ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 239 กรรมตามสนองของเหวยหว่าน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 239 กรรมตามสนองของเหวยหว่าน
บทที่ 239 กรรมตามสนองของเหวยหว่าน
ซูจิ่นอวี้ขำจนแทบสิ้นสติ เธอเอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “ที่ซู่เป่าพูดแบบนั้น คงหมายถึงโตขึ้นหนูจะตั้งใจหาเงินมาเลี้ยงดูพี่หานหานเองใช่ไหมลูก?”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักราวกับลูกไก่จิกข้าว … ‘ใช่แล้ว ๆ มีแต่คุณแม่ที่รู้ใจหนูที่สุด!’
“ฉันไม่ได้เศร้าสักหน่อย!” หานหานงงงวยไปชั่วขณะพลางตอบอย่างสับสน “คุณพ่อบอกว่า ความคิดถึงน่ะมีได้ เด็กคิดถึงแม่ถือเป็นเรื่องปกติมาก แต่เราไม่ควรไปพบหน้า”
“เพราะเมื่อแม่ทำเรื่องไม่ดีก็ต้องรับบทลงโทษที่สมควร คนเราย่อมไม่อาจอยู่เหนือกฎหมายได้”
ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ ดูเหมือนว่าคราวนี้เธอจะเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
การคิดถึงแม่กับการไปพบหน้า ไม่จำเป็นต้องเลือกทำเพียงอย่างเดียวนี่นา!
“ว้าว พี่หานหานฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ! หนูว่าพี่เก่งมากเลยค่ะ!” ซู่เป่าร่าเริงขึ้นทันตาเมื่อคลายปมปัญหาในใจได้
พอได้รับคำชมชุดใหญ่จากน้องสาว หานหานก็ตัวลอยด้วยความลำพองใจ เธอเอ่ยถามอย่างมีความสุข “จริงเหรอ ๆ? ฉันเองก็รู้สึกว่าช่วงนี้ฉลาดขึ้นเหมือนกัน! ซู่เป่าลองดูสมองฉันสิ มันดูโตขึ้นกว่าเดิมนิดหนึ่งแล้วใช่ไหม?”
“มันมองไม่เห็นสมองจากข้างนอกหรอกค่ะพี่สาว!” ซู่เป่าตอบพลางเขย่งเท้า พยายามแหวกเส้นผมเพื่อสำรวจศีรษะของพี่สาว
หานหานยังไม่ลดละความพยายาม “งั้นลองดูที่หัวฉันก็ได้ หัวฉันดูใหญ่ขึ้นบ้างหรือเปล่า?”
ซู่เป่าขยับเข้าไปจ้องพินิจพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนพยักหน้ายอมรับ “อื้อ… เหมือนจะจริงนะคะ!”
หานหานยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ “ดีล่ะ! งั้นต่อไปนี้ให้เรียกฉันว่า ‘หานหานหัวโต’ ได้เลยนะ!”
ซู่เป่าขานรับเสียงใส “รับทราบค่ะ! พี่หานหานหัวโต!”
“เย่!” หานหานกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
ซูอีเฉิน ซูจิ่นอวี้ และ จี้ฉางต่างพากันกระตุกมุมปาก
เด็ก ๆ ช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน
หานหานไม่มีวันรู้เลยว่า เมื่อเติบใหญ่ขึ้นเธอจะรู้สึกเสียใจกับฉายานี้เพียงใด…
เด็กหญิงทั้งสองพูดคุยจ้อกแจ้กพลางจูงมือกันวิ่งกลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ
ซูอีเฉินมองตามด้วยสายตาอ่อนโยน นับแต่ซู่เป่าเข้ามา เด็กคนนี้ก็ถูกดึงกลับมาสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นจริง ๆ… ก็นับว่าดี จะได้มีเพื่อนคอยเคียงข้างกัน
เมื่อกลับมายังห้องทำงาน รอยยิ้มบนใบหน้าของซูอีเฉินก็ค่อย ๆ เลือนหายไป แววตากลับมาเย็นชาแฝงกลิ่นอายสังหาร เขากำลังต่อสายโทรศัพท์ สั่งการให้คนคอยดูแลเป็นพิเศษต่อเหวยหว่านภายในเรือนจำ
ทว่าพลันได้ยินเสียงประตูเปิดดัง เอี๊ยด ซู่เป่ายื่นหัวทุย ๆ เข้ามา “ลุงใหญ่คะ กำลังจะทำเรื่องไม่ดีอยู่ใช่ไหม?” เจ้าตัวน้อยเอ่ยถาม
ซูอีเฉินรีบวางสายโทรศัพท์พลางปฏิเสธ “เปล่าครับ”
“ฉันจะไม่รู้จักพี่ชายตัวเองได้ยังไง? ต้องเตรียมเรียกคนมาสั่งสอนเหวยหว่านแน่ ๆ” ซูจิ่นอวี้ทำปากเบะ
แม้เธอจะโกรธแค้นเพียงใด แต่ไม่อยากให้พี่ชายต้องแบกรับมลทินติดตัวเพราะผู้หญิงพรรค์นั้น ซูจิ่นอวี้จึงบอกลูกสาว “ซู่เป่า บอกลุงใหญ่ของหนูว่าอย่าทำเรื่องโง่ ๆ นะลูก”
‘การแก้แค้นน่ะเหรอ? ใครบอกว่าต้องใช้คนกันเล่า?’
‘ลำพังแค่เธอคนเดียวก็หลอกอีกฝ่ายจนขวัญหนีดีฝ่อได้แล้ว!’
ซู่เป่าถูกอุ้มขึ้นมานั่งบนตัก มือน้อยพยายามลูบหัวซูอีเฉินอย่างตั้งใจ “ลุงใหญ่เชื่อหนูนะ ไม่ทำเรื่องโง่ ๆ นะคะ”
ซูอีเฉินมองหลานสาวด้วยความจนใจ “แล้วหนูรู้ได้ยังไงว่าลุงจะทำอะไร?”
“คุณแม่บอกว่าทำไมจะไม่รู้จักลุงล่ะ” ซู่เป่าชี้ไปทางพื้นที่ว่างเปล่าด้านข้าง
ซูอีเฉินเกร็งแผ่นหลังขึ้นมาเล็กน้อยก่อนถามเสียงเบา “แม่ของหนู… ตอนนี้อยู่ข้าง ๆ หรือเปล่า?”
ความจริงยามอยู่ในคุกเมื่อครู่ มีชั่วขณะหนึ่ง เขานึกอิจฉาเหวยหว่านอยู่บ้าง อย่างน้อยหล่อนก็มีโอกาสได้เห็นจิ่นอวี้ คนที่เหวยหว่านหวาดกลัว กลับเป็นคนเดียวกับที่พวกเขาถวิลหาแต่กลับมองไม่เห็น
ซู่เป่าพลันยื่นมือออกไป ใช้นิ้วถ่างเปลือกตาของซูอีเฉิน “นี่ไงคะ ลุงใหญ่ลองดูสิ”
ซูอีเฉินไม่ทันตั้งตัว เปลือกตาถูกเปิดออกกะทันหัน
ท่ามกลางทัศนียภาพพร่าเลือน เขาพลันสังเกตเห็นเงาร่างสายหนึ่งยืนอยู่เคียงกาย หล่อนกำลังบ่นพึมพำด้วยความกังวล “ซู่เป่า อย่าแหย่ตาคุณลุงใหญ่สิลูก! ในเมื่อมองไม่เห็นก็ปล่อยไปเถอะ อาจารย์เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าการที่เราพบกันจะส่งผลกระทบต่อตัวหนู…”
ทว่าเสียงทุ้มลึกแฝงความสั่นเครือกลับดังแทรกขึ้นก่อนจะพูดจบ “อวี้เอ๋อร์…”
“พี่ใหญ่… พี่… พี่มองเห็นฉันแล้วเหรอคะ?” ซูจิ่นอวี้ชะงักงันด้วยความตกตะลึงพลางหันมองซูอีเฉิน
ห้าปีที่พลัดพรากจากกัน พี่น้องคู่นี้ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง แต่ยามนี้ซูจิ่นอวี้กลับรู้สึกจุกในอกจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้อีก
ลำคอของซูอีเฉินราวกับมีก้อนสำลีอุดอยู่ ผ่านไปพักใหญ่เขาก็ยังไร้ซึ่งคำพูด ได้แต่จ้องมองซูจิ่นอวี้อยู่อย่างนั้น น้องสาวที่พวกรักใคร่ทะนุถนอมมาครึ่งชีวิต
บัดนี้กลายเป็นเพียงวิญญาณ… เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจของเขายังคงปวดร้าวแสนสาหัส
ซู่เป่าแอบเดินไปประตูตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เธอค่อย ๆ ปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ ลุงใหญ่กับแม่คงมีเรื่องคุยกันมากมาย หนูเป็นเด็กรู้ความ เวลาแบบนี้ควรทำตัวดี ๆ ไม่เข้าไปรบกวน
เด็กน้อยวิ่งไปหาคุณยายซูด้วยความร่าเริง ตอนนี้คุณยายกำลังฝึกรำดาบใหญ่ หากไม่ได้เห็นกับตา คงไม่มีใครเชื่อว่าหญิงชราตรงหน้าคือคนเดียวกับที่เคยนั่งบนรถเข็นเมื่อไม่นานมานี้!
“เป็นอะไรไปจ๊ะซู่เป่า?” คุณยายซูเห็นหลานสาววิ่งหอบมาหาจึงถามต่อ “ไปทำอะไรมาล่ะ? ถึงทำให้ซู่เป่าของเราเหนื่อยหอบขนาดนี้?”
“หนูยุ่งมากเลยค่ะ!” ซู่เป่าหายใจแรง
ทั้งยุ่งเรื่องโรงเรียนอนุบาล ยุ่งกับการจับผี เพิ่งปลอบพี่หานหานเสร็จ ก็ต้องรีบมาปลอบลุงใหญ่อีก!
ตอนนี้เธอตัดสินใจแล้วว่า จะเริ่มหาเงินด้วยตัวเอง! เธอต้องรับผิดชอบดูแลคนในครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ลุงใหญ่จะได้ไม่ต้องตรากตรำทำงาน ร่างกายจะได้แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ!
“อ้อใช่ค่ะคุณยาย ลุงใหญ่ทานยาตรงเวลาหรือเปล่าคะ?” เด็กน้อยสอบถามด้วยความห่วงใยราวกับผู้ใหญ่
หญิงชรารู้สึกขบขัน “ทานแล้วจ้ะ ลุงใหญ่ของหลานดูเหมือนดีขึ้นมากในช่วงนี้”
ก่อนหน้านี้ซูอีเฉินมีสีหน้าหมองคล้ำ ด้วยเหตุจากการอดนอนและอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ไม่ว่าผิวจะขาวเพียงใดก็ยังมีความมัวหมองปกคลุมจนดูหน้าคล้ำดำเครียด
ทว่าตอนนี้สีหน้าเขากลับเริ่มขาวนวล เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จนถึงขั้นเริ่มออกไปเดินรับแสงแดด หวังทำให้ผิวดูเข้มขึ้นบ้าง
“อืม ๆ ดีแล้วค่ะ!” ซู่เป่าพยักหน้าพอใจ …ทุกคนจะต้องดียิ่งขึ้นไปอีก!
ยามราตรี ลมพัดแรงหวีดหวิวภายในเรือนจำ เหวยหว่านรู้สึกว่าชีวิตของตนในยามนี้ตกต่ำถึงขีดสุด!
ที่พักพิงในห้องขังเป็นเพียงแท่นนอนรวม ซึ่งทุกคนต้องนอนเรียดกันบนแคร่ไม้กระดานแข็งโปก ห้องที่เธออาศัยมีนักโทษแออัดถึงสิบสี่ชีวิต แถมเธอยังถูกเบียดให้มานอนตำแหน่งริมสุดติดกับโถส้วม กลิ่นปฏิกูลที่โชยมาเป็นระยะชวนให้รู้สึกคลื่นไส้จนอยากอาเจียน
นี่หรือคือที่อยู่อาศัยของมนุษย์? สังคมภายนอกพัฒนาไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว ทำไมถึงไม่ปรับปรุงคุณภาพชีวิตในคุกให้ดีกว่านี้บ้าง!
นอกจากความคับแคบ เวลานอนยังมีเสียงกรนประสานกับเสียงละเมอดังระงมชวนให้รำคาญใจ ยิ่งบวกกับเรื่องราววุ่นวายที่พบเจอเมื่อช่วงกลางวันด้วยแล้ว เหวยหว่านก็ยิ่งไม่อาจข่มตาลงได้ ยิ่งฟังเสียงลมหายใจครืดคราดดังสลับกันไปมาเช่นนี้ โทสะในอกก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
คนตระกูลซูช่างใจดำอำมหิตนัก เธอให้กำเนิดหานหานและจื่อซีแก่ตระกูลซู ถึงไร้ความดีความชอบ แต่อย่างน้อยก็นับว่ามีความลำบากตรากตรำนะ!
แววตาของซูอีเฉินก่อนจากไป… เขายังแสดงออกชัดว่าอยากฆ่าเธอด้วยซ้ำ!
ต่อไปเธอจะเอาตัวรอดในคุกแห่งนี้ได้อย่างไร?
การใช้ชีวิตในเรือนจำนั้นแสนยากลำบาก ไม่ได้เป็นอย่างที่คนนอกจินตนาการว่าเข้ามาแล้วจะมีข้าวกิน มีที่ซุกหัวนอน หรือได้เดินเล่นทอดน่องไปวัน ๆ
ในความเป็นจริงเหล่านักโทษต้องตรากตรำทำงานหนัก ไม่ว่าเป็นการขันน็อต หรือประกอบปากกาลูกลื่น… บรรดาข้าวของเครื่องใช้ราคาถูกที่วางขายเกลื่อนตลาด แท้จริงแล้วส่วนใหญ่ล้วนมาจากการผลิตในคุกทั้งสิ้น
มันช่างเหนื่อยสายตัวแทบขาด!
หากซูอีเฉินแอบใช้อิทธิพลมืดบงการอยู่เบื้องหลัง เธอคงจินตนาการได้ไม่ยากว่าชีวิตหลังจากนี้ ต้องเผชิญกับภาระงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด อาจถูกรุมทุบตี หรือกระทั่งถูกบังคับให้ดื่มกินปัสสาวะ…
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เหวยหว่านก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในความไม่ยุติธรรม
‘ฉันก็แค่ยากพบหน้าลูกสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น’
‘แม้แต่สิทธิขั้นพื้นฐานเพียงเท่านี้ก็ยังไม่มีให้กันอีกหรือ?!’
ขณะกำลังฟุ้งซ่านอยู่นั้น แคร่ไม้ที่เป็นเตียงรวมพลันส่งเสียง เอี๊ยด… แผ่วเบาขึ้นมา
เธอเริ่มคุ้นชินกับมันเสียแล้ว เพราะในคุกเก่าคร่ำคร่าแห่งนี้ เพียงแค่ใครสักคนพลิกตัว เสียงไม้ลั่นก็ย่อมดังระงมไปทั่ว ทว่าเสียงเสียดสีนั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง เหวยหว่านจึงตัดสินใจลืมตาขึ้นมองด้วยความรำคาญใจ
แต่ทันทีที่ภาพเบื้องหน้าปรากฏสู่สายตา เธอก็ถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดกลัว ขวัญหนีดีฝ่อจนแทบสิ้นใจตายลงเสียตรงนั้น!