ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 262 จุดจบของเป้ยเฉินอวี่
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 262 จุดจบของเป้ยเฉินอวี่
บทที่ 262 จุดจบของเป้ยเฉินอวี่
ราตรีกาลอันมืดมิดถูกปกคลุมด้วยม่านเมฆหนาทึบ เป้ยเฉินอวี่นอนซมอยู่บนเตียง ใบหน้าบวมปูด ร่างกายเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำ
เธอเพิ่งถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ไปยกใหญ่ แม้ภายหลังตำรวจจะเข้ามาไกล่เกลี่ย และคุมตัวบางส่วนไป ทว่าคุณยายที่ใช้ไม้เท้าฟาดศีรษะเธอกลับรอดพ้นจากการถูกจับกุม
ทันทีที่เจ้าหน้าที่คล้อยหลังไป กลุ่มชาวบ้านก็หวนกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นบรรดาหญิงชราหลายคนพากันถือไม้เท้าเข้ามาเคาะหัวเธอไม่ยั้งมือ ก่อนจากไปยังทิ้งคำขู่ทราม ๆ ไว้ว่า “พรุ่งนี้พวกฉันจะมาเล่นกับแกใหม่!”
คราแรกเป้ยเฉินอวี่ยังพอมีความรู้สึกผิดหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ยามนี้เธอกลับเริ่มขุ่นเคืองว่าคนพวกนี้ทำเกินกว่าเหตุ ในเมื่อเธอยอมรับผิดและรับปากว่าจะไม่บูชาป้ายวิญญาณโฉดเหล่านั้นอีก แล้วยังจะเอาอะไรจากเธออีกนักหนา?
ขณะกำลังตัดพ้ออยู่นั้น พลันมีเสียงบางอย่างดังมาจากทางผ้าม่าน ลมภายนอกพัดแรงขึ้นทุกขณะ เป้ยเฉินอวี่เตรียมจะโทรศัพท์เรียกแม่ให้มาช่วยปิดหน้าต่าง แต่วินาทีนั้นเธอกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจึงค่อย ๆ หันไปมอง…
เพียงแค่เหลือบสายตาไป ขนทั่วร่างพลันลุกชันขึ้นมาทันที!
เบื้องหลังบานกระจกใสปรากฏเงาร่างสีขาวซีดลอยละล่องอยู่กลางอากาศหลายร่าง เสียงแว่วเข้าโสตประสาทก่อนหน้านี้ไม่ใช่เสียงผ้าม่านสะบัดกระทบหน้าต่างตามที่เข้าใจ
ทว่ามันคือเสียงฝ่าเท้าของดวงวิญญาณเหล่านั้นใช้เท้าเตะกระแทกบานกระจก!
เป้ยเฉินอวี่แผดร้องจนสุดเสียง เธอพยายามลุกพรวดหวังจะเตลิดหนีออกจากห้อง ทว่าเรียวขากลับอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้น ส่งผลให้ข้อเท้าส่วนที่แตกหักถูกบดขยี้จนความเจ็บปวดพุ่งพล่านไปถึงขั้วหัวใจ เด็กสาวร้องกรีดเสียงหลง
ชั่วพริบตาต่อมา เงาสีขาวเหล่านั้นก็พุ่งทะลุเข้ามาประจันหน้ากับเธอ!
ดวงตาเหล่านั้นมีสภาพเหลือกขาวราวกับปลาตาย จ้องเขม็งมายังเธอด้วยความอาฆาต
“อ๊าก อย่าเข้ามานะ! อย่าเข้ามา!”
เป้ยเฉินอวี่ถอยหนีสุดชีวิต แต่มือกลับไปสัมผัสเข้ากับของนุ่มนิ่มบางอย่าง พอหันไปมอง ก็พบเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าในระยะประชิด
“ฮิฮิ…” เด็กคนนั้นเอียงคอช้า ๆ ทันใดนั้น ศีรษะของมันก็หลุดกระเด็นตกลงมาต่อหน้าต่อตา!
ความเย็นเยียบเข้าจู่โจมจนร่างกายสูญเสียการควบคุม ของเหลวอุ่นร้อนพลันไหลราดออกมาทางง่ามขาเธอขวัญเสียจนกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อีกต่อไป
ยามนี้ห้องนอนของเธอกลับดูราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง บรรยากาศรอบกายเงียบงันจนน่าสะพรึง เสียงกรีดร้องแผดออกมาจนสุดเสียง ก็ไม่อาจส่งไปถึงพ่อแม่ซึ่งอยู่อีกห้องได้เลยแม้แต่น้อย
รอบตัวเธอกลับเริ่มมีบางสิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นรวดเร็ว ใบหน้าซีดขาวโผล่ออกมาจากหลังบานประตู ร่างไร้วิญญาณห้อยหัวลงมาจากเพดาน มีเงาตะคุ่มปีนป่ายเข้ามาทางหน้าต่างไม่ขาดสาย
เพียงชั่วครู่ พื้นที่อันคับแคบก็แน่นขนัดไปด้วยดวงวิญญาณอาฆาต ทุกตนต่างนิ่งเงียบงัน มีเพียงเสียงหัวเราะเล็กแหลมของเด็กน้อยดังก้องไปมา พวกมันค่อย ๆ เงื้อมมือเน่าเฟะขยับเข้าหาเธอทีละก้าว…
ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ…
“อ๊าก!!!!” เป้ยเฉินอวี่ถดตัวหนีจนแผ่นหลังชนเข้ากับตู้หัวเตียงอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วจนชาไปทั้งแถบ แต่ยามนี้เธอหาได้สนใจความเจ็บทางกาย ได้แต่ร่ำไห้ฟูมฟายด้วยความขีดสุด “อย่าเข้ามานะ… อย่าเข้ามา…”
หญิงชรานางหนึ่งเปล่งเสียงแหบพร่าครืดคราดออกมาจากลำคออันตีบตัน “แก… ไม่ใช่… ชอบบูชา… พวกคนชั่ว… นักหรือ…”
“มาสิ… มาบูชาพวกฉัน… พวกฉันตายทรมานที่สุด…”
เป้ยเฉินอวี่เบิกตากว้างจนแทบถลน ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวสว่างวาบขึ้นในใจ
‘คนพวกนี้… คือเหล่าเหยื่อที่ถูกฆาตกรกลุ่มนั้นปลิดชีพอย่างนั้นหรือ?’
‘เหตุใดจึงมีมากมายเพียงนี้? เป็นไปไม่ได้… คนชั่วพวกนั้นจะคร่าชีวิตผู้คนได้มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ…’
เบื้องหน้าของเธอมีทั้งคนชรา เด็ก และผู้หญิง ล้วนเป็นกลุ่มผู้ไร้ทางสู้ ต้องจบชีวิตลงด้วยความอนาถ เป้ยเฉินอวี่สติแตกกระเจิงละล่ำละลักบอก “หนูไม่ได้… หนูเปล่า… หนูไม่ได้ตั้งใจ…”
ทันใดนั้น หญิงสาวตนหนึ่งก็กรีดร้องเสียงแหลมสูงก่อนพุ่งทะยานเข้าใส่ ดวงตาทั้งสองข้างถลนออกมาจนแทบหลุดออกจากเบ้า!
“เป็นแก! เป็นแกนี่เอง! พวกฉันเห็นความระยำที่แกทำหมดแล้ว!” วิญญาณหญิงสาวตะโกนก้องพลางพุ่งเข้าบีบคอเป้ยเฉินอวี่ แล้วอ้าปากกว้างกัดลงบนใบหน้าของเธอเต็มแรง!
ทันใดนั้นเหล่าดวงวิญญาณรอบกายต่างพากันกรูเข้ามา รุมทึ้งกัดฉีกร่างกายของเธอจากทุกทิศทาง พวกเขาต้องจบชีวิตลงอย่างโหดเหี้ยมเพียงใด ทั้งที่เพียงแค่อยากมีชีวิตอยู่ปกติสุขเหมือนคนทั่วไปเท่านั้น! แต่กลับต้องมาถูกทรมานจนสิ้นใจ
แต่เป้ยเฉินอวี่กลับไปยกย่องบูชาฆาตกร… มิหนำซ้ำยังกล้าเอ่ยปากเรื่องให้อภัยแทนดวงวิญญาณเหล่านี้
เธอมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจแทนพวกเขา คนเช่นเธอ… คู่ควรแล้วหรือ?
เป้ยเฉินอวี่กรีดร้องไม่หยุด ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกกระชากนั้นมันรู้สึกได้จริงเสียจนสติแทบคลั่ง เธอเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว และไร้ซึ่งผู้ใดจะยื่นมือมาฉุดกระชากเธอออกจากขุมนรกนี้ได้อีกแล้ว
ไม่กี่วันต่อมา ซู่เป่าได้รับข่าวว่าเป้ยเฉินอวี่ต้องถูกส่งตัวกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง
ว่ากันว่าเธอมีอาการทางจิตแปรปรวนรุนแรงจนส่งผลให้โรคร้ายกำเริบหนัก ครั้งนี้อาการทรุดหนักยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ร่างกายเกิดภาวะต่อต้านการรักษาจนต้องปั๊มหัวใจยื้อชีวิตอยู่หลายหน แต่เมื่อปราศจากทุนทรัพย์ในการรักษา ทางครอบครัวจึงไม่อาจดำเนินการช่วยเหลือต่อไปได้
สภาพร่างกายของเธอเริ่มติดเชื้อรุนแรง แผลบางแห่งเริ่มเน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง แม้เป้ยเฉินอวี่จะนอนซมอยู่โรงพยาบาล แต่ว่าชาวหมู่บ้านกลับยังคงแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย พร้อมกับประกาศวีรกรรมเรื่องที่เธอแอบบูชาคนชั่วให้รับรู้ไปทั่วทุกระแหง
ครานี้ ต่อให้เธอจะร่ำไห้ดูน่าเวทนาเพียงใด หรือพ่อแม่จะเข้าไปนั่งกอดเข่าคุดคู้ร้องขอความเห็นใจอยู่มุมห้องแค่ไหน ก็หาได้มีผู้ใดใจอ่อนช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้อีกต่อไป
“พี่คะ ถ้าป้าคนนั้นไม่มีเงินรักษาแล้ว สุดท้ายจะเป็นยังไงเหรอ?” ซู่เป่าเอ่ยถามซูเหอเวิ่นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ซูเหอเวิ่นนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ “ก็คงขาดใจตายในอีกไม่ช้านี้แหละ”
มะเร็งเม็ดเลือดขาว… ในระยะสุดท้ายนั้นความเจ็บปวดจะทวีรุนแรงจนคนไข้บางรายถึงขั้นต้องใช้มีดกรีดร่างกายตนเองเพียงเพื่อหวังให้ความเจ็บแสบภายนอกช่วยกลบเกลื่อนความทรมานภายใน
พอนึกภาพตามได้เลยว่ามันแสนสาหัสเพียงใด เป้ยเฉินอวี่คงจะต้องมอดไหม้ไปช้า ๆ ท่ามกลางกองเพลิงแห่งความปวดร้าวและความสิ้นหวัง
ซูเหอเวิ่นมีความปรารถนาเล็ก ๆ เพียงประการเดียวในใจ นั่นคือขอให้โรคร้ายพรากวิญญาณเธอไปให้เร็วที่สุด
เมื่อเห็นซู่เป่านิ่งเงียบไปคล้ายกำลังขบคิดสิ่งใดอยู่ เขาจึงเอ่ยถามขึ้น “ซู่เป่าไม่อยากให้ป้าคนนั้นตายเหรอ?”
เด็กน้อยส่ายหน้าไปมาทันควัน “ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ! อาจารย์เคยสอนหนูว่า ชีวิตและความตายล้วนมีลิขิต ใครก่อกรรมใดไว้ ย่อมต้องได้รับผลกรรมนั้นตอบสนอง…”
คุณแม่ก็บอกว่า บางคนก็ไม่สมควรได้รับความสงสาร คุณพ่อก็ย้ำว่า เรามีเมตตาได้ แต่ต้องไม่อยู่เหนือขอบเขตของความถูกต้อง ส่วนลุงใหญ่ก็ย้ำชัดว่า บางคนนั้นไม่คู่ควรแม้แต่เศษเสี้ยวของความเห็นใจ
ดังนั้นซู่เป่าจึงคิดว่า จุดจบของเป้ยเฉินอวี่คือผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเธอเอง ในเมื่อกล้าก่อความผิด ก็ต้องยอมรับการชดใช้ที่ตามมา
ทันใดนั้น เสียงของคุณนายเฒ่าซูก็แว่วดังมาจากชั้นล่าง “เด็ก ๆ มากินข้าวได้แล้วลูก!”
“ไปค่ะไป! ไปกินข้าวกันเถอะ!” ซู่เป่าสลัดเรื่องราวหนักอึ้งทิ้งไปแล้วออกตัววิ่งลงไปทันที
“…”
เด็กชายไม่เคยรู้สึกหิวเลยยกเว้นยามตื่นนอนตอนเช้า
แต่มีความหิวอีกประเภทที่เลี่ยงไม่ได้ นั่นคือความหิวที่คุณย่าคิดว่าหลานหิว…
บรรยากาศในห้องอาหารชั้นล่างคึกคักด้วยเมนูรสเลิศเต็มโต๊ะเช่นเคย ซู่เป่าหยิบชามใบใหญ่ตักข้าวพูนคีบกับข้าวใส่จนแน่น ก่อนปักตะเกียบลงบนข้าวและจุดธูปหนึ่งดอกตามความเคยชิน
คุณนายเฒ่าซูเริ่มคุ้นชินกับภาพตรงหน้า มือพลันคีบน่องไก่ใส่ลงไปเพิ่มอีกชิ้น “ใกล้จะถึง [1] เทศกาลจงหยวนแล้ว เราต้องเตรียมตัวไปไหว้บรรพบุรุษกัน ถึงตอนนั้นจะมีการลงชื่อซู่เป่าในลำดับวงศ์ตระกูลอย่างเป็นทางการด้วยนะ”
ซูอีเฉินพยักหน้าเห็นชอบ
“หืม? ยัยหนูต้องไปไหว้บรรพบุรุษกับผมด้วยสิครับ และควรขึ้นลงชื่อในสายตระกูลมู่ด้วย” มู่กุยฝานขมวดคิ้วเล็กน้อย
คุณนายเฒ่าซูยังคงทานข้าวอย่างไม่แยแสพลางเอ่ย “ก็ขึ้นทะเบียนทั้งสองฝั่งไปเลยสิ ไม่เห็นจะขัดแย้งกันตรงไหน ใครกำหนดกันว่าลูกสาวคนหนึ่งจะอยู่สองตระกูลไม่ได้?”
“ในบ้านซู เธอคือคุณหนูซู่เป่า”
“ในบ้านมู่ เธอคือคุณหนูใหญ่มู่”
“สมบูรณ์แบบ!” คุณนายเฒ่าชูนิ้วประกอบท่าทางด้วยความพอใจ
มู่กุยฝานแค่นหัวเราะในลำคอ “หึ…”
‘นี่… คุณแม่ช่างคิดได้กว้างขวางไร้ขอบเขตจริง ๆ’
ชายหนุ่มลอบยิ้มมุมปาก พลางคิดว่าหากเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าเด็กน้อยจะไปที่ใด ย่อมมีพึ่งพาอันแข็งแกร่งคอยหนุนหลังเสมอจนไม่มีใครกล้ารังแก แม้วันหน้าหากต้องแต่งงานออกไป เจ้าลูกหมาบ้านไหนคิดมาสู่ขอ ก็คงต้องตรองดูให้ดีว่ามีปัญญาแต่งไหวหรือไม่
“คุณยายคะ แล้วสุสานบรรพบุรุษบ้านเราอยู่ที่ไหนเหรอ?” ซู่เป่าถามด้วยความสงสัย
“อยู่แถวสุสานชิงซานจ้ะ” คุณนายเฒ่าตอบ
ปัจจุบันมีการรณรงค์เรื่องการเผาศพ ในตัวเมืองจึงแทบไม่หลงเหลือสุสานตระกูลแบบดั้งเดิม ส่วนใหญ่มีเพียงป้ายหลุมศพในสุสานสาธารณะ หรือบางกลุ่มก็ต้องกลับไปบ้านเกิด ทว่าด้วยความทันสมัย สุสานหลายแห่งจึงเริ่มมีบริการสุสานแบบครอบครัว
อย่างสุสานชิงซานนั้น ราคาของพื้นที่สุสานครอบครัวพุ่งสูงจนน่าตกใจ สุสานประเภทวิลล่าขนาดสี่หลุมเริ่มต้นที่หนึ่งล้านห้าแสนหยวน หากเป็นแปดหลุมราคาสูงถึงหนึ่งล้านแปดแสนหยวน
จนหลายคนถึงกับบ่นอุบว่า… ทุกวันนี้ต่อให้ตายก็ยังสู้ราคาไม่ไหวเลยจริง ๆ
[1] เทศกาลจงหยวน หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ เทศกาลสารทจีน เชื่อกันว่าเป็นวันที่ประตูนรกจะเปิดออกเพื่อให้วิญญาณบรรพบุรุษและดวงวิญญาณต่าง ๆ กลับมาเยี่ยมโลกมนุษย์ หรือออกมารับส่วนบุญ จึงต้องมีการกราบไหว้บรรพบบุรุษ