ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 263 พี่ชาย... พี่ชอบหลุมศพแบบไหน?
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 263 พี่ชาย... พี่ชอบหลุมศพแบบไหน?
ซู่เป่าเพิ่งทราบเป็นครั้งแรกว่าโลกนี้ยังมีสุสานอีกลักษณะหนึ่ง ด้วยก่อนหน้าเธอมักจินตนาการมาตลอดว่า ‘สุสานบรรพบุรุษ’ คงหน้าตาเหมือนกันหมด คือแบ่งเป็นหลุมเรียงรายตามไหล่เขา
“แล้วของบ้านเราล่ะคะ?” เด็กน้อยกลายเป็นยัยหนูช่างถามขึ้นมาทันที เมื่อติดลมเธอก็ยิงคำถามรัวเป็นชุด
“ของบ้านเรามีกี่หลุมเหรอคะ?”
“บรรพบุรุษอยู่กันพอไหม?”
“หากพื้นที่ไม่พอ จะอยู่เบียดกันได้ไหมคะ?”
“แล้วบรรพบุรุษชอบสุสานชิงซานหรือเปล่า?”
“ถ้าวันหนึ่งเสี่ยวอู่ตาย จะไปอยู่ที่นั่นได้ไหมคะ? แล้วคุณปู่เต่าล่ะ?”
“แล้วหากวันหนึ่งซู่เป่าต้องไปอยู่บ้าง หนูขอทำหลุมศพเป็นรูปโบว์ได้ไหมคะ?” สิ้นคำถามตบท้าย ทุกคนในโต๊ะต่างสะดุ้งโหยงจนเกือบทำตะเกียบหลุดมือ
‘นี่มัน… หัวข้อสนทนาประเภทไหนกันเนี่ย!’
มู่กุยฝานกระตุกมุมปากพลันคีบขาหมูทอดเกลือพริกไทยคำโตยัดใส่ปากซู่เป่าเพื่อสกัดกั้นคำถาม “เด็ก ๆ ทานข้าวให้มาก พูดให้น้อยเข้าไว้ลูก”
ฝ่ายคุณนายเฒ่าซูได้แต่พึมพำปลอบประโลมใจตนเองไม่ขาดปาก “เด็กไร้เดียงสาพูดจาไม่มีข้อห้าม… ไม่ถือสา… ไม่ถือความ…”
‘นั่นไง… พวกผู้ใหญ่เป็นแบบนี้อีกแล้ว ชอบเลี่ยงไม่ยอมตอบ ทั้งที่เธอก็ถามเรื่องง่าย ๆ แท้ ๆ’
ซูอีเฉินเผยรอยยิ้มจาง ๆ ในดวงตา ก่อนเอ่ยตอบทีละข้ออย่างใจเย็น “สุสานตระกูลซูไม่ได้นับเป็นหลุม แต่คิดเป็นพื้นที่แทน ตอนนี้มีอยู่ร้อยตารางเมตร”
โดยปกติสุสานทั่วไปหนึ่งหลุมใช้พื้นที่ขั้นต่ำราวสามตารางเมตร ดังนั้นร้อยตารางเมตรจึงถือว่ากว้างขวางโอ่อ่า มีทั้งสวนหน้าและสวนหลัง… เรื่องความหรูหรานั้นคงไม่ต้องบรรยาย
“บรรพบุรุษอยู่กันพอแน่นอน อย่างน้อยภายในร้อยปีนี้มิต้องขยายเพิ่ม”
สิ้นคำยืนยันจากลูกชาย ท่านผู้เฒ่าซูถึงกับสำลักข้าวพรวดออกมาทันที “แค่ก ๆ ๆ …”
หัวข้อสนทนานี้…ยิ่งฟังยิ่งพิกลนัก!
“บรรพบุรุษน่าจะชอบสุสานชิงซานนะ” ซูอีเฉินวกกลับมาตอบคำถามเดิมพลางเอ่ยถามต่อ “ว่าแต่… ซู่เป่าชอบรูปโบว์จริง ๆ หรือ?”
“ค่ะ! แบบนั้นจะได้ดูโดดเด่นไม่ซ้ำใครไงคะ!” ซู่เป่าพยักหน้าหงึก ๆ ด้วยความกระตือรือร้น
“…”
‘พวกเขาสาบานได้เลยว่าตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยพบเห็นป้ายหลุมศพทรงโบว์ที่ไหนมาก่อนเลยจริง ๆ!
เรื่องนี้… ชักจะเริ่มสนทนาต่อลำบากขึ้นทุกที’
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ผู้ใหญ่บางคนแสร้งไอแก้เก้อจนหน้าดำหน้าแดง บางคนคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่รัว ๆ ราวกับกระหายจัด ส่วนที่เหลือต่างหลบสายตาซู่เป่า ทำทีหาเรื่องคุยเกี่ยวกับโปรเจกต์งานล่าสุดขึ้นมาบังหน้าแทน
เมื่อเห็นว่าบรรดาคุณลุงเริ่มทำตัวแปลก ๆ ซู่เป่าจึงหันไปหาที่พึ่งใหม่อย่างซูเหอเวิ่นแทน
“พี่ชายคะ แล้วพี่ชอบหลุมศพแบบไหน?” ซู่เป่าเอียงคอถามพลางจ้องเขม็งไปยังพี่ชายคนแรก
“เอ่อ… คือ… เรื่องนี้…” ซูเหอเวิ่นถึงกับชะงัก ช้อนค้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าเรียบเฉยพลันฉายแววปั้นหน้าไม่ถูก
เมื่อเห็นพี่คนนี้อึกอัก เด็กน้อยจึงเบนเป้าหมายไปยังพี่ชายคนถัดไปทันที “แล้วพี่จื่อซีล่ะคะ?”
ซูจื่อซีไม่ได้ตอบในทันที เขาขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม วางตะเกียบลงแล้วยกมือขึ้นกุมขมับคล้ายกำลังใช้สมาธิขบคิด ราวกับนี่คือโจทย์ที่ยากที่สุดในชีวิต
ซู่เป่าไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เธอหันไปสบตากับพี่ชายคนโตของบ้าน “พี่เหอเหวินล่ะคะ ชอบแบบไหน?”
ซูเหอเหวินซึ่งกำลังเนียนคีบกับข้าวถึงกับตัวเกร็งไปทั้งร่าง เขาค่อย ๆ ลดมือลงก่อนหลุบตาลงต่ำ แสร้งทำเป็นสนใจเศษเมล็ดข้าวในชามอย่างมีนัยสำคัญ ไม่กล้าแม้แต่จะปริปากเอ่ยคำใดออกมา
จู่ๆ หานหานก็ชูมือขึ้นสูงแล้วตะโกนว่า “ฉันด้วย! ฉันอยากได้หลุมศพเป็นรูปแกะเมี่ยหยางหยาง!”
ทุกคนในโต๊ะอาหารถึงกับเงียบกริบ
นี่พวกเด็ก ๆ คุยเรื่องหลุมศพกันหน้าตาเฉยแบบนี้ได้จริงเหรอเนี่ย?!
สุดท้ายคุณนายเฒ่าซูก็เป็นฝ่ายปิดฉากบทสนทนา “กินข้าวได้แล้ว! ใครไม่ตั้งใจทาน เดี๋ยวโดนเรียงคนแน่”
เหล่าเด็กน้อยพากันหดคอวูบ แล้วก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารในชามอย่างรวดเร็ว
ทว่าซู่เป่ากลับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เธอเขยิบเข้าไปใกล้ขยับกระซิบถามมู่กุยฝานเสียงเบา “แล้วคุณพ่อล่ะคะ สุสานครอบครัวเราเป็นยังไง? บรรพบุรุษชอบหลุมศพของพวกท่านไหม?”
“…”
คำถามนี้ลึกซึ้งเกินไป… แม้เป็นมู่กุยฝานก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี
“แล้วหนูทำเป็นรูปทรงที่ชอบได้ไหมคะ?” ซู่เป่ารบเร้า ในเมื่อคุณยายและคนอื่นไม่ยอมตอบ เธอจึงฝากความหวังไว้ที่พ่อแทน
สำหรับซู่เป่าแล้ว พ่อคือผู้ที่เนรมิตได้ทุกสิ่ง และเป็นคนไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์หรือข้อห้ามใด ๆ ทั้งสิ้น
ในที่สุดมู่กุยฝานก็เอ่ยขึ้น “ปัจจุบันมีระเบียบการจัดการศพรูปแบบใหม่ เมื่อเทียบกับป้ายสุสานแบบดั้งเดิม ป้ายเชิงศิลปะถือเป็นการออกแบบเฉพาะบุคคลซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ รูปทรงก็แตกต่างกันไปตามใจเจ้าของ…”
“สรุปคือ… จะทำเป็นรูปอะไรก็ได้สินะคะ!” เมื่อได้คำตอบที่พอใจ ซู่เป่าก็ยิ้มร่าพลางกัดขาหมูคำโต ในใจเริ่มวางแผนการใหญ่ว่า เมื่อไปถึงสุสานตระกูล เธอจะลองถามบรรพบุรุษดูว่าชอบบ้านหลังปัจจุบันไหม หากพวกท่านไม่ชอบ เธอจะช่วยเปลี่ยนป้ายสุสานให้เป็นแบบที่พวกท่านถูกใจเอง!
ด้วยเหตุนี้ ซู่เป่าจึงเริ่มเตรียมตัวพบปะบรรพบุรุษด้วยความตื่นเต้น
อาจเพราะพรสวรรค์โดดเด่นเหนือคนทั่วไป ในโลกทัศน์ของซู่เป่า ความตายและการพลัดพรากจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ยอมรับและเผชิญหน้าได้ เด็กน้อยมองโลกในแง่ดีเสมอว่าวาระสุดท้ายไม่ใช่จุดจบชั่วนิรันดร์ หากวันหนึ่งย่อมได้หวนพบกันใหม่… เพียงแต่อยู่ในรูปแบบแปรเปลี่ยนไปเท่านั้น
ซูจิ่นอวี้ค่อย ๆ ทานอาหารพร้อมกับทอดสายตามองซู่เป่า และทุกคนในครอบครัวด้วยความอ่อนโยน
‘ใกล้จะถึงวันที่สิบสี่เดือนเจ็ดแล้วสินะ…’
‘อีกไม่นาน ก็คงถึงเวลาต้องจากไปจริง ๆ เสียที’
‘ลึก ๆ ในใจยังคงรู้สึกอาลัยอาวรณ์เหลือเกิน ทำไมวันเวลาถึงได้ผ่านไปรวดเร็วขนาดนี้’
*
ช่วงนี้ซูเหอเวิ่นทุ่มเทให้กับการพัฒนาตาข่ายจับผีของตนเอง เขาทั้งตื่นเต้นและหวั่นใจ พลางเฝ้ารอคอยทดสอบมันในคืนวันปล่อยผี
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมตาข่ายจับผีถึงส่งเสียงสัญญาณดังลั่นในคืนนั้น ทั้งที่จับวิญญาณไม่ได้เลยสักตน ซู่เป่าช่วยตรวจสอบหลายครั้งทว่าก็ยังหาสาเหตุไม่พบ
“หรืออาจจะจับได้แค่หน้าผีหรือเปล่าคะ?” ซู่เป่านิ่งคิดครู่หนึ่ง “วันนั้นก่อนเราเข้าไป หน้าพวกนั้นก็อยู่ในห้องอยู่แล้วนี่นา”
ซูเหอเวิ่นนึกถึงใบหน้าสยองขวัญสี่หน้าบนเพดานพลันรู้สึกขนลุกซู่ ภาพเหล่านั้นยังคงเป็นเงาตามตัว คอยสร้างความหวาดผวาให้เขาไม่หาย
“จับผีพวกนั้นไม่ได้งั้นเหรอ?” ซู่เป่าชี้ไปยังตาข่ายพลางอธิบาย “ผีน่ะเปลี่ยนขนาดตัวให้ใหญ่หรือเล็กก็ได้นะพี่ชาย แต่ตาข่ายนี้ไม่มีอาคม รูมันกว้างเกินไป บางทีอาจเป็นเพราะหน้าผีพวกนั้นตัวเล็กเกินไปก็ได้”
เด็กน้อยทำท่าประกอบ “พอมันย่อส่วนแบบนี้ แล้วก็ม้วนตัวเป็นก้อน ก็ลอดผ่านรูออกไปได้สบายเลย!”
“เป็นไปได้!” ซูเหอเวิ่นพยักหน้าตาม
สุดท้ายแล้วสิ่งที่เขาสร้างขึ้นก็ยังเทียบกับของซู่เป่าไม่ได้… เพราะตาข่ายของซู่เป่าเมื่อจับวิญญาณได้แล้ว ผีจะกรีดร้องจนขยับเขยื้อนไม่ได้ และไม่สามารถย่อขยายตัวได้ตามใจชอบด้วย
ในเมื่อของเขายังต่างกันอยู่ เขาจึงต้องคำนวณหาขนาดเล็กที่สุดของผีแทน…
ซูเหอเวิ่นรีบคว้าปากกามาวาดรูปเรขาคณิตลงในสมุดทันที
“สมมติว่าปริมาตรเล็กที่สุดของผีคือ… ตาข่ายต้องมีขนาดรูไม่เกิน…”
ซู่เป่านั่งยอง ๆ ดูพี่ชายอยู่พักหนึ่ง พอเริ่มรู้สึกเบื่อเธอก็วิ่งออกไปเล่นข้างนอกแทน
บริเวณหน้าบ้านตระกูลซู
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อยืดสีดำทับด้วยเสื้อฮู้ดกันแดดเดินผ่านมา เธอยืนนิ่งอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลซูพลางเงยหน้ามอง ดวงตาสีอำพันอ่อน ๆ ทำให้เธอดูเย็นชาเล็กน้อย เธอหยิบเข็มทิศขึ้นมาดู เห็นเข็มหมุนคว้างอย่างรวดเร็ว
“เหอะ…” เสียงพึมพำในลำคอแฝงความไม่ใส่ใจ ก่อนเก็บเข็มทิศลงกระเป๋าแล้วเดินจากไป
ซูอีเฉินซึ่งกำลังขับรถกลับบ้านเห็นเด็กหญิงเดินอยู่คนเดียวก็รู้สึกแปลกใจจึงมองตามเล็กน้อย
เด็กคนนี้พักอยู่แถวนี้หรือเปล่านะ?
ดูท่าทางอายุประมาณหกเจ็ดขวบ
เขาคิดว่าคงเป็นเด็กในละแวกนี้ออกมาวิ่งเล่นจึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร
ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนมักมีเด็ก ๆ รวมกลุ่มกันออกมาเล่นเสมอ ส่วนใหญ่เป็นเด็กประถม แม้จะเห็นเด็กเดินคนเดียวบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เมื่อถึงบ้าน เขาก็เห็นซู่เป่าวิ่งถลาออกมาพอดี
“เอ๊ะ ลุงใหญ่นี่นา!” ซู่เป่ารีบชูนิ้วขึ้นมานับไปมา
‘ทำไมเธอถึงทำนายได้ว่ามีคนสำคัญมาก ๆ เพิ่งผ่านทางนี้ไปกันนะ?’
“แปลกจัง ขอคำนวณอีกทีแล้วกัน” ซู่เป่าคว้าตัวคุณเต่าขึ้นมาแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ คุณเต่าหมุนคว้างอยู่กลางอากาศก่อนตกลงมาหมุนติ้วอยู่กับที่… หมุนไปเรื่อย ๆ จนหยุดนิ่ง
‘ในสมัยโบราณเขาทำนายด้วยกระดองเต่ากันยังไงนะ?’
เห็นว่าต้องโยนเต่าเข้าไปในกองไฟ เผาให้ตาย แล้วรอจนไฟดับเพื่อดูรอยแตกบนกระดองเพื่อทำนายทายทัก เรียกได้ว่าการทำนายแต่ละครั้งต้องมีเต่าตายไปหนึ่งตัวเสมอ
แต่ตอนนี้ซู่เป่าแค่โยนคุณเต่าแก่เล่นเฉย ๆ ไม่ได้เอาไปเผาไฟเสียหน่อย เป็นเต่าก็น่าจะรู้จักพอใจในสิ่งที่มีนะ
อืม…
คุณตาเต่ายื่นหัวออกมา คาบยอดหญ้าแถวนั้นอย่างชำนาญ ก่อนพลิกตัวกลับมาอยู่ในท่าปกติ