ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 260 พี่อีเฉิน ช่วยฉันด้วย…
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 260 พี่อีเฉิน ช่วยฉันด้วย…
บทที่ 260 พี่อีเฉิน ช่วยฉันด้วย…
เป้ยเฉินอวี่นอนซมอยู่บนเตียง กระดูกขาหักสร้างความเจ็บปวดทรมาน
ผู้เป็นแม่รีบโทรศัพท์แจ้งรถพยาบาลไปนานแล้ว แต่จนป่านนี้กลับยังไม่มีวี่แววว่ารถจะมาถึงเสียที
“แม่คะ… หนูเจ็บขาเหลือเกิน” เป้ยเฉินอวี่สะอื้นไห้ “หัวก็ปวดจนแทบระเบิดแล้ว”
มารดาของเธอเอื้อมมือไปสัมผัสหน้าผาก จึงพบว่าลูกสาวกำลังเริ่มจับไข้สั่น เธอรีบคว้าผ้าชุบน้ำมาประคบเพื่อหวังจะบรรเทาอาการให้ลูกสาว “อดทนอีกนิดนะลูก พ่อเขากำลังเร่งโทรตามให้อยู่”
ถัดไปนอกห้อง พ่อของเป้ยเฉินอวี่ส่งเสียงสบถอย่างหงุดหงิด “อะไรกัน! เรียกรถไม่ได้เลยสักคันเหรอ?… ทุกคันติดเคสรับคนท้องหมดเลยงั้นรึ?”
“ที่บอกให้ไปโรงพยาบาลเองน่ะหมายความว่ายังไง! ขาหักแบบนี้ยังบอกว่าไม่ใช่เคสฉุกเฉินอีกเหรอ…”
ปลายสายตอบกลับมาด้วยถ้อยคำที่ทำให้เขาต้องกดวางสายด้วยความโกรธจัด ก่อนบ่นพึมพำเสียงต่ำ “คงเป็นเพราะเห็นว่าบ้านเราจน ไม่มีซองให้ล่ะสิถึงได้อืดอาดอ้างโน่นอ้างนี่! บอกว่ารถไม่พอเพราะติดรับเคสคนท้อง… นี่ผู้หญิงทั้งเมืองนัดกันคลอดลูกคืนนี้หรือไงกัน!”
‘เป้ยเฉินอวี่ได้ยินคำตัดพ้อเหล่านั้น น้ำตาก็ยิ่งรินไหลออกมาไม่ขาดสาย’
‘ทำไมชีวิตเธอถึงได้อับโชคขนาดนี้? ‘
‘แม้กระทั่งเรื่องเรียกรถพยาบาลยังต้องมาเผชิญกับสถานการณ์หารถไม่ทันอีก’
“แม่คะ… หนูอยากกินแตงโม” เป้ยเฉินอวี่เอ่ยเสียงสั่น
“ได้จ้ะลูก เดี๋ยวแม่ไปหั่นมาให้เดี๋ยวนี้เลย!”
ผู้เป็นพ่อถอนหายใจยาว “ไม่ต้องรอรถพยาบาลบ้าบอนั่นแล้ว เดี๋ยวพ่อออกไปหาเรียกรถเอง ไปโรงพยาบาลกันตอนนี้เลย” เขานึกเสียใจที่มัวแต่เสียเวลารอ ถ้ารู้แบบนี้เรียกแท็กซี่ไปตั้งแต่แรกคงดีกว่า…
ปัง!
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกถีบจนเปิดออกอย่างแรง
มันคือการถูกพังเข้ามาจริง ๆ จนแม่ของเป้ยเฉินอวี่ตกใจจนยืนชะงัก ในมือกำลังอุ้มแตงโมค้างไว้ด้วยความฉงน
“พวกนายเป็นใครกัน บุกเข้ามาทำไม!?” คุณพ่อของเธอรีบเดินเข้าขวาง
ชายคนหนึ่งหัวเราะหยัน “เหอะ! ยังมีอารมณ์จะกินแตงโมอยู่อีกเหรอ? กินเข้าไปก็เสียของ ไปกินขี้เถอะ!” เขาตวาดด้วยความแค้นจัดพลางเตะเก้าอี้กระเด็นไปคนละทิศละทาง
เป้ยเฉินอวี่สัมผัสได้ถึงอันตรายคืบคลานเข้ามา เธอหวาดกลัวจนต้องกอดผ้าห่มไว้แน่น กลุ่มชาวบ้านกวาดสายตาสำรวจไปรอบห้อง ก่อนหยุดสายตาลงที่เธอแล้วตะคอกถามด้วยท่าทีดุดัน “แกชื่อเป้ยเฉินอวี่ใช่ไหม?!”
เธอได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างอ่อนแรง
ชายคนเดิมหัวเราะในลำคอพร้อมกับคว้าเศษป้ายวิญญาณออกมา แล้วเขวี้ยงใส่หน้าเธอเต็มแรง!
“ป้ายพวกนี้ แกเป็นคนบูชาใช่ไหม!?”
หัวใจของเป้ยเฉินอวี่หล่นวูบ ราวกับตกลงไปถึงตาตุ่ม เธอรีบส่ายหน้าปฏิเสธรัว ๆ “ไม่ใช่… พวกคุณพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลยสักนิด!”
หญิงชราคนหนึ่งถือไม้เท้าก้าวออกมาพลางกระทุ้งลงพื้นเสียงดัง ตึก ตึก! “ยังจะมาทำเป็นไขสืออีก! เป็นแกใช่ไหมที่แอบไปตั้งโต๊ะกราบไหว้พวกฆาตกรที่ฆ่าพี่น้องเรา 30 ศพ บนตึก 7 น่ะ! ใช่แกใช่ไหม!”
เสียงด่าทอเซ็งแซ่ระเบิดขึ้นทันที ชาวบ้านแต่ละคนต่างจ้องมองเธอด้วยแววตาอาฆาต
พ่อแม่ของเป้ยเฉินอวี่เพิ่งจะเริ่มตั้งสติได้ จึงรีบเอ่ยแย้ง “ต้องมีความเข้าใจผิดกันแน่ ๆ ค่ะ… ครอบครัวเราเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่เดือนเอง พวกเราไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าคนพวกนั้นคือใคร!”
“เฉินอวี่ลูกสาวเราขี้กลัวจะตายไป แค่แมลงสาบตัวเดียวเขายังร้องไห้เลย จะไปทำเรื่องพิเรนทร์แอบตั้งป้ายวิญญาณแบบนั้นได้ยังไงกัน!”
ทว่ายามนี้ความโกรธแค้นได้บังตาจนไม่มีใครยอมรับฟังคำอธิบายใด ๆ ทั้งสิ้น
“หลักฐานคาตาขนาดนี้ ชื่อบนป้ายก็เขียนชัดเจนว่าเป้ยเฉินอวี่ ยังกล้าแก้ตัวอีกเหรอ!” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งพุ่งเข้าไปกระชากแขนเป้ยเฉินอวี่ เพื่อลากเธอออกมาจากห้องนอน
มารดาของเป้ยเฉินอวี่ทั้งร่ำไห้และแผดเสียงตะโกนด้วยความคับแค้นใจ
คนพวกนี้ช่างป่าเถื่อนเหลือเกิน เห็นว่าครอบครัวเธอไร้ทางสู้จึงคิดจะรุมรังแกกันตามอำเภอใจเช่นนี้!
“พวกคุณมันโจรชัด ๆ กฎหมายบ้านเมืองยังศักดิ์สิทธิ์อยู่ไหม!”
“เพียงเพราะเห็นชื่อบนป้าย พวกคุณก็ทึกทักเอาเองว่าเป็นลูกสาวฉันงั้นเหรอ!? โลกนี้คนชื่อเป้ยเฉินอวี่มีตั้งกี่ร้อยกี่พันคน!”
ไม่มีใครนำพาต่อเสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจของเธอ เพลิงโทสะจากอดีตถูกจุดติดขึ้นมาทำให้หลายคนสูญเสียสติสัมปชัญญะไปจนสิ้น
ชาวบ้านบางส่วนเริ่มรื้อค้นตู้เสื้อผ้าจนสิ่งของกระจัดกระจาย ด้วยหวังจะล่าหลักฐานการบูชาวิญญาณโฉดมามัดตัวเด็กสาวให้ได้
ขณะเดียวกันก็เกิดการปะทะและฉุดกระชากกับพ่อของเป้ยเฉินอวี่จนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความวุ่นวาย หนักข้อถึงขั้นมีคนฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนเข้ามากระชากผมพร้อมตบหน้าเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เป้ยเฉินอวี่ถูกทำร้ายจนสมองเบลอไปหมด เด็กสาวร่ำไห้จนตัวสั่นเทาละล่ำละลักปฏิเสธ “ไม่ใช่หนู… ไม่ใช่หนูจริง ๆ นะคะ…”
เธอพยายามยกมืออันสั่นระริกขึ้นกำบังใบหน้าพลางปล่อยโฮออกมาสุดเสียง “หนูป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวนะคะ! หนูน่ะไม่รู้จักคนพวกนั้นด้วยซ้ำ แล้วทำไมหนูต้องทำเรื่องแบบนั้นด้วยล่ะ?”
ฝ่ายมารดาโกรธจนริมฝีปากสั่นเครือ “พวกคุณกล้าดียังไงมาบุกรุกบ้านคนอื่นแบบนี้ ฉันจะฟ้องร้องให้ถึงที่สุดเลยคอยดู!”
ทว่าท่ามกลางข้าวของซึ่งกำลังถูกรื้อค้นจนกระจุยกระจาย พลันมีชายคนหนึ่งค้นพบเอกสารสำคัญเข้าพอดี เขาจึงแผดเสียงตะโกนลั่น “หยุดก่อนทุกคน! ฟังทางนี้!”
เขาชูใบรับรองฉบับนั้นขึ้นให้เห็นชัดถนัดตา เนื้อความด้านในระบุว่าเป้ยเฉินอวี่เคยได้รับการบริจาคไขกระดูก และเธอเป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวจริงตามคำกล่าวอ้าง…
ทันใดนั้นทุกคนต่างหยุดมือลงด้วยความฉงน
‘เธอป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวจริง ๆ งั้นหรือ?’
‘หากเป็นเช่นนั้น ดูเหมือนเด็กสาวจะไม่มีเหตุผลจูงใจให้ทำเรื่องอัปมงคลแบบนั้นเลย… ‘
‘หรือว่าพวกเขาจะเข้าใจผิดไปเอง?’
เมื่อเห็นฝูงชนเริ่มลังเล เป้ยเฉินอวี่ก็สะอื้นไห้จนตัวโยน “หนู… หนูไม่ได้ทำจริง ๆ นะคะ ไม่ใช่หนู… ทุกเดือนหนูต้องไปรับการรักษาตลอด ครอบครัวเรายากจนจนข้าวเหลือสักเม็ดยังไม่กล้าทิ้ง”
“กับข้าวอย่างเดียวต้องฝืนกินตั้งสามวัน พ่อกับแม่เก็บออมเงินซื้อกระดูกหมูเพียงชิ้นเดียวยังต้องแบ่งทำสองมื้อให้หนูทาน ส่วนพวกท่านเองกลับไม่กล้าแตะเลยสักนิด…”
“คนจนตรอกแบบพวกเรา จะเอาเงินเอาอารมณ์ที่ไหนไปกราบไหว้บูชาคนอื่นได้อีก!”
เป้ยเฉินอวี่ตกอยู่ในความสิ้นหวังถึงที่สุด หยาดน้ำตาไหลรินอาบสองแก้ม ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาทำให้ผู้พบเห็นอดรู้สึกสงสารจับใจไม่ได้
ฝ่ายมารดาเห็นดังนั้นยิ่งเวทนาลูกสาว เธอโผเข้ากอดพร้อมร่ำไห้สะอึกสะอื้น “ลูกสาวที่น่าสงสารของแม่… ชาติก่อนเราไปทำกรรมอันใดไว้หนอ! เหตุใดชีวิตลูกแม่ถึงได้ตกระกำลำบากเพียงนี้!”
ขณะที่บิดาของเป้ยเฉินอวี่เอาแต่นั่งยอง ๆ กุมขมับเงียบกริบไม่ยอมปริปาก
ยามเผชิญหน้ากับคนอ่อนแอเขามักจู่โจมรุนแรง แต่เมื่อพบคนแข็งแกร่งกลับแสร้งทำเป็นสงบเสงี่ยม…
แม้ตอนนี้นั่งขดอยู่มุมห้องไม่พูดจา แต่ท่าทางทั้งหมดล้วนสื่อว่าตนเองก็น่าเวทนาไม่แพ้กัน
ท่ามกลางความลังเลของทุกคน จู่ ๆ เสียงเล็กใสอันแสนน่ารักก็ดังขึ้น “คุณลุงคุณป้าคะ ตึกนั้นเขามีกล้องวงจรปิดนะคะ!” ซู่เป่าชูแฟลชไดรฟ์ในมือขึ้น
ซูเหอเวิ่นรีบนำคอมพิวเตอร์พกพาของพ่อมาวาง เสียบอุปกรณ์ลงไปพลางกดเปิดวิดีโอทันที
ภาพปรากฏคือเป้ยเฉินอวี่แอบถือผลไม้ ธูปเทียน และกระดาษเงินกระดาษทอง ลอบเข้าไปในตึก 7 อย่างลับ ๆ
ความถี่ในการแวะเวียนไปยังตึกร้างนั้นค่อนข้างบ่อย แทบทุกสองสามวันเธอจะปรากฏตัวให้เห็น และทำเช่นนี้ต่อเนื่องมาหลายเดือนนับแต่ย้ายมาอยู่
วันเวลาที่บันทึกบนหน้าจอกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐานมัดตัวอย่างชัดแจ้ง บุคคลในภาพคือเป้ยเฉินอวี่ไม่ผิดตัวแน่ เลนส์กล้องบันทึกภาพไว้ได้ครบถ้วนทั้งจังหวะเดินเข้าและเดินออก
ฝ่ายพ่อแม่ของเป้ยเฉินอวี่ถึงกับอึ้งตะลึงจนพูดไม่ออก
เมื่อครู่ยามเกิดข้อพิพาท พวกเขายืนกรานหนักแน่นว่าไม่รู้จักกลุ่มคนชั่วพวกนั้น แต่อาศัยอยู่ที่นี่มานาน จะเป็นไปได้อย่างไรที่ไม่เคยระแคะระคายเรื่องราวเลย และสิ่งที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่า คือลูกสาวของตนกลับลอบไปกราบไหว้คนโฉดซึ่งทั้งมนุษย์และเทพเซียนต่างรุมสาปแช่ง!
“ไม่จริง…” มารดาของเธอพึมพำเสียงแผ่ว “ลูกฉันร่างกายอ่อนแอ แค่เดินลงบันไดยังลำบากเลย…”
“ลูกสาวผมเป็นคนจิตใจดี เธอไม่มีวันทำเรื่องพรรค์นี้เด็ดขาด…” ฝ่ายพ่อเอ่ยด้วยความงุนงง
ทั้งสองคนหันขวับไปมองเป้ยเฉินอวี่เป็นตาเดียว
เป้ยเฉินอวี่ช็อกจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง เธอคิดมาตลอดว่าตึกร้างนั้นไม่มีคนอยู่ จึงไม่น่ามีกล้องวงจรปิดติดไว้ แต่ใครจะคาดคิดว่าความจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น…
“หนู… หนู…” เธอละล่ำละลักจนพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าไปมา หยาดน้ำตาพรั่งพรูตามจังหวะการเคลื่อนไหว ดูช่างน่าสงสารและไร้ที่พึ่งพิงเหลือเกิน…
ทันใดนั้น สายตาเธอก็พลันเหลือบไปเห็นซูอีเฉินซึ่งยืนอยู่นอกวงล้อมฝูงชน ราวกับเห็นแสงแห่งความหวัง!
เด็กสาวตะเกียกตะกายลุกขึ้นโซเซพลางร้องไห้โฮ “พี่อีเฉินคะ ไม่ใช่หนู หนูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พี่อีเฉินช่วยหนูด้วยนะคะ…”