ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 243 ไปที่ไหน ที่นั่นก็เจ๊ง
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 243 ไปที่ไหน ที่นั่นก็เจ๊ง
บทที่ 243 ไปที่ไหน ที่นั่นก็เจ๊ง
เจ้าผีดวงซวยรีบละล่ำละลักอธิบาย “มันเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ นะครับ!” ตอนนั้นเขาแค่เผลอเหยียบแม่ไก่เข้า แต่พ่อไก่ดันเกิดโมโหเลือดเข้าตา พุ่งเข้าใส่และจิกเขาไม่ยั้งจนเขาล้มลุกคลุกคลาน มันยังตามมาจิกที่ดวงตาเขาอีก!
ด้วยความเจ็บจนหน้ามืดตามัว เขาคว้าไม้ใกล้ตัวฟาดออกไปเสียงดัง ตึง! ปลายไม้ปะทะเข้ากับหัวพ่อไก่พอดิบพอดีจนมันขาดใจตายคาที่… ฝูงไก่ที่เหลือต่างพากันแตกรังร้องระงม
ดวงตาที่เจ็บแปลบทำให้เขามองไม่เห็นทาง จนเท้าเผลอไปเหยียบลูกไก่ตายคาทีอีกหลายตัว พอแม่ไก่เห็นเข้าก็พุ่งมาจิกซ้ำ เขาเลยพลั้งมือตีแม่ไก่ตายไปอีกตัว
“พอแม่กลับมาเห็นสภาพนั้น ลูกไก่ที่เพิ่งฟักได้เจ็ดตัวถูกผมเหยียบตายไปสาม ทั้งพ่อไก่และแม่ไก่ก็ถูกผมตีตายเกลี้ยง แม่โกรธจนสติหลุดคว้าไม้มาไล่หวดผมยับเยิน”
เพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ เขาจึงหนีออกจากบ้านทันที หอบเอาเงินเก็บที่มีติดตัวไปเที่ยวเล่นประชดชีวิต แม้ถึงกำหนดเปิดเทอมเขาก็ไม่ยอมกลับไปเรียน “พ่อโกรธมากจนยื่นคำขาดว่าจะไม่ส่งเรียนต่อ ผมมันพวกหัวรั้นอยู่แล้ว เลยสวนกลับไปว่าไม่เรียนก็ไม่เรียน!”
“แค่ทำงานหาเงินเอง… มันจะยากสักแค่ไหนกันเชียว!”
เขาจึงมุ่งหน้าไปสมัครเป็นผู้ช่วยพ่อครัว ซึ่งงานแรกก็ราบรื่นดี “แต่ทำไปไม่ถึงเดือน ร้านอาหารดันล้มละลาย”
“ผมเลยเปลี่ยนไปเป็นยามที่โรงแรม สมัครปุ๊บก็ได้ปั๊บ แต่เพิ่งทำได้แค่ครึ่งเดือน โรงแรมก็เลิกกิจการตามไปอีกแห่ง”
“ไร้ทางเลือก ผมเลยต้องเข้าโรงงานไปช่วยขันน็อต ใครจะคิดว่าผ่านไปแค่เจ็ดวัน โรงงานนั่นก็ล้มละลายไปอีก!”
“แล้วยังไงต่อคะ?” สองแม่ลูกถึงกับนั่งยอง ๆ เท้าคางฟังอยู่ข้างประตูคุกพลางถามขึ้นพร้อมกัน
เจ้าผีดวงซวยถอนหายใจ “ตอนนั้นผมคิดว่าต้องหาที่ที่มั่นคงที่สุด เลยไปสมัครเป็นคนทำความสะอาดในเรือนจำ เพราะคิดว่ายังไงคุกคงไม่มีทางล้มแน่ ๆ ใช่ไหมล่ะครับ? แต่ที่ไหนได้… ขนาดคุกก็ยังถูกปิดกับเขาด้วย!”
ซู่เป่าและซูจิ่นอวี้ถึงกับตาค้าง
“เขามีการวางผังเมืองใหม่พอดีครับ คุกเก่าแห่งนี้เลยถูกสั่งทุบทิ้งทลายราบเพื่อปรับภูมิทัศน์ ผมเลยถูกเลิกจ้างไปตามระเบียบ”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ?” ซู่เป่ารู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างพิลึกพิลั่นเกินคนธรรมดาจะเจอ
“หลังจากนั้นไม่ว่าผมจะไปสมัครบริษัทไหน ที่นั่นก็ล้มละลายไปเสียหมด จนบรรดาเถ้าแก่ทั่วสารทิศต่างพากันเข็ดขยาดและสั่งห้ามไม่ให้ผมก้าวเท้าเข้าบริษัทเด็ดขาด”
“ตอนนั้นผมไม่มีเงินติดตัวแม้แต่หยวนเดียว ถึงได้ซึ้งใจว่าการดิ้นรนในสังคมมันโหดร้ายเพียงใด…”
“สุดท้ายผมเลยบากหน้ากลับไปขอร้องพ่อเพื่อกลับไปเรียนต่อ พ่อก็ยอมตกลงนะ แต่ผมเพิ่งกลับเข้าห้องเรียนได้เพียงไม่กี่วัน โรงเรียนก็ดันปิด!”
ซู่เป่าและซูจิ่นอวี้ อุทานขึ้นพร้อมกันด้วยความตื่นตะลึง เด็กน้อยตาโตเท่าไข่ห่านพลางเอ่ยถาม “โรงเรียนก็ยังล้มละลายได้ด้วยเหรอคะคุณแม่?”
‘ความสามารถระดับทำลายล้างแบบนี้ ถ้าพี่หานหานมาเห็นเข้าต้องถูกใจมากแน่ ๆ เลย!’
เจ้าผีดวงซวยร้องสะอื้นจนตัวโยน “ที่จริงคือโรงเรียนเดิมถูกยกระดับให้กลายเป็นโรงเรียนชื่อดัง พื้นที่ทั้งหมดจึงถูกสั่งรื้อถอนเพื่อก่อสร้างตึกใหม่ ส่วนพวกนักเรียนที่ผลการเรียนย่ำแย่อย่างผมก็ถูกโละไปเรียนต่อยังโรงเรียนสายอาชีพแทน”
“ผมไม่มีทางเลือกเลยต้องซัดเซพเนจรกลับบ้านพอกลับไปถึง… บ้านเกิดก็หายไปแล้ว…”
“ทำไมบ้านถึงหายไปอีกแล้วล่ะคะ?” ซู่เป่าถามย้ำด้วยความฉงน นี่มันยิ่งกว่าคำว่าอาภัพเสียอีก ไปเยือนแห่งหนใดที่นั่นก็พินาศวอดวาย แม้แต่บ้านช่องก็ยังไม่เว้นเหรอเนี่ย?
“พ่อกับแม่ผมทะเลาะกันบ้านแตก แม่โกรธจัดจนหนีไปทำงานต่างจังหวัดและไม่กลับมาเหลียวแลบ้านอีก พ่อผมทนความเหงาไม่ไหวก็เลยหนีตามแม่ไปอีกคน” ซูจิ่นอวี้ถึงกับกุมขมับ
ในเมื่อสิ้นเนื้อประดาตัว เขาจึงต้องเริ่มใช้ชีวิตตามมีตามเกิด ด้วยความเป็นเพียงนักเรียนที่ไร้ทักษะติดตัว เขาจึงต้องระเห็จออกจากอำเภอเดิมมุ่งหน้าสู่ตัวเมือง
แต่เพียงครึ่งปี ร้านอาหารน้อยใหญ่ โรงแรม หรือบริษัทต่าง ๆ ที่เขาไปร่วมงานก็พากันล้มหายตายจากไปถึงสิบเอ็ดสิบสองแห่ง จนชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปทั่วตัวเมืองในฐานะตัวซวยที่ไม่มีใครกล้าต้อนรับ
วันหนึ่งเขาไปสัมภาษณ์งาน ทันทีที่ผู้สัมภาษณ์เห็นหน้าเขาก็ควักเงินส่งให้ทันที “บอกกจะให้ผมห้าพันหยวน แต่มีข้อแม้ว่าต้องไปสมัครงานบริษัทฝั่งตรงข้ามแทน!” เขาเลยลองไปสมัครที่นั่น ปรากฏว่าบริษัทคู่แข่งกลับยื่นข้อเสนอให้หกพันหยวน เพื่อให้เขาแฝงตัวเข้าไปทำลายล้างบริษัทแรกเป็นการแก้เผ็ด!
“สุดท้ายทั้งสองบริษัทก็ทะเลาะกันใหญ่โตจนกลายเป็นคดีความเข้าคุกเข้าตาราง และจบลงด้วยการล้มละลายทั้งคู่…”
สองแม่ลูกยืนนิ่งเป็นหินราวกับถูกใครบางคนกดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้ ดวงตาสองคู่จ้องเขม็งไปยังผีร้าย ด้วยความรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ในหัวของพวกเธอขาวโพลนไปชั่วขณะ
“แต่ผมยังไม่ยอมแพ้นะ ผมมองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากความซวยของตัวเอง! ตั้งแต่นั้นมา ก็เดินสายไปหาบรรดาเจ้าของกิจการ ใครไม่ยอมจ้างเข้าทำงาน ผมจะสิงสู่อยู่หน้าบริษัทไม่ไปไหนทั้งนั้น!” วิธีนี้ได้ผลชะงัดนัก บรรดาเถ้าแก่ที่ขวัญอ่อนต่างยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อไล่ให้เขาไปพ้น ๆ หน้า
เมื่อพบหนทางหาเงินที่ทั้งไวและไม่ต้องออกแรง เจ้าคนดวงซวยก็หลงระเริง เอาเงินไปกินดื่มเที่ยวเล่นไม่หยุดหย่อน พอเงินหมดก็กลับไปขู่กรรโชกทรัพย์แบบเดิมอีก
เขาย้อมผมเป็นสีสันจัดจ้านตามเทรนด์ยอดฮิตยุคนั้น สวมเสื้อผ้าทันสมัย แม้แต่สมาชิก QQ หรือเกมเต้นเขาก็เปย์เงินเติมไม่อั้นเพื่อแต่งตัวให้ดูเท่ จนเขากลายเป็น ‘หนุ่มหน้าเย็นแห่งตระกูลคนเศร้า’ ที่มีสาว ๆ มาหลงเสน่ห์เพียบ แต่เขาก็ไม่เคยชายตาแลใคร!
“เงินยิ่งใช้ยิ่งร่อยหรอ ผมไม่มีทางเลือก เลยต้องข่มขู่เจ้าของร้านให้จ่ายหนักขึ้นกว่าเดิม”
“ผลคือพวกเถ้าแก่ทนไม่ไหว รวมหัวกันแจ้งความข้อหากรรโชกทรัพย์… สุดท้ายผมเลยถูกส่งเข้าคุกแห่งนี้”
และการย่างเท้าเข้าคุกแห่งนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของฝันร้าย…
“ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าที่นี่เขาห้ามเก็บสบู่น่ะครับ!” วิญญาณหนุ่มโฮลั่น “พอผมเผลอไปเก็บเข้า… ชีวิตก็เปลี่ยนทันที!” เหตุการณ์นั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางกบาล เขาเดินกลับเข้าห้องขังด้วยสภาพใจลอย
“แถมผมยังไม่รู้กฎว่าห้ามไปนอนตรงกลางเตียงรวมนั่นอีก…” เขาร้องไห้อย่างหนัก “ผลคือพอนอนปุ๊บ… ผมก็ถูกกระทำทันที!”
‘ชีวิตในคุกไม่มีจังหวะให้เขาได้พักหายใจหายคอเลยแม้แต่น้อย!’
“พอผมไปฟ้องร้อง เรื่องกลับยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม”
“ผมพยายามหลบไปอยู่ตามมุมมืด แต่ดันไปโดนสวิตช์ไฟที่ไฟรั่วจนถูกช็อต แล้วล้มทับตัวหัวหน้าเข้า… จากนั้นก็…”
“ผมทนไม่ไหวเลยตัดสินใจแหกคุก ผลคือโดนหมาไล่กัดไปสามสิบรอบ แถมยังโดนไม้ช็อตไฟฟ้าฟาดใส่ จนชาหนึบไปหมด”
“พอผมขอย้ายเรือนจำ แต่เชื่อไหมครับ… ทุกครั้งที่ใบอนุมัติผ่านออกมา มักมีเหตุการณ์ประหลาดขวางทางไม่ให้ผมไปได้ตลอด!”
“ครั้งแรกที่ขอย้ายสำเร็จ ผมนึกว่าสวรรค์จะเมตตาแล้ว แต่ดันมีนักโทษแหกคุกไปเผาตู้ไฟวันนั้นพอดี จนเรื่องมันยืดเยื้อ แถมผู้บริหารระดับสูงยังถูกสอบสวนและเปลี่ยนชุดใหม่ ใบขอย้ายของผมเลยหายสาบสูญไป”
“ครั้งที่สองขอย้ายผ่านอีก แต่คราวนี้อาหารในเรือนจำดันมีพิษ นักโทษท้องร่วงกันทั้งคุกจนเกิดเรื่องใหญ่ ผู้บริหารระดับสูงถูกตรวจสอบอีกรอบ… เปลี่ยนผู้นำใหม่อีกครั้ง ผมเลยต้องอยู่ต่อ”
“ครั้งที่สามขอย้ายอีก คราวนี้นักโทษดันยกพวกตีกันนัวเนียจนวุ่นวายไปหมด ผู้บริหารก็ถูกเด้ง… เปลี่ยนผู้นำ… ผมก็…”
“ครั้งที่สี่คราวนี้หนักเลย สายการผลิตในเรือนจำเกิดไฟไหม้วอดวาย… ต้องสอบสวนยกใหญ่… เปลี่ยนผู้นำ… สรุปคือผมก็ยังไปไหนไม่ได้เหมือนเดิม!”
“ครั้งที่ห้า… ครั้งที่หก…”
ไม่ว่าเขาจะเพียรขอย้ายสักกี่หน ทุกครั้งที่ใบอนุมัติออกมา เรือนจำมักเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเสมอ และทุกครั้งต้องลงเอยด้วยการเปลี่ยนตัวผู้นำชุดใหม่ตามระเบียบ
จนในที่สุด เบื้องบนก็เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติ จึงสั่งระงับคำขอของเขาถาวร เพราะขืนปล่อยให้ขอย้ายต่อไป ผู้นำคงได้ถูกตรวจสอบจนหมดเก้าอี้กันทั้งกรม เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ จึงทำได้เพียงแกล้งทำเป็นงานยุ่ง แล้วแอบหมกคำร้องของเจ้าผีโชคร้ายไว้ที่ก้นกองเอกสาร
“ผู้นำพวกนั้นต่างหากที่ซวยจริง ๆ” ซูจิ่นอวี้ถึงกับแค่นเสียงเหอะ
และนี่คือสาเหตุที่เขาไม่มีวันก้าวพ้นประตูคุกแห่งนี้ไปได้เลย
“แล้วสรุปว่าคุณถูกไก่จิกตายได้ยังไงคะ? ในคุกเขามีไก่ให้จิกด้วยเหรอ?” ซู่เป่าเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ผีดวงซวยได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ ราวกับมีคำพูดนับหมื่นติดอยู่ในลำคอจนพูดไม่ออก