ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 261 คำขอขมาที่ไร้ค่า
บทที่ 261 คำขอขมาที่ไร้ค่า
ซู่เป่าจ้องมองเป้ยเฉินอวี่ด้วยสายตาเวทนา
‘คุณป้าคนนี้คงล้มป่วยมานานจนสมองเลอะเลือนไปหมดแล้ว’
ในเมื่อเธอเป็นแก้วตาดวงใจของลุงใหญ่ แถมหลักฐานในมือนี้เธอก็เป็นคนหามาเอง ยังไงเสียลุงใหญ่ย่อมต้องถือหางข้างเธอแน่นอน แล้วเหตุใดคุณป้าคนนี้ถึงยังกล้าบากหน้าไปขอให้ลุงใหญ่ช่วยอีก?
“หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ เลิกแสดงละครตบตาได้แล้ว!” ซูเหอเวิ่นเค้นเสียงหัวเราะเย็นชา
“คนหน้าซื่อใจคด! น่าขยะแขยงที่สุด!” หานหานเชิดหน้าขึ้นพลางตะโกนสำทับ
ซูจื่อซียืนกอดอกนิ่ง แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
ฝ่ายเป้ยเฉินอวี่นอกจากร่ำไห้ก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้อีก เธอเอาแต่ส่ายหน้าไปมา “ไม่ใช่… ไม่ใช่หนูจริง ๆ…”
ทว่าเมื่อเห็นซูอีเฉินยืนดูเหตุการณ์ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไร้ซึ่งวี่แววจะยื่นมือเข้าช่วย หัวใจของเด็กสาวพลันรู้สึกราวกับถูกบีบเค้นจนแหลกลาญ
เมื่อห้าปีก่อน เขาเคยช่วยเธอไว้ไม่ใช่หรือ?
เขาเคยหยิบยื่นเงินทองเพราะทำใจดูเธอตายไม่ได้ แล้วเหตุใดวันนี้เขาถึงเพิกเฉย…
ทั้งที่ตอนนี้เธอก็น่าสงสารไม่ต่างจากเดิมสักนิด!
“พี่อีเฉินคะ…” เป้ยเฉินอวี่ยังคงอ้อนวอนอย่างไม่ยอมแพ้
“ทำกรรมสิ่งใดไว้ ย่อมต้องได้รับผลกรรมนั้นตอบสนอง” ซูอีเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
คำพูดนั้นแทงใจเป้ยเฉินอวี่ยิ่งกว่าคำด่าทอนับสิบประโยคเสียอีก เธอยังจำได้ดี ยามที่ซูจิ่นอวี้นอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ไม่ว่าอีกฝ่ายต้องการสิ่งใด เขามักตามใจทุกอย่าง แม้ซูจิ่นอวี้จะซุกซนจนทำเรื่องผิดพลาด เขาก็ยังออกหน้าปกป้องด้วยความเด็ดขาด แล้วเหตุใดตอนนี้เขาถึงไม่ยอมแบ่งปันความเอ็นดูนั้นมาให้เธอเพียงเศษเสี้ยว?
เธอไม่ได้ละโมบเลยสักนิด… เพียงแค่อยากมีใครสักคนคอยปกป้องเช่นนั้นบ้างก็พอ…
ใช่ เธอทำผิด ทว่าสิ่งที่ทำลงไปย่อมมีเหตุผลมิใช่หรือ?
ช่วงวัยรุ่นที่ควรสดใสกลับหมดไปกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องผู้ป่วย ยามนี้ร่างกายเพิ่งจะเริ่มทุเลา เธอเพียงแค่อยากกล้าไล่ตามสิ่งที่รักและต้องการบ้าง มันผิดนักหรือ?
เพื่อให้คู่ควรกับเขา เธอจึงอยากแต่งตัวให้ดูดีขึ้น จึงต้องพยายามดิ้นรนหาเงิน…
เรื่องเท่านี้มันผิดตรงไหนกัน!
แต่ผู้คนรอบข้างกลับไม่ได้ใส่ใจว่าหยาดน้ำตาของเป้ยเฉินอวี่จะดูน่าเวทนาเพียงใด ในเมื่อหลักฐานคาตา ต่อให้เป็นคนเจ็บหรือสตรีก็ไร้ซึ่งข้อยกเว้น
ยามภรรยา ลูกหลาน หรือคนเฒ่าคนแก่ของพวกเขาถูกทรมานจนตาย… มีฆาตกรคนไหนเคยหยุดคิดบ้างไหมว่าเหยื่อเหล่านั้นก็เป็นเพียงสตรีและเด็กที่ไม่ทางสู้เหมือนกัน?!
“แกทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร!” หญิงชราคนหนึ่งแผดเสียงถามพลางเงื้อไม้เท้าฟาดลงบนศีรษะเป้ยเฉินอวี่เต็มแรง
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วห้อง มารดาของเธอพยายามโผเข้าช่วยทว่ากลับถูกชาวบ้านดึงตัวไว้ เป้ยเฉินอวี่จึงต้องรับความโกรธแค้นเพียงลำพังพลางร่ำร้องเรียกแม่ไม่ขาดสาย
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งพุ่งเข้าไปตบหน้าเธออย่างจังจนดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ “ไอ้ฆาตกรพวกนั้นฆ่าแม่ ฆ่าย่า และฆ่าน้องชายวัยเพียงสองขวบของผม!”
“ผมเห็นกับตาว่าน้องถูกแทงทะลุอก… เห็นแม่ถูกพวกมันย่ำยี… เห็นย่าที่พยายามเข้าช่วยถูกปลิดชีพไปต่อหน้า!”
“แกได้รับรู้ไหมว่าพวกมันอำมหิตเพียงใด! รู้ไหมว่ามันทำระยำอะไรไว้บ้าง! แล้วแกยังกล้าเชิดชูบูชาพวกมันอีกเหรอ!”
ใบหน้าของเป้ยเฉินอวี่บวมเป่งจากการถูกทำร้าย เธอได้แต่สะอื้นไห้ขอความเมตตา นาทีนี้ต่อให้ปฏิเสธไปก็ไร้ประโยชน์ มีเพียงการแสร้งทำตัวให้น่าสงสารเพื่อขออภัยเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นทางรอด
“ขอโทษ… ฉันผิดไปแล้ว ฉันขอโทษค่ะ!”
“ฉันขอโทษทุกคน… ได้โปรดเถอะ ยกโทษให้ฉันด้วย…”
เมื่อเห็นลูกสาวจำนนต่อหลักฐาน พ่อแม่ของเป้ยเฉินอวี่ราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนสิ้น ได้แต่มองดูหยาดน้ำตาของลูกด้วยแววตาเลื่อนลอย
‘ในใจได้แต่ตั้งคำถาม… พวกเขาไปก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้หนอ?’
‘เชือกมักขาดตรงรอยที่บางที่สุด เคราะห์ร้ายมักซ้ำเติมคนยากจนอยู่ร่ำไป’
‘ลำบากตรากตรำมาทั้งชีวิตเพื่อรักษาลูกสาวเพียงคนเดียว สุดท้ายกลับเหลือเพียงความว่างเปล่า…’
หญิงชราจ้องมองพ่อแม่ของเด็กสาวด้วยความแค้นเคือง ก่อนหันมาคาดคั้นเป้ยเฉินอวี่อีกครั้ง “แล้วแกทำไปทำไม? บอกมา! ทำเพื่ออะไร!”
เป้ยเฉินอวี่สะดุ้งสุดตัวราวกับเพิ่งนึกบางอย่างออก เธอก้มหน้าก้มตากำชายเสื้อไว้แน่นพลางสะอื้นฮัก เมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ทำท่าขยับเข้าหาอีกรอบ เธอจึงรีบละล่ำละลักบอก “หนูจะพูด… หนูยอมพูดแล้วค่ะ…”
เด็กสาวกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พยายามฝืนเสียงสะอื้นเล่าความจริง “สี่เดือนก่อน… คืนหนึ่งหลังจากบ้านเราย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน…”
“หนูออกมาเดินเล่นในหมู่บ้าน แล้วไปเห็นรูปพวกมันติดอยู่บนบอร์ดประชาสัมพันธ์ มีรอยกากบาทสีแดงขีดทับใบหน้าไว้…”
“พอไปสอบถามคนอื่นจนรู้เรื่องราวในอดีต คืนนั้นหนูก็ฝันร้ายทันที…”
“หนูฝันว่าไอ้สี่คนนั่นถือมีดไล่ฆ่าคนแก่และเด็ก แถมยังข่มขืนผู้หญิง… พวกมันน่ากลัวมาก ฮือ…”
“หนูเลยเกิดเป็นปมในใจ ฝันร้ายติดต่อกันทุกคืน… ก็เลยคิดว่าถ้าลองบูชาพวกมันดู ให้พวกมันไปสู่สุขคติ บางทีพวกมันอาจจะเลิกตามมารังควานหนู…”
ทุกคนซึ่งได้ฟังคำสารภาพต่างตกตะลึงจนนิ่งอึ้งไปตาม ๆ กัน
‘นี่มันเหตุผลบ้าบอคอแตกประการใดกัน?!’
ในเมื่อฆาตกรโฉดเหล่านั้นคร่าชีวิตคนบริสุทธิ์ไปนับสามสิบศพ หากเจ้าตัวรู้สึกไม่สบายใจ แทนที่จะเลือกกราบไหว้ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับเพื่อขอขมา กลับเลือกไปเซ่นไหว้บูชาเหล่าคนบาปเนี่ยนะ
‘ขออภัยเถอะ… ตรรกะวิบัติเช่นนี้ พวกเขาทำใจยอมรับไม่ลงจริง ๆ!’
ชายคนที่ยืนอยู่ใกล้สุดอดรนทนไม่ไหว เตะเข้าใส่เป้ยเฉินอวี่ไปหนึ่งที ยามนี้ความโกรธได้กลบสติของพวกเขาไปจนหมด ซู่เป่าขมวดคิ้วแน่นมองภาพเบื้องหน้า
ขณะที่ซูจิ่นอวี้ส่ายหน้าช้า ๆ “ไม่ใช่เหตุผลนี้หรอก… เธอรับเงินมาส่วนหนึ่งด้วย แรงจูงใจจริง ๆ มันมีมากกว่านั้น…”
วิญญาณสาวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเงียบไป มนุษย์นั้นมีความซับซ้อนเกินหยั่งถึง ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเป้ยเฉินอวี่ทำไปเพราะเหตุผลกลใดกันแน่ หรือจะเป็นเพียงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว?
“ไปกันเถอะ” ซูอีเฉินกุมมือเล็ก ๆ ของซู่เป่าไว้ เมื่อเห็นลุงใหญ่เอ่ยปาก ซู่เป่าก็สลัดความข้องใจทิ้งไปทันที เธอคว้านิ้วของเขาไว้แล้วเดินตามไป
ซูเหอเวิ่นรีบวิ่งกระหืดกระหอบตามมาพลางเอ่ยถาม “พ่อครับ ไปแบบนี้เลยเหรอ?”
“แล้วลูกคิดว่าเราควรทำอะไรต่อได้อีก?” ซูอีเฉินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
สำหรับคนที่ก้าวข้ามเส้นศีลธรรมอันดี… ย่อมมีสังคมและกฎแห่งกรรมทำหน้าที่ลงโทษเธอเอง
เมื่อลงมาถึงด้านล่าง ก็พบรถตำรวจหลายคันจอดรออยู่เรียบร้อยแล้ว แต่ซูเหอเวิ่นยังคงนิ่งเงียบด้วยความกังวล “พวกเขาจะลงโทษผู้หญิงโง่คนนั้นไหมครับ?”
ซูอีเฉินก้มมองลูกชายด้วยสายตาแน่วแน่ “แน่นอน เชื่อใจเจ้าหน้าที่เถอะ สิ่งที่ควรทำคืออย่าลืมบทเรียนในวันนี้ และมีสติระวังตัวอยู่เสมอ… โลกใบนี้มีคนพร้อมข้ามเส้นศีลธรรมได้ทุกเมื่อ เราจึงต้องรู้จักป้องกันตัวเองจากคนประเภทนี้”
ซู่เป่ารู้สึกเหมือนภารกิจเสร็จสิ้นลุล่วง เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ลุงใหญ่คะ หนูรู้สึกว่าท้องเริ่มประท้วงแล้วค่ะ!”
ซูเหอเวิ่นมองน้องสาวด้วยความจนใจ
‘นี่ยังจะกินลงอีกเหรอ… เขายังรู้สึกคั่งแค้นในอกที่ไม่ได้เห็นจุดจบของเป้ยเฉินอวี่ด้วยตาตัวเองเลย’
บนห้องพักชั้นบน
เป้ยเฉินอวี่มองตามแผ่นหลังของซูอีเฉินเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ภายในใจของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความเคียดแค้นราวกับไม่ยอมรับความจริง
เธอไม่เข้าใจเลยว่าซู่เป่าจะเข้ามายุ่งเรื่องของเธอทำไม เธอก็แค่บูชาในสิ่งที่อยากบูชา มันเกี่ยวอะไรกับเด็กคนนั้นด้วย?! เหตุใดต้องขุดรากถอนโคนหาหลักฐานมามัดตัวเธอจนมุม และผลักไสเธอให้ตกลงสู่เหวไร้ก้นเช่นนี้!
ใช่… อีกฝ่ายไม่เพียงแค่หยิบยื่นเงินทองให้เธอเท่านั้น ทว่ายังให้คำมั่นสัญญาว่าในอีกสามปีข้างหน้า จะมอบฐานะคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ทั้งบ้าน ที่ดิน และทรัพย์สินมหาศาลเกินกว่าที่เคยได้รับ
นับแต่ต้นจนจบ สิ่งที่เธอปรารถนาเพียงอย่างเดียว คือการได้ยืนเคียงข้างซูอีเฉิน เพราะเธอนั้นรักเขาด้วยใจจริง…
และเธอยังหลอกตัวเองว่า คนเหล่านั้นก็แค่ทำผิดพลาดไปเพราะยืนอยู่ในมุมมองของตนเองเท่านั้น ในเมื่อตายตกไปตามกันแล้ว เหตุใดถึงยังให้อภัยให้กันไม่ได้?
มิหนำซ้ำ ยังต้องใช้ค่ายกลกดทับดวงวิญญาณเอาไว้ ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดไปชั่วนิรันดร์…
กาลเวลาล่วงเลยมาตั้งกี่ปีแล้ว ต่อให้มีความแค้นเคืองต่อกันเพียงใด ก็ควรปล่อยวางลงได้แล้วไม่ใช่หรือ?
เป้ยเฉินอวี่ไม่เคยสำนึกเลยว่าสิ่งที่ตนทำลงไปนั้นผิดตรงไหน
ในเมื่อคนก็ตายไปแล้ว เหตุใดพวกเขายังต้องมาตามจุกจิกไม่เลิกรากันอยู่อีก!