ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 252 ชีวิตที่ไม่ได้นอนขี้เกียจ…จะเรียกว่าชีวิตที่สมบูรณ์แบบได้ยังไง
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 252 ชีวิตที่ไม่ได้นอนขี้เกียจ…จะเรียกว่าชีวิตที่สมบูรณ์แบบได้ยังไง
บทที่ 252 ชีวิตที่ไม่ได้นอนขี้เกียจ…จะเรียกว่าชีวิตที่สมบูรณ์แบบได้ยังไง
ท้องฟ้ามืดสนิทราวกับน้ำหมึกที่สาดกระจาย คุกในยามราตรีคล้ายถูกปกคลุมด้วยม่านพลังลึกลับซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
จี้ฉางตรวจสอบโดยรอบหลายครั้งพลางขมวดคิ้วมุ่น เจ้าผีดวงซวยนั่นเป็นเพียงวิญญาณรันทด ทว่าเหตุผลที่ทำให้มันถูกกักขังไว้ ณ สถานที่แห่งนี้… กลับเป็นเรื่องชวนให้ประหลาดใจยิ่งนัก
“มีใครแอบวางแผนการอยู่เบื้องหลังหรือเปล่านะ?” จี้ฉางครุ่นคิด
สายตาคมกริบกวาดมองสำรวจเรือนจำซึ่งมีลักษณะคล้ายโดมแก้วคว่ำครอบงำพื้นที่ไว้ ก่อนสังเกตเห็นแผ่นป้ายอาคมฝังลึกอยู่ตามทิศทั้งแปด เป็นหลักฐานบ่งบอกชัดเจนว่ามีผู้ทรงอาคมใช้สถานที่แห่งนี้สะกดหรือกดทับบางสิ่งเอาไว้เบื้องล่าง
แต่เขายังไม่อาจระบุตัวตนของผู้ลงมือได้ ในยามนี้จึงทำได้เพียงเฝ้ารอคอยจังหวะให้คนผู้นั้นเผยตัวออกมาจากเงามืดเท่านั้น
*
เช้าวันเสาร์อันแสนสดใส ซูอีเฉินไม่ได้ออกไปบริษัท แต่นั่งรับประทานอาหารเช้าอยู่ภายในห้องอาหารอย่างสงบ
มู่กุยฝานออกไปวิ่งออกกำลังกายตั้งแต่เช้ามืด นอกจากจะวิ่งแล้ว ปกติเขายังต้องแวะไปจัดการงานที่กรมทหารอีกด้วย เขามักออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า และกว่าจะกลับมาก็ล่วงเลยไปถึงเก้าโมงกว่า
ซูอิงเอ๋อร์และซูจื่อหลิน ต่างก็มีภาระหน้าที่ต้องไปตรวจดูงานในเขตก่อสร้าง
ทางด้านซูอี้เชิน ซึ่งเป็นหมอนั้น แทบจะหาเวลาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ไม่ได้เลย
ขณะที่ซูเยว่เฟย ก็มีตารางบินรัดตัวต้องขึ้นเครื่องอยู่ตลอดเวลา ส่วนซูโล่วนั้น หากได้เข้ากองถ่ายทำภาพยนตร์เมื่อไหร่ ก็มักหายหน้าหายตาไปเป็นเดือนหรือครึ่งปีเสมอ…
ด้วยเหตุนี้ สมาชิกที่ครองคฤหาสน์บ่อยสุดในช่วงนี้ จึงกลายเป็น ซูอีเฉินและมู่กุยฝานไปโดยปริยาย
สำหรับพวกเด็ก ๆ แล้ว ปิดเทอมฤดูร้อนถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ละคนต่างพากันนอนขี้เกียจอยู่บนเตียงจนล่วงเลยเวลาแปดโมงเช้า ก็ยังไม่มีใครยอมขยับตัวลุกขึ้นมา
สิ่งนี้เริ่มทำให้ท่านผู้เฒ่าซูรู้สึกขัดหูขัดตาจนต้องเอ่ยปากวิจารณ์ขึ้นมาบ้างแล้ว
“เป็นเด็กควรปลูกฝังนิสัยนอนเร็วตื่นเช้าสิ ไม่เช่นนั้นโตไปจะกลายเป็นคนเกียจคร้าน! นี่อะไรกัน แปดโมงแล้วยังไม่ตื่นสักคน ไร้วินัยสิ้นดี!”
ซูอีเฉินแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินพลางจิบกาแฟเงียบ ๆ
คุณนายซูผู้เฒ่าชำเลืองมองสามี “นอนขี้เซาแล้วมันยังไงล่ะ? ก็คุณมันแก่แล้วเลยนอนไม่ค่อยหลับ แต่เด็ก ๆ เขากำลังโตต้องนอนให้มากเข้าไว้สิ แถมเมื่อคืนพวกเขาก็เข้านอนกันตั้งเร็วไม่ใช่หรือไง?”
“ถึงพวกเขาจะตื่นสาย แต่พวกเขาก็เข้านอนเร็วนี่!”
“…”
คุณนายซูรุกต่อ “เด็ก ๆ จะมีพัฒนาการที่ดีได้ก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ! เลิกเอาเรื่องระเบียบวินัยมาอ้างกับฉันเสียที เพราะไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการเจริญเติบโตของหลานอีกแล้ว”
สำหรับการได้เอนหลังพักผ่อนบนเตียงในวันหยุดน่ะ ถือเป็นเรื่องธรรมดา!
ชีวิตที่ขาดการตื่นสาย จะนับว่าเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร?
ในยามปกติต้องไปเรียน พวกเด็ก ๆ ก็ไม่เคยไปล่าช้าให้เสียประวัติ พอถึงคราวหยุดพักจะขอตื่นช้าลงสักหน่อยจะเป็นไรไป?
ในมุมมองของคุณนายซูนั้น ยามต้องเข้มงวดก็ต้องจริงจัง แต่ยามที่ควรผ่อนปรนก็ต้องรู้จักปล่อยวาง สำคัญคือเธอมั่นใจในตัวหลานทุกคนเสมอ
ท่านผู้เฒ่าซูสะบัดหนังสือพิมพ์ในมือจนเสียงดังพรึ่บ รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าขึงขังขึ้นมาทันที แล้วพึมพำอุบอิบ “เอาเถอะ…พูดดีพูดร้ายคุณพูดหมดแล้ว ผมจะพูดอะไรได้อีก”
คุณนายซูฟังไม่ถนัด “คุณว่าอะไรนะ?”
ท่านผู้เฒ่าซูลูบจมูกแก้เก้อ “เปล่า… ไม่มีอะไร” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนโพล่งขึ้นมาใหม่ “ฉันเห็นว่าปิดเทอมพวกเขาก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ปล่อยให้อยู่บ้านเฉย ๆ มันเปลืองเวลาชีวิตเกินไป ลองหาที่เรียนพิเศษให้พวกเขาบ้างสิ”
คุณนายซูถลึงตาใส่ทันที “อย่างซูเหอเหวินกับซูเหอเวิ่นน่ะเหรอที่ต้องเรียนเพิ่ม?”
“…”
“แล้วอย่างซูจื่อซีกับหานหานล่ะ ส่งไปเรียนจะมีประโยชน์อะไร?”
ชายชรานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ พลางนึกถึงวีรกรรมและนิสัยของหลานแต่ละคน… จริงอย่างที่ภรรยาว่า หากส่งซูจื่อซีกับหานหานไปเรียนตอนนี้ นอกจากไม่ได้อะไรแล้ว ดูท่าคงเป็นการเอาเงินไปทิ้งเสียเปล่า ๆ!
คุณนายซูสรุปทิ้งท้าย “แล้ว ซู่เป่าของฉันอายุแค่นี้ จำเป็นต้องไปเรียนพิเศษด้วยเหรอจ๊ะ?”
‘โอเค ยอมแพ้ก็ได้’
ซูอีเฉินผู้นิ่งขรึมนั้นฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ยอมปริปากแทรกการโต้เถียงนี้แม้แต่คำเดียว
คุณนายซูยังคงบ่นพึมพำ “คนสมัยก่อนเขาบอกว่า เวลาเรียนก็ต้องตั้งใจ เวลาเล่นก็ต้องเล่นให้เต็มที่ เด็กชอบเล่นน่ะเป็นเรื่องธรรมชาติ กระบวนการเล่นนี่แหละคือการใช้สมองชั้นยอด…”
แต่พอนึกถึงวีรกรรมเตียงน้ำระเบิดเมื่อคืน เธอก็เงียบเสียงลงไปชั่วขณะ…
ถึงแม้จะทำให้บ้านปั่นป่วนจนต้องยกเครื่องระบบไฟฟ้าใหม่ซึ่งเสียเงินไม่น้อย
แต่สุดท้ายเด็ก ๆ ก็ได้บทสรุปว่า ตระกูลซูรวยมาก อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ!
คิดได้ดังนั้นคุณนายซูก็กลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง เธอฮัมเพลงเดินออกไปเตรียมตัวไปเต้นในลานกว้าง ในจังหวะเดียวกับที่ซู่เป่ากำลังขยี้ตาอย่างงัวเงียเดินลงบันไดมาด้วยท่าทางมึน ๆ
“คุณยายคะ… หนูหิวจังเลยค่ะ!” เด็กน้อยเดินผมเผ้ายุ่งเหยิง อุ้มตุ๊กตากระต่ายไว้ในอ้อมแขน บนศีรษะยังมีผมจุกเล็ก ๆ ชี้โด่เด่ดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียจนคุณนายซูรีบสั่งให้แม่บ้านยกอาหารเช้าออกมาทันที
“ทำไมวันนี้ซู่เป่าตื่นเช้าจังลูก?” คุณนายซูรินนมสดพลางตักโจ๊กให้หลานรักครึ่งชาม
ซู่เป่าตอบเสียงอ้อมแอ้ม “อืม… นอนพอแล้วก็เลยตื่นค่ะ”
เธอยังพะวงเรื่องอาจารย์จี้ฉางที่เพิ่งกลับมาจากการเฝ้าคุกอีกคืน ซู่เป่ารู้สึกว่าในฐานะศิษย์เธอควรจะช่วยอาจารย์สืบหาความจริงเรื่องนี้ให้ได้ หลังจากกินข้าวเสร็จคงต้องไปปรึกษาเสียหน่อย
ขณะกำลังครุ่นคิด เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น คุณนายซูรับสายด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย แล้วยิ้มออกมา “ได้สิจ๊ะ ไม่มีปัญหาเลย”
“คุณยายคะ ใครโทรมาเหรอคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เป็นคุณป้าคนหนึ่งน่ะลูก เดี๋ยวเธอจะมาเยี่ยมที่บ้านเรา”
พูดจบเธอก็หันไปมองซูอีเฉิน “จำเด็กผู้หญิงที่เคยรักษาตัวพร้อมกับจิ่นอวี้ได้ไหม ที่ชื่อ
”
“จำได้ครับ… แล้วเธอเป็นยังไงบ้าง?” ซูอีเฉินนิ่งคิดครู่หนึ่ง จึงพยักหน้า
คุณนายซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจ “เธอรักษาหายดีแล้ว และตอนนี้กำลังเดินทางกลับประเทศ…”
ย้อนกลับไปตอนนั้น เป้ยเฉินอวี่ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเช่นเดียวกับจิ่นอวี้ ทว่าในขณะที่จิ่นอวี้ไม่อาจรอจนพบผู้บริจาคที่เข้ากันได้ เป่ยเฉินอวี่กลับเป็นผู้โชคดีได้รับโอกาสนั้น
แต่เนื่องจากครอบครัวของเป่ยเฉินอวี่ยากจนมาก ไม่รู้ว่าเธอไปสนิทสนมกับจิ่นอวี้ได้อย่างไร ลูกสาวของเขาในตอนนั้นดีใจแทนเพื่อนคนนี้มาก จนถึงขั้นมาอ้อนวอนขอให้ซูอีเฉินช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด มีหรือที่ซูอีเฉินจะปฏิเสธได้?
อีกอย่างเงินเพียงไม่กี่ล้านสำหรับตระกูลซูแล้วไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
หลังจากนั้น เป้ยเฉินอวี่จึงได้รับการสนับสนุนจากตระกูลซูไปรักษาตัวต่อที่ต่างประเทศ จนกระทั่งจิ่นอวี้หายตัวไป ทุกคนในตระกูลต่างมัวแต่วุ่นวายกับการออกตามหาลูกสาวจนแทบคลุ้มคลั่ง จึงไม่มีใครนึกถึงชื่อของเป้ยเฉินอวี่อีกเลย
สำหรับตระกูลซูแล้ว เป้ยเฉินอวี่เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เคยคุ้นเคยกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น…
ขณะซู่เป่ากำลังนั่งกินอาหารพลางเล่นไข่ต้มในมือไปด้วย จู่ ๆ ไข่ฟองนั้นก็ตั้งขึ้นมาตรง ๆ เพียงครู่เดียวมันก็ล้มพับลงส่งเสียงดัง ตุ้บ! โดยปลายด้านหนึ่งชี้ตรงไปยังทางด้านที่ซูอีเฉินนั่งอยู่
ซู่เป่าอุทานออกมาเบา ๆ ด้วยความประหลาดใจ
กระทั่งเวลาประมาณสิบโมงเช้า แขกที่นัดไว้ก็เดินทางมาถึงบ้าน เธอเป็นหญิงสาว แต่งตัวธรรมดาเรียบง่าย ดูแล้วอายุราว ๆ ยี่สิบสามถึงยี่สิบสี่ปี
“สวัสดีค่ะคุณยายซู… หนูเป้ยเฉินอวี่ไงคะ คุณยายยังจำหนูได้ไหม?” เป้ยเฉินอวี่เอ่ยด้วยท่าทางตื่นเต้น มือทั้งสองข้างคอยดึงชายเสื้อตัวเองไปมาไม่หยุด
คุณนายซูเป็นคนอัธยาศัยดีอยู่แล้ว จึงส่งยิ้มกว้าง “จำได้สิจ๊ะ นั่งลงก่อนสิลูก!”
เป้ยเฉินอวี่กวาดสายตามองโซฟาหรูหราตรงหน้าด้วยท่าทางกังวลจนเกินเหตุ “เอ่อ… หนูว่าหนูยืนดีกว่าค่ะ โซฟานี่ดูราคาแพงมาก หนู… หนูไม่คู่ควรจะนั่งลงไปหรอกค่ะ
“?”
แม้ปากจะพร่ำบอกว่าตนเองไม่คู่ควร และพยายามก้มหน้าไม่สบตาใคร ทว่าเป้ยเฉินอวี่กลับลอบมองไปยังซูอีเฉินอยู่บ่อยครั้ง
“พี่อีเฉินคะ วันนี้หนูตั้งใจมาเพื่อขอบคุณพวกคุณจริง ๆ ค่ะ ตอนนั้นถ้าไม่ได้เงินรักษาจากพี่ หนูคงไม่มีชีวิตอยู่มาถึงตอนนี้… แต่หนูก็ไม่รู้เลยว่าจะหาอะไรมาตอบแทนคุณได้ เพราะบ้านของหนู… ยากจนมากจริง ๆ ไม่รู้จะเอาอะไรมามอบให้พวกคุณดี…”
เป้ยเฉินอวี่กัดริมฝีปากแน่น มือยังคงบิดชายเสื้อวนไปมาด้วยท่าทางกระสับกระส่าย
เด็กน้อยจ้องมองไปยังพี่สาวตรงหน้า แล้วทำท่าครุ่นคิด
“อืมมม…”