ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 264 วันจงหยวน เจ็ดค่ำเดือนเจ็ด
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 264 วันจงหยวน เจ็ดค่ำเดือนเจ็ด
ซู่เป่านิ่งงันพลางจ้องไปทางด้านหลังของคุณปู่เต่าอยู่นานสองนาน ราวกับกำลังพยายามอ่านรหัสลับที่สลักอยู่บนนั้น
ซูอีเฉินเห็นท่าทางจริงจังของหลานสาวจึงย่อตัวลงนั่งข้าง ๆ แล้วเอ่ยถามด้วยความเอ็นดู “จ้องขนาดนี้ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?”
ซู่เป่าขยับนิ้วป้อม ๆ ชี้ไปที่กระดองเต่า ก่อนเงยหน้าขึ้นบอกด้วยน้ำเสียงใสซื่อแต่ทว่าจริงจัง “ข้างบนบอกว่า… กำลังจะมีคนมาท้าแข่งกับซู่เป่าเรื่องแข่งทำป้ายหลุมค่ะ!”
“…”
ซูอีเฉินถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาทำได้เพียงลอบถอนหายใจในใจพลางคิดว่า…
‘ไอ้เจ้ามุกตลกเรื่อง หลุมศพนี่ เมื่อไหร่จะจบลงเสียทีนะ?’
วินาทีถัดมา ซู่เป่าก็เก็บคุณปู่เต่าเข้าที่แล้ววิ่งกลับเข้าบ้านไป สำหรับเด็กน้อยผู้มองโลกในแง่ดี อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เธอไม่ได้เก็บมาใส่ใจให้วุ่นวาย “ลุงใหญ่รีบหน่อยนะคะ คุณยายรอให้ลุงกลับไปทานน้ำชายามบ่ายด้วยกันอยู่ค่ะ!”
“…”
ใกล้ถึงวันที่สิบสี่เดือนเจ็ด หลังผ่านเทศกาลชีซี เดือนเจ็ดตามปฏิทินจันทรามักให้ความรู้สึกบางอย่างที่บรรยายไม่ถูก ซู่เป่าตั้งใจทำถุงหอมสมุนไพรแจกทุกคน ของซูอีเฉินเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ของคุณพ่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ของคุณยายเป็นรูปหัวใจ ส่วนของพี่หานหานและคนอื่น ๆ เป็นรูปดาว
ถุงหอมที่เหลือซู่เป่าฝากให้ซูอีเฉินช่วยส่งไปให้ซูเยว่เฟยและพี่ชายคนอื่น ๆ
“ยังมีของคุณลุงสี่ด้วยนะ…” ซู่เป่าถือถุงหอมทรงกลมวิ่งไปห้องของคุณยาย “คุณยายคะ ไปหาคุณลุงสี่ที่กองถ่ายกันเถอะ?”
ลุงสี่เพิ่งบอกเมื่อไม่กี่วันก่อนว่าเขากลับมาแล้ว ตอนนี้ปักหลักถ่ายทำอยู่ในเขตตัวเมือง
คุณนายเฒ่าซูเหลือบมองเวลา เห็นว่าวันนี้ไม่มีธุระอะไรจึงพยักหน้าตกลง “ได้จ้ะ”
‘…จะว่าไป เธอก็ยังไม่เคยไปเยี่ยมลูกชายที่กองถ่ายเลยสักครั้ง!’
คุณนายเฒ่าเอ่ยด้วยความกระตือรือร้น “รอยายเดี๋ยวนะจ๊ะ ขอเวลาเปลี่ยนชุดหน่อย เราจะไปทำให้ลุงสี่ของหนูขายหน้าไม่ได้!”
‘ในฐานะแม่ของซูเปอร์สตาร์ชื่อดังเชียวนะ’
‘อย่างไรเสียก็ต้องแต่งตัวให้ดูสง่าเหมือนราชินี!’
ซู่เป่ารีบวิ่งกลับห้องตัวเองทันที “อืม ๆ ๆ ต้องไม่ทำให้ลุงสี่ขายหน้าเด็ดขาดเลย!”
เด็กน้อยเปิดบานตู้เสื้อผ้าออกกว้าง พลางกวาดสายตามองเหล่าชุดกระโปรงเจ้าหญิงหลากสีสันแขวนเรียงรายอัดแน่นอยู่ภายใน “ชุดนี้ดีไหมนะ… หรือจะเป็นชุดนี้ดี หรือว่าชุดนั้นจะเข้ากว่า!”
เธอยืนหมุนตัวไปมาหน้าตู้ ก่อนหันไปขอความเห็นจากคู่หู “เสี่ยวอู่ ช่วยซู่เป่าเลือกหน่อยสิ ชุดไหนสวยที่สุด?”
เสี่ยวอู่กระพือปีกบินโฉบไปเกาะบนไม้แขวนเสื้อตัวหนึ่ง มันจ้องมองชุดกระโปรงสีเขียวสดใสตาเป็นมัน พลางใช้จะงอยปากดึงรั้งชายผ้าไว้แน่นแล้วตะโกนเชียร์ “หากอยากให้ชีวิตราบรื่น บนหัวก็ต้องมีสีเขียวแต้มบ้าง! สีเขียวสิ! สีเขียวดีที่สุด!”
“ตกลง!” เธอคว้าชุดสีเขียวตัวนั้นมาใส่ทันที พอกลัดกระดุมเรียบร้อยก็ไปรื้อโต๊ะเครื่องแป้งต่อ จนพบกิ๊บติดผมรูปต้นไม้เล็ก ๆ สีเขียวคู่หนึ่ง เธอจัดการติดมันไว้บนหัว
“ต้องไม่ทำให้ลุงสี่ขายหน้า… ไม่ทำให้ลุงสี่ขายหน้า” เด็กน้อยพึมพำพลางควานหารองเท้าสีเขียวมาใส่จนครบชุด
จากนั้นก็ส่องกระจกด้วยความพอใจ แม้ยังรู้สึกว่าขาดอะไรไปเล็กน้อยก็เถอะ
“เสี่ยวอู่ ไปกันเถอะ~”
‘ก็นะ… เสี่ยวอู่เองก็สีเขียวเหมือนกันนี่นา!’
หนึ่งคนหนึ่งนกเดินออกไปข้างนอกอย่างมีความสุข ทว่ากลับเห็นหานหานวิ่งหน้าตั้งสวนออกมาพอดี
“พี่หานหานทำการบ้านเสร็จแล้วเหรอคะ?” ซู่เป่าถาม
หานหานรีบตะครุบปากซู่เป่าไว้ทันควัน “ชู่ว! พ่อฉันไปเข้าส้วมอยู่! รีบหนีเร็ว!”
“เอ๋?”
‘แบบนี้ก็ได้เหรอคะเนี่ย?’
‘เด็กหญิงทั้งสองที่กำลังเตรียมตัววิ่งหนีด้วยท่าทีลนลาน พลันชะงักเมื่อเห็นซูเหอเวิ่นก้าวออกมาพอดี’
“น้องสาวจะไปไหนกัน? ฉันไปด้วยคน!” ซูเหอเวิ่นไม่ถามไถ่ให้เสียเวลา ในเมื่อเห็นน้องสาวจะออกไปข้างนอก เขาย่อมไม่พลาดที่จะคว้าตาข่ายจับผีคู่ใจติดมือไปด้วยแน่นอน ของแบบนี้เตรียมไว้ก่อนย่อมดีกว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจะได้ใช้งานได้ทันท่วงที!
เขาเร่งรีบกลับเข้าห้องไปกวาดข้าวของ ทั้งตาข่ายจับผี อ่างเหล็ก และกล้องถ่ายรูปยัดลงกระเป๋าอย่างรวดเร็ว
แต่สุดท้ายก็ต้องยอมถอดใจหยิบอ่างออกมา เพราะขนาดของมันใหญ่เกินกว่าจะยัดลงไปได้จริง ๆ
ทางด้านคุณนายเฒ่าซู วันนี้สวมชุดกระโปรงสีดำดูภูมิฐานตัดกับหมวกปีกกว้างใบสวย ในมือถือกระเป๋าแบรนด์เนมก้าวเดินออกมาอย่างสง่างาม นับตั้งแต่ต้องใช้รถเข็น เธอก็แทบไม่เคยหยิบชุดกระโปรงมาสวมใส่หรือแต่งตัวจัดเต็มเช่นนี้เลย
ในใจของคนชราเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับได้ย้อนวัยกลับไปชวนกลุ่มเพื่อนสนิทไปเดินห้างสรรพสินค้าอีกครั้ง “ไปกันเถอะ”
เมื่อเห็นซูเหอเวิ่นและหานหานยืนอยู่ตรงนั้น คุณนายเฒ่าจึงตัดสินใจพาทั้งคู่ไปด้วยกันเสียเลย ในเมื่อซู่เป่าออกไปเที่ยวได้ เด็กคนอื่นก็ควรได้รับโอกาสเช่นกัน ส่วนเรื่องการบ้านของหานหานน่ะหรือ?
เธอตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยให้หลานสาวได้สัมผัสความสุขเพียงชั่วคราว ก่อนต้องกลับมาปั่นการบ้านจนเหมือนขึ้นเตาเผาศพ
ณ กองถ่ายละคร
ซูโล่วเพิ่งเข้าฉากเสร็จสิ้น เขาเปิดขวดน้ำดื่มรัวอึกใหญ่เพื่อคลายความร้อน ซีรีส์เรื่องนี้เป็นแนวยุคสาธารณรัฐจีนชื่อเรื่อง “เจ็ดค่ำเดือนเจ็ด” เครื่องแบบทหารสีเขียวมิดชิดที่เขาสวมอยู่นั้นระอุจนเกินทน ชายหนุ่มจึงเอื้อมมือไปปลดกระดุมคอเสื้อออกหนึ่งเม็ดระบายความอึดอัด
กู้ชีชี นางเอกของเรื่องจ้องมองภาพนั้นตาไม่กะพริบ ‘โอ้โห… ท่าทางปลดกระดุมด้วยมือเดียวนั่น ลูกกระเดือกนั่นอีก นี่เธอได้กำไรดูของดีฟรี ๆ เลยเหรอเนี่ย?’
ขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลิน นักแสดงสมทบหญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมส่งเสียงแหลมเล็กบาดแก้วหูระดับสิบ “พี่ชีชีคะ รับชานมหน่อยไหม? หนูเลี้ยงเองค่ะ!”
เธอคือโจวอวี่ นักแสดงไร้ชื่อเสียงที่เคยพยายามทำตัวสนิทสนมกับซูโล่วมาก่อน น้ำเสียงของเธอฟังดูพยายามบีบเค้นจนเหมือนมีอะไรติดคอ
ซูโล่วเหลือบมองแวบหนึ่ง เขาแทบจำผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แล้ว และดูเหมือนเจ้าตัวก็ไม่ใส่ใจจะจดจำด้วย
กู้ชีชีผู้เป็นนางเอกแสร้งยิ้มตอบ เอ่ยจิกกัดอย่างมีนัยแฝง “อ๋อ น้องอวี่จะเลี้ยงชานมเหรอจ๊ะ? ไม่ต้องหรอกจ้ะ เมื่อวานพี่เพิ่งชั่งน้ำหนักมา แตะ 45 กิโลกรัมเข้าไปแล้ว เพิ่มมาตั้ง 250 กรัมแน่ะ อ้วนจะแย่ พี่ไม่ดื่มดีกว่า”
โจวอวี่หน้าเสียเล็กน้อยก่อนหันไปทางพระเอกหนุ่ม “เอ่อ… แล้วพี่ซูโล่วล่ะคะ?”
ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะปรายตา “ไม่ต้อง”
โจวอวี่กัดริมฝีปากแน่น ตั้งท่าจะออดอ้อนต่อ ทว่ากู้ชีชีกลับชิงตัดหน้าด้วยการชี้ไปยังบทละครพลางอุทานเสียงหลง “ว้าย! รุ่นพี่ซูโล่วคะ ฉากถัดไปคุณต้องโดนแย่งแฟนรึเปล่าเนี่ย! ตายจริง… ฉันไม่เคยเล่นบทแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ”
เธอขยับกายเข้าไปใกล้ขณะทำเสียงเล็กเสียงน้อยเอาใจ “ช่วยสอนฉันหน่อยนะคะ ดูสิ ฉันมันหัวช้าไปหมด ไม่เก่งอะไรเลยสักอย่าง โง่จังเลยค่ะ!”
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มอึดอัด โจวอวี่จึงจำใจเดินคอตกจากไปอย่างเสียไม่ได้
แต่เพียงแค่อีกฝ่ายคล้อยหลัง กู้ชีชีก็สลัดคราบแม่นางเอกผู้อ่อนแอทิ้งทันควัน เธอเบะปากพร้อมกับกลอกตาขึ้นฟ้ามองเพดาน “ชิ! นึกว่าฉันดูไม่ออกรึไง ยัยตัวดี… กะจะมาตีเนียนฉกผู้ชายกันหน้าด้าน ๆ เลยนะ!”
“…” ชายหนุ่มจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ภายในใจพลันบังเกิดความฉงนสงสัยขึ้นมา
‘ผู้หญิงเปลี่ยนหน้ากันเร็วขนาดนี้เลยเหรอ…?’
ในจังหวะนั้นเอง ผู้ช่วยก็วิ่งเข้ามาแจ้งว่ามีญาติมาเยี่ยมกองถ่าย ซูโล่วยังไม่ทันได้ขานรับ ก็เห็นเจ้าก้อนตัวจิ๋วสีเขียวพุ่งทะยานเข้ามาวงแขนเขาทันที
“คุณลุงสี่คะ!” ซู่เป่าเอ่ยด้วยความดีใจพร้อมกับชูถุงหอมขึ้น “ซู่เป่าเอาถุงหอมมาให้คุณลุงค่ะ!”
ซูโล่วก้มมองหลานสาวที่จัดเต็มด้วยชุดสีเขียวทั้งตัว ตั้งแต่กิ๊บติดผมไปจนถึงรองเท้า… แม้แต่ถุงหอมก็ยังเป็นสีเขียว!
ไม่พอบนไหล่เธอยังมีนกแก้วสีเขียวสดส่งเสียงร้องลั่นว่า “โย้ โย้! เช็คกันหน่อย แผ่นแป้งทอดชุดหนึ่ง!”
‘นี่มันเป็นรหัสบอกใบ้อะไรหรือเปล่า?’
‘หรือว่าเขากำลัง… ถูกนอกใจจริง ๆ?’
‘บ้าน่า! เขายังไม่มีแฟนสักหน่อย จะโดนนอกใจได้ยังไงกัน!’