยู่ในท่าทางสยองขวัญแบบเดียวกันทั้งหมด!
ทันใดนั้น กลุ่มคนเหล่านั้นก็พุ่งเข้าหาเธอพร้อมกัน แต่ละคนฝังคมเขี้ยวลงบนลำคอของเธอ!
“ไม่! อย่าเข้ามา… อย่า…!” เหวยหว่านกรีดร้องโหยหวนซ้ำ ๆ ก่อนสะดุ้งสุดตัวผุดลุกขึ้นจากเตียง
ทันทีที่ลืมตา เธอกลับพบว่าเพื่อนร่วมคุกที่เพิ่งฉีกทึ้งเนื้อหนังในฝันร้าย กลับกลายเป็นคนปกติกำลังนั่งจ้องมองเธออยู่ด้วยสายตาขุ่นเคือง!
นักโทษใกล้ที่สุดเอื้อมมือมาตบหน้าฉาดใหญ่ “ดึกดื่นป่านนี้จะร้องหาพระแสงอะไร?! อยากตายนักใช่ไหม!”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ… ฉัน… ขอโทษค่ะ…” เหวยหว่านรีบยกมือกุมแก้ม น้ำตาไหลอาบอาวรณ์
นับแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เธอถูกขาใหญ่ในคุกรังแกจนยอมสยบไปนานแล้ว แต่คำขอโทษของเธอกลับไม่ช่วยให้อีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้น หญิงร่างกำยำผู้ครอบครองตำแหน่งที่ดีที่สุดสั่งการเสียงเฉียบ “ลากนังนี่ไปในห้องน้ำ ปิดประตูขังมันไว้!”
นักโทษหญิงคนที่เพิ่งลงมือตบรีบกระชากผมของเหวยหว่านแล้วลากถูไปทางห้องน้ำทันที
“อ๊ะ… ปล่อยฉันนะ…!” เหวยหว่านรู้สึกเจ็บแปลบที่หนังศีรษะ ในใจลอบสบถสาปแช่งไม่หยุด
สมแล้วที่เป็นพวกอาชญากรชั้นต่ำ สกปรกสิ้นดี! เอะอะก็ใช้แต่กำลัง ไม่มีความเป็นผู้ดีเลยสักนิด!
ปัง!
ประตูห้องน้ำถูกปิดลงและคล้องมัดด้วยวัสดุบางอย่างจนแน่นหนา เหวยหว่านพยายามผลักแต่ก็ไร้ผล จากนั้นประตูระเบียงด้านนอกก็ถูกปิดตามลงไปอีกชั้น
เธอถูกทอดทิ้งไว้ในห้องน้ำแคบ ๆ และอับชื้น กลิ่นเหม็นเน่าปะทะจมูกทำเอาแทบจะอ้วกออกมา
เมื่อเริ่มตั้งสติได้ เธอก็ตระหนักว่าเรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงฝันร้าย ทั้งหมดเป็นเพราะซูจิ่นอวี้ ตามมาหลอกจนหล่อนขวัญอ่อน!
เหวยหว่านมองไปรอบ ๆ ห้องน้ำที่ทั้งโสโครกและเหม็นคลุ้ง ยามปกติเธอมีหน้าที่ทำความสะอาด แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบขัดล้างสิ่งสกปรกจึงทำเพียงผ่าน ๆ ไปที ผลกรรมนั้นจึงย้อนกลับมาทำร้ายเธอเองในยามนี้
ใครบางคนถ่ายหนักทิ้งไว้โดยไม่กดชักโครก เศษกระดาษชำระเปียกชุ่มลอยวนอยู่ในน้ำสกปรกส่งกลิ่นคลุ้ง
“อ้วก…”
เหวยหว่านขยะแขยงจนทนไม่ไหว เธอรีบกดปุ่มชักโครกแต่ดูเหมือนท่อจะอุดตัน ก้อนสิ่งปฏิกูลเหล่านั้นจึงยังคงลอยวนอยู่อย่างเดิม แถมฝาโถส้วมยังถูกถอดออกไปจนไม่มีอะไรปิดกั้นกลิ่นได้!
“เปิดประตู… เปิดประตูให้ฉันที!” เหวยหว่านตะโกนก้อง แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากภายนอก
เธอโกรธแค้นจนอยากร้องไห้โฮออกมา ทำไมชีวิตถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนเช่นนี้?
ในจังหวะนั้นเอง ก็สังเกตเห็นเงาสายหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ที่หน้าประตู
“ใครน่ะ? ช่วยปล่อยฉันออกไปทีเถอะ ได้โปรด!” เงานั้นไม่ตอบคำถาม
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน ราวกับมีใครบางคนมายืนจ้องมองเธอผ่านประตูห้องน้ำอยู่แบบนั้น
เหวยหว่านเห็นเพียงเงาดำตะคุ่ม คนผู้นั้นไม่เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว
“อู๋เยี่ยนเหรอ? ช่วยเปิดประตูให้หน่อยสิ…”
หล่อนนึกถึงอู๋เยี่ยน เพื่อนร่วมขังที่ดูจะพูดจารู้เรื่องที่สุด ทว่าเงาร่างนั้นก็ยังคงยืนนิ่งเงียบอยู่อย่างเดิม
ฉับพลัน เหวยหว่านก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบ ขนทั่วร่างลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว!
ไม่ใช่อู๋เยี่ยนแน่ ๆ!
แล้วจะเป็นใคร… กลางดึกสงัดเช่นนี้ ใครจะมายืนนิ่งสนิทอยู่หน้าประตูห้องน้ำ?!
“ใครน่ะ… ใครกันแน่!” หล่อนเริ่มคร่ำครวญทั้งน้ำตา ร่างนั้นยังคงไร้เสียง ประตูห้องน้ำกลับเริ่มส่งเสียง ครูด… ครูด…
มันเป็นเสียงคล้ายกับเล็บแหลมคมกำลังข่วนแผ่นไม้ประตูช้า ๆ…
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย! รีบเปิดประตูเร็วเข้า!”เหวยหว่านสติแตกกรีดร้องลั่น
สิ้นเสียงร้องโวยวาย เสียงขูดขีดหน้าประตูก็หยุดกึกลงทันที
เงาดำสายนั้นเลือนหายไป…
ด้วยความหวาดระแวง เธอจึงค่อย ๆ แนบใบหน้าเข้ากับช่องว่างของประตู พยายามมองลอดออกไปเพื่อดูว่าใครอยู่ข้างนอก…
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ดวงตาสีขาวโพลนข้างหนึ่งก็โผล่มาประชิดช่องประตู สบตาเข้ากับเธอในระยะเผาขน!
“กรี๊ดดดดด!”
เหวยหว่านเสียหลักล้มกระแทกโถส้วมดัง ปึง! ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เธอพยายามกรีดร้องสุดเสียง ทว่าห้องน้ำแห่งนี้กลับดูเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ต่อให้จะตะโกนจนลำคอแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก็ไม่มีใครเหลียวแล
“ฝัน… ฉันต้องกำลังฝันอยู่แน่ ๆ…” เธอตะเกียกตะกายคลานหนีออกมาจากโถส้วมด้วยความขยะแขยง ความกลัวรุมเร้าจนรู้สึกคลื่นไส้ปั่นป่วนในช่องท้อง เหวยหว่านทุลักทุเลเอื้อมมือไปเปิดก๊อกน้ำเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกออก
ในขณะที่กำลังล้างอยู่นั้น เธอก็พลันสังเกตเห็นว่าสายน้ำที่ไหลลงสู่พื้นกลับกลายเป็นสีแดงฉาน…
ของเหลวคล้ายเลือดกำลังหยดลงมาจากเพดาน
ม่านตาของเหวยหว่านหดเล็กลงทันที ร่างกายแข็งทื่อประหนึ่งถูกสาป ไม่กล้าแม้แต่เงยหน้าขึ้นไปมองเบื้องบน
ครืด… ครูด… เสียงขูดขีดสยองขวัญนั่นดังขึ้นอีกครั้ง
เหวยหว่านไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้เพียงนิด น้ำตาไหลพรากออกมาเงียบ ๆ ความหวาดกลัวจู่โจมจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้… จู่ ๆ เธอก็รู้สึกคันยิบบนหน้าผาก คล้ายกับมีเส้นผมห้อยตกลงมาบดบังทัศนียภาพ
เธอทนไม่ไหวจึงยกมือขึ้นหมายจะปัดออก ทว่ากลับพบว่าเส้นผมเหล่านี้ยาวขึ้นรวดเร็วผิดปกติ ในวินาทีนั้นเอง เธอถึงเพิ่งรู้ตัวว่านี่ไม่ใช่ผมของตนเอง แต่เป็นผมของใครบางคนที่กำลังโรยตัวห้อยหัวลงมาจากเพดานช้า ๆ
มันคือเส้นผมของวิญญาณของใครบางคน!
“กรี๊ดดดดด!”
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเพื่อนร่วมคุกเปิดประตูห้องน้ำเข้ามา ก็พบเหวยหว่านนั่งขดตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น สภาพเปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งปฏิกูลส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล!
“เฮ้ย! ตายหรือยังน่ะ? ไอ้บ้าเอ๊ย น่าขยะแขยงชะมัด! ถ้ายังไม่ตายก็รีบลุกขึ้นมาขัดห้องน้ำให้สะอาดซะ!”
เหวยหว่านสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดระแวง เธอมองเพื่อนร่วมคุกด้วยสายตาหวาดผวา รีบคว้าผ้าเน่า ๆ ผืนหนึ่งมาเช็ดถูพื้นอย่างลนลาน
ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า เมื่อคืนเธอต้องเผชิญกับฝันร้ายที่ตามมาหลอกหลอนจนแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับจินตนาการ
และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ชีวิตหลังจากนี้เหวยหว่านจะต้องจมอยู่กับความหวาดผวาและความรู้สึกผิดกัดกินใจ… มันคือความทรมานแสนสาหัสยิ่งกว่าความตายหลายเท่า!
ณ บ้านตระกูลซู
ซูอีเฉินได้รับรายงานว่าเหวยหว่านมีอาการผิดปกติอย่างรุนแรงภายในเรือนจำ เขาจึงรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
“ซู่เป่า เมื่อคืนคุณแม่ของหนูออกไปข้างนอกหรือเปล่า?” เขาเอ่ยถามหลานสาว
“เปล่านี่คะ ทำไมคุณลุงใหญ่ถามแบบนั้นล่ะ?” ซู่เป่าร้องอุทานด้วยความสงสัย
“เหวยหว่านถูกทำให้เสียขวัญจนแทบเสียสติ” ซูอีเฉินตอบ
เขานึกถึงเมื่อวาน ซูจิ่นอวี้บอกเขาว่าไม่จำเป็นต้องลงมือเอง เพราะเธอสามารถลงโทษเหวยหว่านได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยหลักฐานใด ๆ ซูอีเฉินจึงปักใจเชื่อว่าเมื่อคืนน้องสาวของเขาคงแอบไปสั่งสอนเหวยหว่านมา
ซู่เป่างุนงงยิ่งกว่าเดิม …ถูกทำให้เสียขวัญงั้นเหรอ?
เธอยังไม่ได้เริ่มลงมือเลยนะ! แม้แต่คุณแม่เองก็ยังไม่ได้ทำอะไรเหมือนกัน!
“แล้วเป็นใครกันนะ…” ซู่เป่าพึมพำอย่างสงสัย
นอกจากพวกเธอแล้ว ยังมีใครมีความแค้นฝังหุ่นกับคุณป้าอยู่อีกงั้นหรือ?
จี้ฉางพลิกเปิดสมุดบันทึกในมือ พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับชื่อหนึ่ง
เขาขมวดคิ้วมุ่นโดยไม่รู้ตัว ผีตนนี้น่ะหรือ…? คิดจะทำอะไรกันแน่??