ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 244 ทะเลาะกับไก่แล้วแพ้
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 244 ทะเลาะกับไก่แล้วแพ้
บทที่ 244 ทะเลาะกับไก่แล้วแพ้
ซูจิ่นอวี้และซู่เป่าต่างตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เด็กน้อยไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าในโลกนี้จะมีใครที่อาภัพอับโชคได้ถึงเพียงนี้!
เธออยากรู้แทบใจจะขาดว่าเขามีจุดจบอย่างไร ทำไมถึงได้ถูกไก่จิกตาย และเหตุใดแม้กลายเป็นผีแล้วก็ยังหวาดกลัวไก่ตัวผู้อยู่เช่นนั้น
เด็กน้อยเท้าคางพลางเร่ง “แล้วยังไงต่อคะ?”
ซูจิ่นอวี้ก็สงสัยไม่แพ้กัน “ในคุกเขาห้ามเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่เหรอ แล้วคุณไปโดนไก่จิกตายได้ยังไง?”
ผีดวงซวยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเล่านิทานก่อนนอนให้เด็กอนุบาลฟังอย่างไรไม่รู้ เขาตอบเสียงอ่อย “ในคุกมันไม่มีไก่จริง ๆ นั่นแหละ…”
หลังจากความพยายามขอย้ายเรือนจำล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน เขาจึงถอดใจ และหันมาหาทางหนีทีไล่ด้วยตัวเอง “ที่จริงผมถูกตัดสินจำคุกแค่สามปี แต่ผมใช้เวลายื่นคำร้องมาปีกว่า… ถ้านั่งชดใช้กรรมต่อไปอีกไม่กี่ปีก็พ้นโทษแล้ว”
‘แต่ชีวิตที่ต้องคอยก้มเก็บสบู่อย่างหวาดระแวงมันทำให้เขาทนไม่ไหว!!’
‘ขืนอยู่ต่ออีกหน่อย เขาคงได้กลายเป็น ‘คนโปรด’ ของหัวหน้าขาใหญ่ในนั้นเข้าจริง ๆ’
ดังนั้นบ่ายวันหนึ่งขณะฝนเริ่มโปรยปราย เขาจึงสบโอกาสแหกคุกหนีประจวบเหมาะกับวันนั้น มีคู่สามีภรรยาวัยกลางคนเดินทางมาเยี่ยมญาติ
ทั้งสองหิ้วไก่เลี้ยงเองเข้ามาขายในเมือง ทว่ากลับเหลือไก่ตัวผู้ตัวโตซึ่งยังขายไม่ได้อยู่หนึ่งตัว ระหว่างดำเนินเรื่องเยี่ยมเยียน สัมภาระถูกวางทิ้งในห้องตรวจ
และไม่รู้ว่าไอ้ไก่ตัวนั้นหลุดพ้นจากกระสอบออกมาได้อย่างไร…
“วันนั้นทุกอย่างราบรื่นมาก จริง ๆ นะ! หลังจากซวยมานาน นั่นเป็นครั้งแรกที่ราบรื่นขนาดนั้น!”
“ผมลอบหนีจากห้องขังสำเร็จ ทั้งยังมองหาเส้นทางหลบหนีได้ลื่นไหลไร้อุปสรรค พยายามหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่ตรวจเวรอยู่หลายหน กระทั่งบังเอิญพบประตูบานหนึ่งซึ่งไม่ได้ลงกลอนเข้าพอดิบพอดี”
เขาวางแผนไว้ดิบดีว่าจะใช้ซอกตึกระหว่างห้องตรวจกับห้องควบคุมเป็นทางผ่าน เพื่อปีนไปยังลานจอดรถด้านนอก แล้วแอบเกาะใต้ท้องรถหนีออกไปเหมือนในหนัง
“แต่ใครจะไปคิด! พอผมไปถึงประตูห้องตรวจ จู่ ๆ ก็มีไก่ตัวผู้ตัวหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากฟ้า พร้อมส่งเสียงร้องดังลั่น”
เจ้าผีดวงซวยในตอนนั้นตกใจจนแทบสิ้นสติ พอเห็นว่าเป็นแค่ไก่ก็โมโหจนตัวสั่น เขาพยายามรีบปีนหนีไปให้พ้น แต่ไก่ตัวนั้นกลับทำตัวประหนึ่งมีแค้นฝังหุ่นกับเขามาสิบชาติ มันพุ่งเข้าจิกเขาไม่ยอมหยุด
“จะงอยปากมันแข็งยังกับเหล็ก กรงเล็บก็คมกริบ มันระดมจิกหัวผมแบบไม่ให้พักหายใจเลย!”
“โดนมันจิกจนผมร่วงเป็นหย่อมเลย!”
เขาเผยสภาพจริงจนทรงผมเปลี่ยนไปทันที เผยให้เห็นศีรษะล้านตรงกลาง ซูจิ่นอวี้เห็นแล้วก็ตระหนักได้ทันที “มิน่าล่ะคุณถึงชอบทำทรงผมไม้กวาดตั้ง ๆ ที่แท้ก็ขาดอะไรก็เติมอย่างนั้นนี่เอง”
เขาจำใจเปลี่ยนกลับเป็นทรงไม้กวาดหลากสีตามเดิม “ผมเลยต้องเปิดศึกกับไก่ในซอกตึกนั่นแหละ”
“ตอนวางแผนหนี ผมจินตนาการถึงอุปสรรคนับพันอย่าง ไม่ว่าจะโดนผู้คุมจับ โดนกล้องวงจรปิดส่อง หรือแม้แต่โดนกระสุนยิงตาย…”
“แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่า ชีวิตโชคร้ายของผมต้องมาจบลงด้วยการต่อสู้กับไก่ตัวหนึ่งในซอกตึกแคบ ๆ!”
เสียงเอะอะโวยวายดึงดูดผู้คุมให้รุดมายังจุดเกิดเหตุ “ตอนนั้นผมคิดแค่ว่า ไหน ๆ ก็ต้องโดนจับกลับไปอยู่แล้ว แต่ก่อนจะโดนรวบตัว ผมจะต้องบิดคอไอ้ไก่บ้านี่ให้ตายตกตามกันไปให้ได้!” พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็หยุดชะงัก ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความเศร้าสร้อยและโกรธแค้น
ซูจิ่นอวี้ถามแทรก “แล้วสรุปคุณเป็นฝ่ายโดนไก่บิดคอเหรอ?”
เมื่อเห็นสีหน้าที่กล้ำกลืนฝืนทนของเขา ซู่เป่าก็เบิกตากว้าง “ไม่จริงใช่ไหมคะ?”
ซูจิ่นอวี้ถึงกับคางค้าง เธอแค่พูดจิกกัดเล่น ๆ ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะทายถูกเป๊ะขนาดนี้!
“ก็ใช่น่ะสิครับ!” เจ้าคนโชคร้ายกัดฟันกรอด
“ซอกตึกมันแคบมาก ผมต้องตะแคงตัวปีนขึ้นไป พอยิ่งเห็นผู้คุมใกล้เข้ามาผมก็ยิ่งลนลาน ในหัวคิดแค่ว่าจะฆ่าไก่ตัวนั้นให้ได้ก่อน”
ในพื้นที่แคบจำกัดนั้นเกิดการชุลมุนวุ่นวาย ไก่ก็สู้สุดชีวิต ส่วนเขาก็พยายามตะครุบมันสุดชีวิต “จู่ ๆ ไก่ตัวนั้นก็กระโดดพุ่งขึ้นไปข้างบน ผมกำลังโมโหจนเลือดขึ้นหน้าก็กระโดดตามมันไปหวังจะคว้าตัวไว้…”
“ใครจะรู้ว่าหัวของผมดันไปขัดเข้ากับส่วนที่ยื่นออกมาในซอกตึกพอดี แต่ท่อนล่างของผมมันไม่ได้ติดไปด้วย…”
“คุณพอนึกภาพออกไหม? เสียง กร๊อบ! ดังสนั่น หัวผมไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ร่างกายกลับเหวี่ยงบิดไปถึง 180 องศา!”
“…..แต่ตอนนั้นยังรู้สึกตัวนะ” เพราะเขายังมีสติสัมปชัญญะหลงเหลืออยู่ “แต่ในจังหวะที่ผู้คุมวิ่งมาถึงพอดี ไอ้ไก่ตัวแสบดันตกใจ มันกระพือปีกบินพุ่งมาทางผม แล้วกรงเล็บของมันก็เหยียบลงบนลูกตาผมเข้าเต็มแรง!”
กร๊อบ… คราวนี้กระดูกคอของเขาหักสะบั้นถาวร “ผมต้องมาตายแบบนี้แหละ” เขาเล่าไปแทบจะร้องไห้ไป “ผมไม่ยอมรับ… ทำไมโชคชะตาถึงกลั่นแกล้งให้ตายแบบนี้!”
ในเสี้ยวนาทีที่มีความหวังจะได้รับอิสรภาพ กลับต้องมาสิ้นใจเพราะไก่ตัวหนึ่ง
เขาจมดิ่งอยู่ในความอัปยศ
หลังตายไปแล้วก็ยังวนเวียนสู้กับไก่ซ้ำ ๆ ถูกเหยียบคอจนหักวันแล้ววันเล่า
จนกระทั่งจิตวิญญาณกลายเป็นวิญญาณร้าย
“ความโชคร้ายของผมเริ่มต้นจากการถูกไก่จิก และจบลงด้วยการถูกไก่จิกตาย…” เขาระบายความอัดอั้นออกมาจนหมดสิ้น
ซู่เป่ามองเขาด้วยสายตาเวทนาพลางแก้ประโยคให้ “ต่อให้ตายแล้วก็ยังไม่จบเลยนะคะ!”
ก็จริง… แม้กลายเป็นวิญญาณร้าย เขาก็ยังดวงกุดจนถูกจองจำไม่ให้ออกจากคุกแห่งนี้ไปไหนได้ ซู่เป่ากำลังจะอ้าปากถามต่อ ทว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงเข้มดังขัดจังหวะ “พวกคุณมาทำอะไรตรงนี้? ห้ามมาอยู่หน้าประตูเรือนจำนะ!”
ผู้คุมเห็นซู่เป่ายังคงนั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตูไม่ยอมไปไหน จึงสำทับอีกประโยค “ถ้าจะถ่ายเบา ข้างในมีห้องน้ำนะ! อย่ามาทำเลอะเทอะแถวนี้เด็ดขาด!”
“หนูไม่ได้ทำนะคะ! ไม่ได้ทำแบบนั้นเสียหน่อย!” ซู่เป่าหน้าแดงก่ำรีบปฏิเสธ
“รีบไปกันเถอะค่ะคุณแม่!” เด็กน้อยจูงมือซูจิ่นอวี้เตรียมวิ่งหนี เจ้าผีร้ายรีบร้อนขึ้นมาทันที “พาผมไปด้วย! ได้โปรดเถอะครับ!”
“ไปค่ะ ไปด้วยกันเลย!” ซู่เป่าเห็นใจจึงเอื้อมมือไปคว้าเขาไว้
แต่วิญญาณของเขากลับเหมือนถูกพันธนาการไว้กับบางสิ่งที่มองไม่เห็น ซู่เป่าสัมผัสได้ถึงแรงต้านมหาศาล เธอจึงปล่อยมือจากคุณแม่แล้วใช้ทั้งสองมือฉุดดึงร่างของเขาสุดกำลัง “ออกมา… ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ทันใดนั้น ด้ายแดงบนข้อมือของซู่เป่าก็เปล่งแสงนวลตาออกมา ปั๊บ! แรงดึงนั้นหลุดออก ราวกับจุกขวดที่ถูกดึงจนกระเด็น ซู่เป่าหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้า ส่วนร่างของวิญญาณโชคร้ายในมือก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
“อ๊ากกกกก…” เขาแผดเสียงร้องด้วยความดีใจขณะลอยละล่องอยู่กลางอากาศ “ผมออกมาได้แล้ว! ในที่สุดผมก็ออกมาได้จริง ๆ!” ครู่ต่อมาเขาก็เริ่มลนลาน “เดี๋ยวก่อน… ทำไมผมถึงหยุดตัวเองไม่ได้ล่ะ!?”
เจ้าผีดวงซวยพยายามตะเกียกตะกายแขนขาไปมากลางอากาศ ร่างของเขากลับพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกกระสุนปืน และหายวับไปจากสายตาในชั่วพริบตา
“???”