ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 269 เดิมที… การแสดงละครมันกินชีวิตนักแสดงขนาดนี้เลยหรือ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 269 เดิมที… การแสดงละครมันกินชีวิตนักแสดงขนาดนี้เลยหรือ
กู้ชีชีรู้สึกหนังศีรษะชาไปทั้งร่าง
ก่อนการถ่ายทำเริ่มขึ้น ผู้กำกับเคยเตือนเธอแล้วว่าฉากนี้มีความเสี่ยงและเสนอให้ใช้ตัวแสดงแทน แต่เธอเลือกปฏิเสธเพราะอยากแสดงด้วยตัวเอง
ทว่าทีมงานและฝ่ายอุปกรณ์ต่างร่วมกันทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมั่นใจว่าเปลวไฟจะระเบิดไปไม่ถึงจุดยืนของเธอ
อีกทั้งมุมกล้องจะช่วยหลอกตาให้ดูเหมือนเธออยู่ท่ามกลางกองเพลิง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมันห่างออกไปอย่างน้อยหนึ่งเมตร ส่วนเธอมีเพียงแค่ล้มตัวลงไปข้างหลังตามสถานการณ์เท่านั้น
แต่ว่าฉากกั้นที่ตั้งอยู่เบื้องหน้ากลับติดไฟลุกพรึบด้วยความรวดเร็ว เปลวเพลิงลามเลียมาถึงตรงหน้าจนกู้ชีชีได้กลิ่นผมตัวเองถูกไหม้ จนเหล่าทีมอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่นอกฉากต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
‘เกิดอะไรขึ้น?! ไฟมันลามเข้าใกล้นางเอกเกินไปแล้ว!’
และแน่นอนว่ามนุษย์ย่อมไม่อาจวิ่งหนีความเร็วของเปลวไฟได้ทัน…
เหล่าทีมงานหน้าซีดเผือดลงในทันที
กู้ชีชีสบถในใจเบา ๆ ว่า ‘แย่แล้ว!’
ในวินาทีวิกฤตนั้น กลับมีเงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาตรงหน้าเธอ แว่วเสียงใสซื่อน่ารักของซู่เป่าดังมาลาง ๆ ว่า “ไปเลยพิก้า… ชู!” หรืออะไรสักอย่างที่คล้ายกัน
กู้ชีชีรู้สึกเหมือนมีแรงมหาศาลกระแทกเข้าที่ร่างจนเธอกระเด็นปลิวออกไป เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ไม่ถึงครึ่งวินาทีด้วยซ้ำ ในที่สุดกู้ชีชีก็ล้มลงกระแทกพื้นได้ตามบทละครจริง ๆ
ทางด้านทีมงานซึ่งยืนลุ้นอยู่นอกฉากยังคงแยกไม่ออก ว่าสิ่งที่เห็นคืออุบัติเหตุหรือเป็นการดำเนินไปตามปกติ ประกอบกับกู้ชีชีทุ่มเทกับการแสดงมาก พวกเขาจึงไม่กล้าส่งเสียงขัดจังหวะ เพราะหากตะโกนคัทแล้วต้องเริ่มใหม่ นักแสดงจะต้องเผชิญความเสี่ยงอีกรอบ
สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้นคือคอยสังเกตอาการของกู้ชีชีอย่างใกล้ชิด พลางสะกดกลั้นความตื่นตระหนกแล้วรีบเร่งดับไฟโดยด่วน
ผู้กำกับซึ่งนั่งมอนิเตอร์จากอีกมุมหนึ่งไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงไม่ได้สั่งหยุดการถ่ายทำ ทำให้ฉากของซูโล่วต้องดำเนินต่อไป
ชายหนุ่มในชุดดำสนิทปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งปรากฏตัวขึ้นกลางกองเพลิง เขาสะบัดมีดบินออกจากมือพุ่งเข้าใส่ลำคอศัตรูเจ็ดแปดคนด้วยความแม่นยำ จากนั้นเขาจึงสาดกระสุนจากปืนคู่ในมือ สิ้นเสียงปัง ๆ ทหารญี่ปุ่นก็ล้มตายลงไปอีกครึ่งหนึ่ง
เมื่อเหลือศัตรูเพียงสิบกว่าคน เขาจึงตัดสินใจเข้าต่อสู้ด้วยมือเปล่า ดวงตาฉายแววโหดเหี้ยม
ขณะนั้นเอง มีร่างหนึ่งก้มหน้าโผล่มาตรงหน้าเขา ซูโล่วเข้าใจว่านี่คือจุดสำคัญของฉาก นั่นคือการใช้หุ่นจำลองเพื่อแสดงการฉีกศัตรูด้วยมือเปล่า
เขาเหลือบมองไปทางกู้ชีชีกำลังนอนนิ่งอยู่บนพื้น ความร้อนรนและโทสะพลันพุ่งริ้วจนดวงตาแดงก่ำ เขาคำรามเสียงดัง
ฉั้วะ!
ร่างตรงหน้าถูกฉีกแยกออกเป็นสองซีกทันที!
กลุ่มควันสีดำสนิทพวยพุ่งวนเวียนอยู่รอบกาย ซูโล่วม่านตาหดเกร็งรุนแรง
ตามบทละคร สิ่งที่เขาต้องฉีกทึ้งควรเป็นเพียงหุ่นผ้าไร้ชีวิต แต่ใบหน้าที่พาดอยู่บนราวแขวนเบื้องหน้ากลับค่อย ๆ เงยขึ้น ดวงตาคู่นั้นจดจ้องมองเขาราวกับจะกระชากวิญญาณ
วินาทีนั้นเอง ความจริงอันน่าสยดสยองพลันฉายชัด… สิ่งที่เขาลงมือฉีกแยกออกเป็นสองซีกเมื่อครู่ ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ประกอบฉากตามที่เข้าใจ
แต่มันคือ… ผีทหารญี่ปุ่นของจริง?!
สีหน้าของซูโล่วแข็งค้างประหนึ่งถูกแช่แข็งไปชั่วอึดใจ ในหัวพลันนึกทวนคำอธิบายของผู้กำกับ หลังจากลงมือฉีกทึ้งร่างศัตรูแล้ว จะต้องไม่มีเลือดสาดกระเซ็นแม้แต่หยดเดียว
แต่จะมีเพียงควันสีเขียวพวยพุ่งออกมาเพื่อรอการใส่เทคนิคพิเศษในภายหลังเท่านั้น
ทว่ากลุ่มควันสีดำทมิฬเมื่อครู่นี้ กลับเป็นหลักฐานยืนยันถึงความผิดปกติอันน่าขนลุก ถึงอย่างนั้น ควันสีเขียวที่ทีมงานเตรียมไว้ก็เริ่มพ่นออกมาสมทบจนกลบเกลื่อนร่องรอยประหลาดนั้นไปเสียสิ้น
ในเมื่อเสียงตะโกนสั่งหยุดจากผู้กำกับยังไม่ดังขึ้น เขาจึงจำต้องรวบรวมสติให้กลับคืนมา แล้วรุดหน้าแสดงต่อตามสัญชาตญาณ
ซูโล่วรีบถลาเข้าไปอุ้มร่างของกู้ชีชีขึ้นแนบอก พร้อมกับใช้มืออีกข้างหิ้วร่างของสายลับผู้ส่งข่าวขึ้นมา ตามมาด้วยฉากพระเอกลอยตัวกระโดดข้ามกำแพงขึ้นรถหนีไป ซึ่งส่วนนี้ต้องไปถ่ายทำแยกและพึ่งพาเทคนิคพิเศษในภายหลัง
“คัท!” ผู้กำกับตะโกนขึ้นด้วยความพึงพอใจ
ซูโล่ววางร่างของสายลับลงทันที ก่อนใช้มือข้างเดียวประคองกู้ชีชีเอาไว้ เขายังไม่ทันตั้งสติ มือก็เผลอคว้าไปจับถุงหอมข้างเอวตามสัญชาตญาณ
ยามนี้ผมเผ้าของกู้ชีชียุ่งเหยิงพันกันยุ่ง ใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยเขม่าควันจนดำเขรอะ เธอหอบหายใจรัวเร็ว แววตาเปี่ยมด้วยความโกรธเกรี้ยว… ‘บ้าเอ๊ย! ไอ้เด็กบ้าที่ไหนมันกล้าวางแผนลอบกัดเธอขนาดนี้!?’
กู้ชีชีกวาดสายตามองหาโจวอวี่เป็นอันดับแรก และเห็นอีกฝ่ายกำลังยิ้มระรื่นพูดคุยกับคนรอบข้างด้วยท่าทีบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เธอจึงพยายามสะกดกลั้นเพลิงโทสะในใจเอาไว้
แม้ปกติจะเป็นคนเกลียดพวกหน้าไหว้หลังหลอกเข้าไส้และต้องหาทางเอาคืนให้ทันควัน แต่เธอก็หาใช่คนไร้สมองบุกเข้าไปเผชิญหน้าโดยไร้หลักฐาน เพราะนั่นจะทำให้ตัวเองตกเป็นรอง
เหนือสิ่งอื่นใด กู้ชีชีนึกสงสัยเรื่องเงาดำเมื่อครู่มากกว่า หากไม่ได้สิ่งนั้นช่วยไว้ ใบหน้าของเธอคงไม่ใช่แค่เพียงดำปื้อแบบนี้ แต่อาจถูกไฟลวกจนเสียโฉมไปแล้ว
ทางด้านซู่เป่าจ้องมองภาพการถ่ายทำ ดวงตาคู่กลมโตเต็มไปด้วยความสงสัย
‘คุณลุงสี่ฉีกผีด้วยมือเปล่า… นั่นเป็นการฉีกผีจริง ๆ เจ๋งสุด ๆ ไปเลย’
‘แต่พี่ชีชีแสดงเป็นคนถูกระเบิดจนกระเด็น… นั่นหมายความว่าต้องระเบิดจริง ๆ ด้วยเหรอ?’
ความคิดนั้นทำให้เด็กน้อยเริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที
‘ที่แท้การถ่ายละครมันเหนื่อยสาหัสขนาดนี้เชียวหรือ’
‘งานของคุณลุงสี่ช่างเป็นอาชีพเสี่ยงอันตรายเหลือเกิน…’
‘ถ้าวันหนึ่งคุณลุงสี่ต้องแสดงฉากถูกรถชน นั่นหมายความว่าจะถูกรถชนจริง ๆ หรือเปล่านะ?’
‘ฮือ ๆ… แล้วถ้าวันไหนคุณลุงสี่ต้องรับบทเป็นคนตาย ซู่เป่าก็จะไม่มีคุณลุงสี่อีกต่อไปแล้วใช่ไหม?’
เพียงชั่วพริบตาเดียว เด็กน้อยจินตนาการฟุ้งซ่านไปไกลถึงขั้นเลือกทำเลหลุมฝังศพให้คุณลุงสี่ไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว น้ำตาเม็ดโตพลันร่วงเผาะคลอเบ้า
“เป็นไงบ้างเด็กน้อย? สนุกไหมฉากฉีกตัวประกอบทหารญี่ปุ่นเมื่อกี้… เอ๊ะ! ตายจริง ร้องไห้ทำไมล่ะ!” ผู้กำกับหันมาถาม
ทีมผู้กำกับทั้งหมดถึงกับตกใจจนลนลาน ทุกคนพยายามเข้าไปปลอบโยนเด็กน้อยอย่างเงอะงะ “ใจเย็น ๆ นะ นั่นเป็นแค่เศษผ้าเท่านั้นเอง ไม่ใช่คนจริงๆ หรอก!”
“ทุกอย่างเป็นการแสดงจ้ะ ของปลอมทั้งนั้นเลย!”
เนื่องจากตามบทเดิมเป็นการฉีกเพียงเสื้อผ้า และเอฟเฟกต์ที่พ่นออกมาก็เป็นควันสีเทาดำ ไม่ได้มีเลือดสาดสยดสยอง ทุกคนจึงคิดว่าการให้ซู่เป่ามาดูเบื้องหลังจะเป็นประสบการณ์ที่ดี ใครจะคาดคิดว่ากลับทำให้เด็กน้อยขวัญเสียจนบ่อน้ำตาแตกเช่นนี้
ทุกคนต่างรู้สึกผิดกันถ้วนหน้า แม้แต่คุณนายเฒ่าซูเองก็ใจเสียไม่แพ้กัน
เธอตั้งใจอยากให้ซู่เป่าได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่ดูเหมือนความคิดนี้ ผิดพลาดไปเสียแล้ว เด็กน้อยถึงได้ตกใจจนร้องไห้โฮขนาดนี้… ไม่ควรตามใจแกขนาดนี้เลยจริง ๆ!
ซูเหอเวิ่นลนลานจนทำอะไรไม่ถูก เขารีบค้นกระเป๋าตัวเองเสียงดังโครมครามจนเจอทิชชูแพ็คหนึ่ง จึงรีบฉีกเปิดออก แล้วหยิบกระดาษมาช่วยเช็ดน้ำตาให้น้องสาว ทว่าน้ำตาของซู่เป่ากลับยิ่งพรั่งพรูลงมาเหมือนเม็ดถั่ว ไหลรินอาบแก้มมิขาดสาย
“อย่าร้องนะ อย่าร้อง…” ซูเหอเวิ่นลนลานจนหน้าถอดสี
คุณนายเฒ่าซูรู้สึกผิดจับใจรีบอุ้มซู่เป่าขึ้นมาปลอบ “คนดีของยาย ไม่ร้องนะลูก เป็นอะไรเอ่ย กลัวใช่ไหม”
ซู่เป่าสะอื้นฮักพลางชี้มือไปยังหน้าจอมอนิเตอร์ “พวกเขาแสดงเป็นคนตาย… แสดงว่าต้องตายจริง ๆ ใช่ไหมคะ? ถ้าวันหนึ่งคุณลุงสี่ต้องแสดงเป็นคนตาย ซู่เป่าก็จะไม่มีคุณลุงสี่แล้วใช่ไหม… ฮืออออ…”
ทุกคนในที่นั้นต่างอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน
‘เอ่อ… ประเด็นที่เด็กน้อยกังวล… กลับเป็นเรื่องนี้เองหรอกเหรอ?’