ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 241 ใครกันแน่…ผีตัวนั้น
บทที่ 241 ใครกันแน่…ผีตัวนั้น
ซู่เป่ากำลังนั่งอยู่ในห้องหนังสือกับซูอีเฉิน เมื่อได้ยินข่าวว่าเหวยหว่านถูกทำให้หวาดกลัวจนเสียการควบคุม ถึงขนาดที่อุจจาระปัสสาวะราดไปทั่ว คนทั่วไปย่อมสันนิษฐานเป็นอันดับแรกว่าเธออาจถูกเพื่อนร่วมขังทำร้าย
ทว่าสิ่งแรกที่ซู่เป่าและซูอีเฉินนึกถึงกลับเป็นเรื่องเดียวกัน…เธอต้องโดนผีหลอกแน่ ๆ!
“ไม่ใช่ฝีมือคุณแม่นะคะ เมื่อคืนคุณแม่อยู่บ้านตลอดเลย…” ซู่เป่าเริ่มไม่แน่ใจ
จังหวะนั้นเอง ซูจิ่นอวี้ก็ลอยละล่องเข้ามาจากด้านนอก
ซู่เป่าเห็นเข้าจึงรีบเอ่ยถามทันที “คุณแม่คะ เมื่อคืนแม่ได้ไปที่คุกหรือเปล่า?”
“ไม่ได้ไปนะลูก ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ?” ซูจิ่นอวี้ทำหน้าฉงน
เดิมทีเธอตั้งใจไปหาเหวยหว่านเพื่อสั่งสอนเสียหน่อย แต่มีธุระบางอย่างมาขัดจังหวะทำให้ล่าช้าไป
ซู่เป่าจึงเล่าให้ฟัง “คุณลุงใหญ่บอกว่า เมื่อคืนคุณป้าตกใจมาก กลัวจนอุจจาระเลอะเทอะไปหมดเลยค่ะ”
ซูจิ่นอวี้ตาโตพลางอุทาน “ว้าว! วีรบุรุษคนไหนกันทำเรื่องน่าประทับใจแบบนี้ ขอแม่คารวะสักครั้งเถอะ!”
“คงไม่ถึงขั้นวีรบุรุษหรอก… น่าจะเป็นวิญญาณตนหนึ่งที่ตั้งใจจะมาเกาะเธอไม่ปล่อย” จี้ฉางเอ่ยขัด
เขากวาดสายตามองสมุดบันทึกพร้อมครุ่นคิด ซูจิ่นอวี้เป็นดวงจิตที่มีชื่อปรากฏในทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยปกติแล้วภายใต้ชื่อของวิญญาณทั่วไปไม่ควรมีข้อความใด ๆ ปรากฏขึ้นมาอีก
แต่ยามนี้กลับมีชื่อหนึ่งแทรกขึ้นมา… นี่คือสิ่งที่ทำให้จี้ฉางรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
“ในเมื่อเขามาหาเธอ แถมยังช่วยแก้แค้นเหวยหว่านให้ด้วย ดูเหมือนว่า… เขาจะต้องการเอาใจเธอนะ?”
ช่างเป็นวิญญาณที่มีเป้าหมายชัดเจนเหลือเกิน ตัวตนยังไม่ทันปรากฏให้เห็นชัดแจ้ง ก็ชิงลงมือจัดการศัตรูให้ก่อนเสียแล้ว
“แล้วนั่นมันวิญญาณหน้าไหนกันล่ะ?” ซูจิ่นอวี้โพล่งถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ ทำเอาจี้ฉางถึงกับมุมปากกระตุก
เธอยังคงทำหน้าซื่อตาใสพลางคิดในใจว่าตนเองก็ไม่ได้พูดอะไรผิดเสียหน่อย บรรดาจิตวิญญาณที่ละสังขารไปนานปี หากไม่เรียกว่าผีแล้วจะให้เรียกว่าอะไรได้อีก?
หญิงสาวขยับเข้าไปชะโงกหน้าพยายามมองสมุดบันทึกวิญญาณเล่มนั้นใกล้ ๆ
แต่ก็เหมือนทุกครั้ง… ที่ไม่อาจมองเห็นข้อความใด ๆ บนหน้ากระดาษได้เลย
“ในนั้นเขียนว่าอะไรเหรอคะ?” ซูจิ่นอวี้ถาม
จี้ฉางโบกมือให้ตำราเล่มนั้นเลือนหายไป เขาตอบเรียบ ๆ “ไม่มีอะไรมากหรอก แค่มีชื่อหนึ่งปรากฏขึ้นมาเท่านั้น”
“ชื่ออะไรล่ะ” ซูจิ่นอวี้เซ้าซี้
“หลงอ้าวเทียน” จี้ฉางเอ่ยชื่อนั้นออกมาชัดเจน
“???”
‘ดีจริง ๆ นี่มันพล็อตเรื่อง ‘เกิดใหม่ข้ามมิติมาตีดอกบัวใจดำกับหลงอ้าวเทียน’ หรือยังไงกันเนี่ย?’
“มีหลงอ้าวเทียนแล้ว งั้นฉันคงต้องเป็นเยี่ยฟานสินะ” ซูจิ่นอวี้บ่นพึมพำด้วยความเหนื่อยหน่าย
ซู่เป่าไม่เข้าใจว่าคุณแม่กำลังพูดถึงมุกตลกอะไรอยู่ ทราบเพียงแต่ว่าชื่อนี้ฟังดูเท่ไม่เบา เธอจึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ผีตนนี้เก่งมากเลยเหรอคะคุณแม่?”
ยามที่ยังมีลมหายใจ หากซูจิ่นอวี้ไม่ได้นอนรับยาเคมีบำบัด เธอก็มักจะวนเวียนอยู่กับการเดินทางไปโรงพยาบาลเป็นกิจวัตร ชีวิตจืดชืดไร้สีสันจึงถูกเติมเต็มด้วยโลกของนิยายออนไลน์
เธออ่านสะสมมาไม่ต่ำกว่าห้าร้อยถึงเจ็ดร้อยเล่ม ครอบคลุมทั้งแนวรักโรแมนติกและต่อสู้ดุเดือด ด้วยเหตุนี้ ชื่อของ ‘หลงอ้าวเทียน’ จึงคุ้นหูเป็นอย่างดี
หลงอ้าวเทียน… คือพระเอกสุดเทพในนิยายชายสมัยก่อน ที่ทำอะไรก็ไร้เหตุผล ไม่ต้องใช้สมองก็สามารถกำจัดศัตรูได้ด้วยออร่าพระเอกอันล้นเหลือ… สรุปสั้น ๆ ก็คือ ลูกรักพระเจ้าฉบับผู้ชายนั่นเอง
เธอครุ่นคิดจริงจังก่อนตอบลูกสาว “หลงอ้าวเทียนเก่งมากเลยนะลูก เขายังสามารถ… ถึงขั้นฟ้าก็ถล่มได้”
“อ้าว แล้วถ้าเก่งขนาดนั้น ทำไมถึงตายล่ะคะ?” ซู่เป่าสงสัย
“…เอ่อ”
วินาทีนั้นเอง ออร่าพระเอกผู้แสนสูงส่งและไร้เทียมทานของหลงอ้าวเทียนพลันดับวูบลงในพริบตา ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงลมพัดผ่าน เมื่อเจอคำถามซื่อ ๆ ของซู่เป่าจี้เข้าจุดตายจนคุณแม่ถึงกับไปไม่เป็น
ซู่เป่าถามต่อ “ในเมื่อเขาต้องมาเอาใจคุณแม่ แสดงว่าคุณแม่เก่งกว่าใช่ไหมคะ?”
“อืมมม… ก็น่าจะอย่างนั้นนะ” ซูจิ่นอวี้พยายามปั้นหน้าให้ดูเชื่อถือ
เด็กน้อยยังไม่หยุดสงสัย “เขาเป็นผีร้ายหรือเปล่าคะ แล้วเป็นผีประเภทไหนกันแน่?”
“แฮ่ม…” จี้ฉางกระแอมไอ
เรื่องนี้ไม่มีใครสามารถให้คำตอบแน่ชัดได้ ว่าแท้จริงแล้ววิญญาณตนนั้นเป็นผีประเภทใด หรือมีความดุร้ายมากน้อยเพียงไหน คงทำได้เพียงรอให้ตัวจริงปรากฏกายออกมาเสียก่อนเท่านั้น
ใบหน้าจิ้มลิ้มของซู่เป่ามุ่ยลงด้วยความผิดหวัง “ทำไมพวกผู้ใหญ่ชอบเลี่ยงไม่ตอบคำถามเด็ก ๆ อย่างหนูจังเลยคะ!”
“เอาเป็นว่า เดี๋ยวอาจารย์จะไปตรวจสอบให้เห็นกับตาเอง” จี้ฉางลุกขึ้นยืนพลางสาวเท้าเดินออกไปด้านนอก
“ส่วนแม่จะแวบไปดูเสียหน่อยว่าวันนี้คุณยายทำอะไรอร่อย ๆ ไว้บ้าง” ซูจิ่นอวี้รีบลอยละล่องตามไปติด ๆ
“ไปกันเถอะ ลุงใหญ่จะพาหนูไปเยี่ยมเธออีกสักรอบ” ซูอีเฉินอุ้มซู่เป่าขึ้นแนบอก
ซู่เป่าน้อยพยักหน้าหงึกหงัก … ‘ถ้าพูดถึงเรื่องความน่าเชื่อถือ ลุงใหญ่นี่แหละที่พึ่งพาได้ที่สุด!’
“ช่างหัวกับข้าวคุณยายก่อนเถอะ ยังไงก็อร่อยอยู่แล้ว พวกเราไปดูหน้าเจ้าหลงอ้าวเทียนนี่กันก่อนดีกว่า!” ซูจิ่นอวี้รีบเปลี่ยนใจลอยตามไปทันที
‘คุณแม่นี่เปลี่ยนใจเร็วจริง ๆ เลยนะ’
ณ เรือนจำ
เมื่อซู่เป่าได้พบกับเหวยหว่านอีกครั้ง แววตาของเธอกลับเหม่อลอยคล้ายจิตวิญญาณได้หลุดลอยไปแล้ว
ทันทีที่เห็นซู่เป่า เธอก็พุ่งเข้าหาแล้วเอ่ยร้องขออย่างร้อนรน “ซู่เป่า! ซู่เป่าช่วยป้าด้วย! ช่วยด้วยเถอะนะ…”
ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะได้ปริปากเอ่ยคำใด เธอก็รีบหันไปหาซูอีเฉินราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้าย “พี่ใหญ่… ฉันผิดไปแล้ว ฉันยอมรับผิดทุกอย่าง! ต่อไปฉันจะไม่มาวุ่นวายหรือขอพบหน้าหานหานอีก แค่ขอร้องพี่ใหญ่ช่วยพาฉันออกไปจากที่นี่ทีเถอะนะคะ ได้โปรดเถอะ!”
เหวยหว่านทรุดตัวลงคุกเข่าอ้อนวอนด้วยร่างกายสั่นเทา ท่าทีสง่างามและจองหองก่อนหน้านี้เลือนหายไปจนหมดสิ้น ทว่าในขณะนั้นเอง ทั้งซู่เป่าและซูจิ่นอวี้กลับไม่ได้สนใจอาการฟูมฟายของเธอนัก
แต่สายตาทั้งสองคู่กลับจ้องเขม็งไปยังความว่างเปล่าที่อยู่เบื้องหลังของหญิงสาวแทน
“แล้ววีรบุรุษคนนั้นอยู่ไหนล่ะ?” ซูจิ่นอวี้พยายามชะโงกคอมองหา พร้อมกลับลอยเข้าไปสำรวจรอบ ๆ แต่กลับไม่เห็นวี่แววของสิ่งลี้ลับใดเลย
“เขาน่าจะอยู่แถวนี้” จี้ฉางขมวดคิ้วมุ่นพลางจ้องมองเข็มทิศแปดทิศที่ก่อตัวขึ้นจากแสงสว่างวาบตรงหน้าเพื่อตรวจจับไอวิญญาณ เมื่อยืนยันพิกัดได้แล้ว เขาก็สะบัดมือเพียงเบา ๆ ส่งผลให้เข็มทิศแสงนั้นสลายตัวไปในพริบตา
ในวินาทีนั้นเอง วิญญาณชายหนุ่มคนหนึ่งก็ทำเป็นบังเอิญเดินผ่านมาพอดี เขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำขลับประดับไปด้วยหมุดเงินวาววับรอบตัว จับคู่กับกางเกงรัดรูปสีเข้มเน้นรูปร่างให้ดูโฉบเฉี่ยว ทรงผมของเขาถูกเซตให้ตั้งตระหง่านแหลมเฟี้ยวคล้ายด้ามไม้กวาด
สะดุดตาที่สุดคงหนีไม่พ้นสีผมที่เป็นการผสมผสานอย่างพิลึกพิลั่น มีทั้งสีดำแซมเหลือง แดง เขียว และน้ำเงิน เรียกได้ว่าหลากสีสันจนอัศจรรย์ใจ
บนใบหน้ามีการแต่งแต้มด้วยสไตล์สุดโต่ง ขอบตาทั้งสองข้างถูกกรีดด้วยอายไลเนอร์สีดำเข้มดูดุดัน รับกับริมฝีปากที่ทาด้วยลิปสติกสีดำสนิท ขณะใบหูทั้งสองข้างถูกเจาะจนเต็ม และประดับไปด้วยต่างหูเรียงรายเป็นพรืด
“โห… พวกเดียวกันหรอกเหรอเนี่ย?” เขาเลิกคิ้วพลางกระตุกยิ้มมุมปาก ดูเจ้าเล่ห์และบ้าระห่ำในเวลาเดียวกัน
ซูจิ่นอวี้และ จี้ฉางถึงกับมุมปากกระตุกพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ซู่เป่าเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น ‘ว้าว… นี่คือหลงอ้าวเทียนตัวจริงเหรอเนี่ย? ดูเท่ชะมัดเลย!’
ทว่าผิดคาดไปไกล เมื่อจู่ ๆ ซูจิ่นอวี้ก็เงื้อมือตบเข้าศีรษะของหลงอ้าวเทียนเต็มเหนี่ยว จนร่างของเขากระเด็นหวือออกไป แรงกระแทกนั้นมหาศาลเสียจนรองเท้าแตะข้างหนึ่งของเขาหลุดลอยตามไปด้วย ก่อนร่วงลงมาแปะอยู่บนหัวของเหวยหว่านพอดิบพอดี
เหวยวั่นรู้สึกเย็นวาบบนหนังศีรษะ… เธอตัวสั่นงันงกด้วยความขวัญผวา
หลงอ้าวเทียนตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาด้วยความโมโห “ยัยผู้หญิงคนนี้! ไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธคนอย่างผมมาก่อน! เธอ…”
ซูจิ่นอวี้ไม่ปล่อยให้เขาได้พล่ามจนจบ พุ่งเข้าไปคว้ากระจุกผมทรงไม้กวาดนั่นแล้วกระชากลงมาอย่างแรง!
“อ๊าก! เจ็บ ๆ ๆ ๆ!” หลงอ้าวเทียนร้องลั่น
“ฉันล่ะเหลือทนจริง ๆ!” ซูจิ่นอวี้บ่นอุบ “นึกว่าจะได้เจอพระเอกในตำนานที่ไหนได้ กลับกลายเป็นวัยรุ่นทรงแบดหลงยุคที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากแก๊งคนเศร้าอกหักซะงั้น!”
ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความสงสัย “คุณแม่คะ ‘วัยรุ่นเศร้าอกหัก’ คืออะไรเหรอ แล้ว ‘ทรงแบด’ นี่คือใครกัน?” เด็กน้อยเริ่มวิตก
‘แย่แล้ว เธอไม่เข้าใจที่คุณแม่พูดเลย’
‘หรือนี่คือสิ่งที่ผู้ใหญ่เรียกว่าช่องว่างระหว่างวัยกันนะ?’
หลงอ้าวเทียนนั่งกุมขมับพลางพยายามลูบจัดแต่งทรงผมให้เข้าที่ ก่อนเอ่ยปากเสียงอ่อยด้วยความเก้อเขิน “โธ่พี่ครับ… ช่วยเห็นใจกันหน่อยได้ไหม”
ทันทีที่เขาเลิกเก๊ก ภาพลักษณ์มาดเข้มก็พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
“นายคือหลงอ้าวเทียนจริง ๆ งั้นเหรอ?” จี้ฉางขมวดคิ้วมุ่น
“ใช่ครับ” ผีหนุ่มพยักหน้าหงึกหงัก
“แล้วเมื่อคืนนายเป็นคนทำให้ยัยนี่เป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้ใช่ไหม?” ซูจิ่นอวี้ชี้นิ้วไปทางเหวยหว่าน
หลงอ้าวเทียนเริ่มกลับมาวางมาดอีกครั้ง เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางแค่นเสียงในลำคอ “ไม่ได้ทำให้คนตกใจหรอก แต่ความเท่ของพี่มันทำให้ความเหงาขวัญกระเจิงต่างหาก! ผู้หญิงคนนี้กล้าดียังไงมาทำให้สายตาของยอดบุรุษอย่างชายคนนี้ต้องแปดเปื้อน… โอ๊ย! เจ็บ ๆ ๆ ๆ!”
“พูดจาภาษาคนดี ๆ หน่อยได้ไหม ห๊ะ?!” ซูจิ่นอวี้ทนไม่ไหว กระชากผมเขาอีกรอบ
หลงอ้าวเทียนรีบหดคอพลางพยักหน้ารัว “ได้ครับ ๆ ยอมแล้วครับ!”
ซู่เป่าเอามือประกบกัน กระซิบถามอาจารย์เบา ๆ “ท่านอาจารย์คะ สรุปแล้วเขาเป็นผีประเภทไหนเหรอคะ?”
จี้ฉางทำหน้านิ่งไร้อารมณ์ ในที่สุดเขาก็เข้าใจเสียทีว่าทำไมหลงอ้าวเทียนถึงต้องมาเกาะติดซูจิ่นอวี้ นั่นเพราะซูจิ่นอวี้คือสตรีผู้ครอบครองวาสนาและบุญบารมีสูงส่งในโลกมนุษย์ จะบอกว่าเธอเป็นคนโชคดีที่สุดในใต้หล้าก็ไม่เกินจริงนัก
แต่ไอ้เจ้าหลงอ้าวเทียนคนนี้…
“เขาเป็นผีดวงซวยน่ะ”