ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 259 การบูชาของเป้ยเฉินอวี่
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 259 การบูชาของเป้ยเฉินอวี่
บทที่ 259 การบูชาของเป้ยเฉินอวี่
ซูเหอเวิ่น ซูจื่อซี และหานหาน เด็กน้อยทั้งสามต่างพากันจ้องมองซู่เป่าด้วยดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ใบหน้าของแต่ละคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสจนปิดไม่มิด
ภาพเบื้องหน้าคือวิญญาณใบหน้าที่ถูกซู่เป่าเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้า ต่อให้มันจะดิ้นรนขัดขืนเพียงใดก็ไม่อาจหลุดพ้น ได้แต่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
ซู่เป่าขยับนิ้วก่อนตะโกนสั่งเสียงต่ำ “ลูกไฟเพลิง ออกมา!”
ลูกไฟเพลิง?
ซูเหอเวิ่นงุนงงไปชั่วขณะ แต่วินาทีถัดมาเขากลับต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นลูกไฟพุ่งวาบออกมาจากปลายนิ้วของน้องสาว ก่อนแผดเผาใบหน้าประหลาดนั้นจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
“!!!”
‘นี่มัน… ไฟวิญญาณของจริงนี่นา!’
หานหานยืนอ้าปากค้างพลางนึกทบทวน…
‘ฉากที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ เธอคล้ายจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน!’
ความทรงจำย้อนกลับไปในคืนที่แม่ของเธอถูกคุณย่าไล่ออกจากบ้าน วันนั้นเธอนั่งร้องไห้อยู่ในห้องเพียงลำพัง จู่ ๆ ก็มีผีร้ายปีนข้ามหน้าต่างเข้ามาจนเธอต้องมุดหนีลงไปใต้ผ้าห่มด้วยความหวาดกลัว
ทว่าในจังหวะที่ผีนั่นกำลังจะกระชากผ้าห่มออก ซู่เป่าก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับพึมพำถ้อยคำประหลาด แล้วโยนลูกไฟเพลิงเข้าใส่จนผีร้ายเตลิดหนีไป…
“ผี… มันคือผีจริง ๆ ด้วย!” ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ หานหานเข้าใจทุกอย่างทะลุปรุโปร่งในทันที! ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้ฝันไป ไม่ได้ละเมอไปเอง แต่เธอเห็นผีเข้าจริง ๆ และครั้งนี้เธอก็เห็นมันอีกครั้ง!
ช่างน่าเหลือเชื่อที่ความลับนี้ถูกทิ้งไว้ตั้งนาน จนเพิ่งมากระจ่างแจ้งเอาป่านนี้
หานหานร้องอุทาน “โอ้โฮ!” ก่อนกระโจนเข้าหาซูจื่อซีแล้วกระโดดขึ้นไปขี่คอพี่ชาย
“???”
‘น้องสาวเขาไปเอาแรงมาจากไหน ถึงได้กระโดดขึ้นมาสูงขนาดนี้!’
“ปล่อยนะ!” ซูจื่อซีเดินโซเซพลางพยายามแกะมือหานหานออก “ฉะ… ฉันจะ… ถูกรัดคอตายอยู่แล้ว!”
ซูเหอเวิ่นหันไปพบหานหานกำลังขี่คอซูจื่อซีจนพี่ชายคนรองแลบลิ้นปลิ้นตาด้วยความอึดอัด ภาพโกลาหลนั้นยิ่งทำให้เขาเสียขวัญจนต้องยึดเข็มขัดของซูอีเฉินไว้แน่นไม่ยอมคลาย ส่งผลให้สถานการณ์รอบตัววุ่นวายอยู่พักใหญ่
ซู่เป่าอาศัยช่วงเวลานั้นสะบัดปลายนิ้วส่งลูกไฟเพลิงออกไปต่อเนื่อง แผดเผาใบหน้าส่วนที่เหลือให้มอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลี เสียงกรีดร้องด้วยความโกรธแค้นอันแสนดื้อรั้นดังก้องไปทั่วห้อง ก่อนค่อย ๆ ดับสูญไป
“เรียบร้อยแล้วค่ะ!” ซู่เป่าตบมือเบา ๆ พลางยื่นมือออกไปดึงเข็มทิศและตาข่ายกักวิญญาณกลับมาไว้กับตัว
ซูอีเฉินรีบเข้าไปประคองซูจื่อซีที่ทำท่าจะล้มพับ พร้อมกับอุ้มหานหานลงจากคอพี่ชาย
ซูจื่อซีทรุดลงบนพื้น หานหานเองก็ขาอ่อนแรงจนร่วงลงไปนั่งกองอยู่ข้าง ๆ จะเหลือก็เพียงซูเหอเวิ่นที่ยังเกาะเข็มขัดอาใหญ่ไว้แน่นเป็นตังเม
เด็กทั้งสามคนต่างตกอยู่ในอาการขวัญหนีดีฝ่อพลางมองซู่เป่าอย่างอึ้ง ๆ
‘น้องสาวของพวกเขา… ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!’
“พวก… พวกมันตายสนิทแล้วใช่ไหม?” ซูเหอเวิ่นถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความไม่ไว้ใจ
“พวกมันตายไปตั้งนานแล้วค่ะ!” ซู่เป่าตอบเสียงใส
“ใบหน้าพวกนี้คือวิญญาณอาฆาตที่ใครบางคนสะสมเอาไว้ หากปล่อยให้ป้ายวิญญาณนี้ได้รับการบูชาต่อไปอีกสักสองสามปี พวกมันก็จะสามารถรวมตัวกันได้จนสมบูรณ์ค่ะ”
ซู่เป่าจัดวางป้ายเหล่านั้นให้เข้าที่ ก่อนเงยหน้าถามพี่ชาย “พี่ชายคะ ตัวอักษรบนป้ายพวกนี้อ่านว่าอะไรเหรอ?”
แม้ยังหวาดกลัวอยู่ลึก ๆ แต่ในเมื่อน้องสาวเอ่ยปากถาม ซูเหอเวิ่นจึงต้องรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปชำเลืองมองดูชื่อเหล่านั้น แล้วจึงรีบกลับมาเกาะเข็มขัดของซูอีเฉินตามเดิม
“ดูเหมือนจะนามสกุลเถียน… แล้วก็มีกู่ ซงอะไรสักอย่าง…”
ซูอีเฉินก้มลงมองก่อนอ่านรายชื่อเหล่านั้นออกมาเบา ๆ
“ชื่อคนชั่วพวกนี้แปลกจริงเชียว ชื่ออะไรกัน ก้อนหินเอย สัตว์ป่าเอย ฟังแค่ชื่อก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดี” ซู่เป่าเบ้ปากพลางวิจารณ์
เด็กน้อยเดินสำรวจไปตามห้องต่าง ๆ อีกรอบทว่าไม่พบสิ่งผิดปกติ นั่นหมายความว่าในบ้านหลังนี้มีเพียงป้ายวิญญาณทั้งสี่ในห้องนั่งเล่นเท่านั้น ที่เป็นจุดรวมพลังอาถรรพ์
“อาจารย์คะ ทำไมถึงต้องมีคนมาบูชาป้ายวิญญาณไว้ในที่แบบนี้ด้วยล่ะ?”เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ปกติคนเราบูชาป้ายวิญญาณเพื่อจุดประสงค์ใด?” จี้ฉางเอ่ยคำใบ้
“เพื่อกราบไหว้คนตาย และช่วยส่งดวงวิญญาณให้ไปเกิดใหม่ใช่ไหมคะ?” ซู่เป่าตอบทันควัน
จี้ฉางพยักหน้าเห็นด้วย “ค่ายกลแปดทิศในคุกวิญญาณถูกจัดวางไว้เพื่อกดทับ บ่งบอกว่ามีคนต้องการสะกดวิญญาณโฉดทั้งสี่นี้ไม่ให้ได้ผุดได้เกิด ซึ่งเราเองก็ไม่พบพวกมันในคุกนั่นด้วย”
“ดังนั้น ดวงจิตทั้งสี่นี้น่าจะสูญสลายไปนานแล้ว หรืออาจหลงเหลือเพียงพลังอาถรรพ์เพียงเศษเสี้ยวทิ้งไว้ในโลกมนุษย์”
“แต่การที่มีคนมาตั้งป้ายบูชาที่นี่ กลับเป็นการช่วยคืนจิตวิญญาณ และนำทางให้พวกมันกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง”
เพื่อสร้างจิตวิญญาณสมบูรณ์ และรอวันกลับมาเกิดใหม่อีกหน…
ซู่เป่าเริ่มเข้าใจสถานการณ์ “หมายความว่า มีคนกำลังแอบทำพิธีบูชาพวกคนชั่วร้ายกลุ่มนี้อยู่นี่เอง”
“พูดถูกแล้ว” จี้ฉางลูบศีรษะศิษย์ตัวน้อยเบา ๆ
คนทั้งสี่นี้คือศัตรูของคนทั้งหมู่บ้าน พวกเขาเคยทำเรื่องเลวอำมหิตสารพัด ฆ่าได้กระทั่งคนชราและเด็กตัวเล็ก ๆ ทว่ากลับมีใครบางคนแอบมาตั้งโต๊ะกราบไหว้บูชา… ‘คนผู้นี้คิดอะไรอยู่กันแน่!’
“เขาเป็นใครกันคะ!” ซู่เป่าถามขึ้นทันควัน
“บนนี้ระบุชื่อผู้กราบไหว้ไว้ชัดเจน ผู้บูชาคือ เป้ยเฉินอวี่” จี้ฉางชี้ไปยังป้ายวิญญาณ
“ป้าคนนั้นเป็นคนทำเหรอคะ?” ซู่เป่าเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
จี้ฉางพยักหน้ารับคำ ยิ่งทำให้ซู่เป่าไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก เหตุใดหญิงผู้นั้นถึงกล้าทำเช่นนี้?
ในเมื่อเธอไม่ใช่ลูกหลาน ไม่ใช่ญาติ และไม่น่าจะเป็นคนรู้จักกันด้วยซ้ำ…
ซูจิ่นอวี้นึกถึงปึกเงินที่ร่วงออกมาจากกระเป๋าของเป้ยเฉินอวี่ จึงเปรยขึ้นว่า “บางทีอาจทำเพื่อเงินก็ได้นะ”
‘เรื่องเท็จจริงอย่างไร มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด’
ซู่เป่าไม่รอช้า ยกมือขึ้นทุบป้ายวิญญาณเหล่านั้นจนหักสะบั้น ทำลายพิธีกรรมอันอัปมงคลนี้ลงอย่างราบคาบ ยามนี้บริเวณโถงทางเดินมีเหล่าดวงวิญญาณทั้งชายหญิง คนแก่ และคนหนุ่มยืนเรียงรายกันแน่นขนัด
ทุกตนต่างนิ่งเงียบพลางจับจ้องมาที่ซู่เป่า พวกเขาเห็นเธอเผาใบหน้าผีทั้งสี่ และทำลายป้ายบูชาเจ้าปัญหาทิ้งไป บางตนถึงกับมีน้ำตาคลอเบ้าอย่างซาบซึ้ง
“ตาย… พวกมันตายแล้ว!” ประกายแห่งความเกลียดชังในดวงตาของพวกเขาค่อย ๆ มอดดับลง
“ไปกันเถอะค่ะ…เดินทางดี ๆ นะคะ!” ซู่เป่าโบกมือลา
เหล่าดวงวิญญาณต่างทยอยจากไปทีละตน บางทีเมื่อได้เห็นการล้างแค้นสิ้นสุดลง หรือได้รับการปลดเปลื้องบ่วงในใจ ความแค้นและความผูกพันที่มีต่อโลกใบนี้จึงไม่หลงเหลืออีกต่อไป
เสียงเอะอะโวยวายของพวกซูจื่อซีดึงดูดความสนใจจากคนในตึก 6 ซึ่งอยู่ไม่ไกล ชายหลายคนพากันส่องไฟฉายตรงมายังต้นเรื่อง สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นท่ามกลางความมืดคือกลุ่มเด็ก ๆ ยืนออกันอยู่
กลุ่มชายเหล่านั้นทำสีหน้าเคร่งขรึมพลางตำหนิเสียงดัง “พวกเธอเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน? มาเล่นอะไรแผลง ๆ ในที่แบบนี้ ดึกดื่นป่านนี้ยังวิ่งซนไปทั่วอีก แล้วผู้ปกครองหายไปไหนหมด!”
“ผมอยู่นี่ครับ” ซูอีเฉินเดินออกมาจากห้องพลางออกมารับหน้าแทนอย่างใจเย็น
เมื่อเห็นผู้ใหญ่เดินออกมา ปฏิกิริยาแรกของชาวบ้านคือความตกใจ ตามด้วยความงุนงงสุดขีด “คุณไม่ใช่คนในหมู่บ้านเราใช่ไหม? ไม่รู้หรือไงว่าตึกนี้มันมีอะไร…”
คำพูดเหล่านั้นกลับถูกซูอีเฉินตัดบทลง “ผมทราบดีครับว่าที่นี่เป็นอย่างไร และที่ผมมาก็เพื่อตรวจสอบบางอย่าง” เขายื่นเศษป้ายไม้หักครึ่งไปให้ “มีคนแอบมาตั้งโต๊ะไหว้พวกคนโฉดกลุ่มนั้นที่นี่ครับ”
ซูอีเฉินหลีกทางให้พวกเขาเข้าไปดูด้วยตาตัวเอง ชายกลุ่มนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปสำรวจทันที แล้วดวงตาก็พลันลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ!
แอปเปิ้ลบนโต๊ะบูชายังคงดูสดใหม่ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งนำมาวางถวายได้เพียงไม่กี่วัน
นั่นหมายความว่า คนใจทรามผู้นั้นยังคงหมั่นแวะเวียนมาเปลี่ยนของไหว้อยู่เป็นประจำ!
“ไอ้ระยำที่ไหนมันกล้าทำแบบนี้!” ลุงคนหนึ่งโมโหจนเตะเก้าอี้ตรงหน้าจนกระเด็นหายไป
ชายอีกคนถึงกับกระทืบป้ายไม้ซ้ำอย่างแรงพลางสบถลั่น “ไอ้คนทรยศ! ไร้ยางอายสิ้นดี! กล้าดีอย่างไรถึงมาตั้งโต๊ะบูชาพวกมันในถิ่นที่มีแต่คนตายเพราะมัน!”
หากโลกนี้มีสวรรค์และนรกจริง นั่นหมายความว่าไอ้พวกเดรัจฉานเหล่านั้น จะได้เสวยสุขเพราะมีคนกราบไหว้หรอกหรือ?!
ความโกรธของชาวบ้านถูกจุดจนถึงขีดสุด มีคนรีบถ่ายรูปซากป้ายไม้หักสะบั้นลงกลุ่มของหมู่บ้านทันที
เพียงชั่วอึดใจเดียว ทุกคนต่างพากันสืบค้นหาตัวตนของคนที่ชื่อ เป้ยเฉินอวี่!
จู่ ๆ ก็มีสมาชิกในกลุ่มคนหนึ่งพิมพ์ข้อความขึ้นมา
[เดี๋ยวนะ ชื่อนี้คุ้นมาก… นี่มันชื่อของผู้เช่าห้องผมนี่นา!]
ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน ชาวบ้านจำนวนมากต่างมุ่งหน้าตรงไปยังตึกหมายเลข 3 ด้วยอารมณ์ขุ่นมัว!
‘เป้ยเฉินอวี่งั้นเหรอ?!’
‘คราวนี้เธอจบเห่แน่!’