ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 271 ขายเธอแล้วยังช่วยนับเงินให้คนอื่น
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 271 ขายเธอแล้วยังช่วยนับเงินให้คนอื่น
โจวอวี่มั่นใจเต็มอกว่าสิ่งที่เธอลงมือทำนั้นไร้ร่องรอย แม้แต่ผู้ช่วยแต่งตัวเลียนแบบเธอเพื่อช่วยอำพราง ก็ยังเข้าใจแค่ว่าเธอแอบปลีกตัวไปนอนพักผ่อนเท่านั้น!
ในเมื่อเธอระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้ และไม่มีใครล่วงรู้แผนการนอกจากตัวเอง แล้วจะมีใครหน้าไหนมาเปิดโปงเธอได้?
ทว่าซู่เป่ากลับลากตัวพยานปริศนาออกมาชี้ตัวกลางวง พร้อมกล่าวหาว่าเธอเป็นคนราดน้ำมันลงบนฉากกั้น เมื่อได้ยินคำพูดนั้น โจวอวี่แทบอยากหลุดขำออกมา
‘เจ้าตัวเล็กนี่คิดว่าไปคว้าใครมากันแน่ แค่ลากใครสุ่ม ๆ มาสักคนก็คิดจะชี้ตัวเธอได้แล้วหรือ?’
“คุณป้าผีคะ ต้องสู้นะคะ ต้องมีความกล้าเข้าไว้! สู้ ๆ ค่ะ!” ซู่เป่ากุมมือป้าผีเอาไว้แน่นพร้อมเอ่ยให้กำลังใจเสียงใส
ป้าผีตนนี้เห็นทุกการกระทำชั่วร้ายของโจวอวี่กับตา ซู่เป่าจึงหวังเหลือเกินว่าเธอจะกล้าพูดความจริงออกมาด้วยตัวเอง
กู้ชีชีที่เห็นซู่เป่าพยายามออกหน้าแทนเธอด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนั้น ก็รู้สึกตื้นตันใจจนบอกไม่ถูก
‘ฮือ ๆ!’
‘ช่างเป็นเด็กที่นิสัยอ่อนหวานอะไรขนาดนี้ น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน!’
เธอนึกในใจว่าตนเองพอจะมีโอกาสได้เป็นแม่ของเด็กคนนี้ไหมนะ หรือถ้าไม่ได้ เป็นแม่ทูนหัวก็ยังดี!
แต่ทางด้านผีตนนั้นกลับรู้สึกอยากร้องไห้เหลือเกิน ก็ตอนเธอตาย คอของเธอถูกเชือดจนเหวอะซะขนาดนั้น จะให้พูดออกมาได้อย่างไร
ทว่าเมื่อเห็นสายตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นจากซู่เป่าตัวน้อย ป้าผีจึงพยายามเค้นเสียงออกมาสุดความสามารถ
“คือ… ยัยคนนี้… ฉันเห็น… หล่อนเท… น้ำมัน… ลงบนแผงกั้น…” เธอยกนิ้วสั่น ๆ ชี้ไปยังโจวอวี่ เสียงแหบพร่าราวกับลมลอดผ่านท่อรั่ว ๆ
แต่แปลกนัก ทุกคนกลับได้ยินสิ่งที่เธอพูดชัดเจน สายตาทุกคู่จึงหันไปจ้องโจวอวี่เป็นตาเดียวด้วยความตกตะลึง ปกติโจวอวี่มักซื้อชานมมาแจกจ่ายทุกคนเสมอ ภาพลักษณ์ดูใจดีและอ่อนโยนทำให้ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเธอเป็นคนใจคออำมหิตได้ถึงเพียงนี้!
โจวอวี่ร้องไห้โฮราวกับจะขาดใจ เสียงสะอื้นของเธอฟังดูบีบคั้นรันทดขึ้นกว่าเดิม “ทำไม… ทำไมคุณต้องมาใส่ร้ายฉันแบบนี้ด้วย…”
‘ต่อให้ตายฉันก็ไม่มีวันยอมรับผิดเด็ดขาด!’
ซูเหอเวิ่นชูกล้องในมือขึ้นมาด้วยความรู้สึกระอาใจ “คุณป้าคนนี้ ต่อให้ความจริงวางอยู่ตรงหน้าก็ยังไม่ยอมรับสินะ? คุณคงไม่คิดหรอกใช่ไหมว่าผมถ่ายทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว!”
ความจริงแล้วซูเหอเวิ่นรู้สึกเบื่อหน่ายกับฉากดราม่าฟูมฟายที่กำลังถ่ายทำอยู่ เขาจึงนึกอยากลองทดสอบประสิทธิภาพของตาข่ายดักผี สิ่งประดิษฐ์ของตัวเองขึ้นมาดูบ้าง
ก่อนดักผีได้ก็ต้องรู้ก่อนว่าผีอยู่ที่ไหน เขาจึงถือกล้องถ่ายสแกนไปทั่วบริเวณ และบังเอิญว่าเลนส์กล้องดันไปจับภาพป้าผีคนนั้นเข้าพอดี ในตอนนั้นเขามุ่งสนใจแต่ผีผู้หญิงตนนี้ จนไม่ได้สังเกตเห็นโจวอวี่ที่ยืนแอบอยู่ข้าง ๆ เลยด้วยซ้ำ
เมื่อเปิดวิดีโอขึ้นมา คนยืนอยู่ใกล้ ๆ ต่างเห็นภาพในจอมอนิเตอร์ชัดเจน ปรากฏร่างคนในชุดนักแสดงสมทบกำลังลับ ๆ ล่อ ๆ เทน้ำมันลงบนฉากกั้นด้วยความจงใจ
โจวอวี่ใจหายวาบ แต่ยังพยายามข่มใจให้สงบ “นั่นไม่ใช่ฉันนะ! คุณถ่ายติดแค่เศษเสี้ยวของมือกับขา ไม่เห็นหน้าค่าตาด้วยซ้ำ มั่นใจได้ยังไงว่าเป็นฉัน…”
ทว่าคำพูดของเธอยังไม่ทันสิ้นประเด็น ภาพในวิดีโอก็สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนปรากฏใบหน้าของโจวอวี่ขึ้นมากลางจออย่างจัง
โจวอวี่ถึงกับสะอึกจนพูดไม่ออกทันที
“ดูเอาเองสิ นี่ใช่คุณไหม?” ซูเหอเวิ่นกดปุ่มหยุดภาพค้างไว้
คราวนี้โจวอวี่จนแต้มด้วยหลักฐาน ภาพนี้คมชัดเสียจนเห็นกระทั่งสิวเม็ดเล็กบนแก้มขวาของเธอ ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใครไปได้อีก!?
ฝูงชนเริ่มส่งเสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่
“เป็นเธอจริง ๆ ด้วย… พระเจ้า ช่วยกันกินชานมอยู่ดี ๆ ไหงกลายเป็นคนราดน้ำมัน ทำลายหน้าคนอื่น ช่างใจคอโหดเหี้ยมเหลือเกิน!”
“นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องใจร้ายแล้วนะ แต่มันคืออาชญากรรมชัด ๆ! ถ้ากู้ชีชีไม่โชคดี ป่านนี้คงเสียโฉมเพราะไฟคลอกไปแล้ว”
“จะว่าไป ฉากก่อนหน้าที่โจวอวี่ตบหน้ากู้ชีชีไปสองทีนั่นก็คงจงใจด้วยสินะ? ที่อ้างว่าอินกับบทบาท… ฉันว่าเธอเจตนาหาเรื่องชัด ๆ”
ผู้กำกับขมวดคิ้วแน่น จ้องมองโจวอวี่ด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความผิดหวังและรังเกียจ สิ่งที่เขาขยะแขยงที่สุดคือนักแสดงที่ไม่ทุ่มเทให้กับการแสดง แต่กลับเอาสมองไปใช้กับการกลั่นแกล้งริษยา
“เสี่ยวหู โทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้!” เขาออกคำสั่งเด็ดขาด
“ผู้กำกับคะ อย่านะคะผู้กำกับ! ฟังฉันอธิบายก่อน…” โจวอวี่ตกใจจนลนลานรีบละล่ำละลักบอก
เธอถลาเข้าไปคว้ามือผู้กำกับไว้ คราวนี้น้ำตาที่ร่วงเผาะออกมาคือความหวาดกลัวของจริง สมองของเธออื้ออึงไปหมด ทำได้เพียงอ้อนวอนด้วยเสียงแผ่วเบา “ผู้กำกับคะ แค่คุณไม่แจ้งตำรวจ จะให้ฉันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น…”
เธอมองสบตาผู้กำกับด้วยท่าทางน่าเวทนา พยายามส่งสัญญาณสื่อสารบางอย่าง
แต่เธอกลับคิดผิดถนัด ผู้กำกับกลับยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียนมากกว่าเดิม เขาตัดสินใจสะบัดมือออกจากการเกาะกุมของเธอโดยไม่ใยดี!
“คุณเข้ามาอยู่ในกองถ่ายนี้ได้ยังไง คุณย่อมรู้แก่ใจดี แต่อย่าได้มาใช้วิธีสกปรกแบบนี้กับผม ผมไม่หลงกลคุณหรอก”
คำพูดนี้เปรียบเสมือนการตบหน้าเธอฉาดใหญ่กลางสาธารณะ เปิดโปงตัวตนที่ซ่อนอยู่ของโจวอวี่จนเธอแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นจากตรงนั้น
สีหน้าของคนรอบข้างในยามนี้ช่างน่าดูชม แต่ละคนต่างพากันมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม บ้างก็รีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพเหตุการณ์อื้อฉาวนี้เก็บไว้
“โอ้โห เพื่อจะรอดคดี ถึงกับกล้าเสนอตัวพูดเรื่องพรรค์นี้ออกมาต่อหน้าคนตั้งเยอะแยะเลยนะ”
“ฉันก็ได้ยินเต็มสองหูเหมือนกัน เธอบอกว่าขอแค่ไม่แจ้งความ จะยอมทำอะไรให้ก็ได้ทั้งนั้นน่ะ”
โจวอวี่หน้าถอดสีทันที เธออยากมุดดินหนีไปให้พ้นจากตรงนี้เสียจริง!
ในที่สุดโจวอวี่ก็ถูกตำรวจควบคุมตัวไป ท่ามกลางคนในกองถ่ายที่กำลังรุมถ่ายรูปเธอไม่หยุด แม้ก่อนหน้านี้เธอพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเกาะกระแสให้ตัวเองโด่งดัง ตอนนี้เธอดังสมใจอยากแล้ว… แต่เป็นการดังในทางที่ไม่มีวันกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้ตลอดชีวิต!
โจวอวี่อยากร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด เรื่องราวมันลุกลามมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกัน?
เธอยังฝันอยากจะเป็นภรรยาคนที่สี่ของตระกูลซูอยู่เลย! ยังฝันถึงการแต่งงานกับซูโล่วและมีลูกแฝดสามคนด้วยกันแท้ ๆ!
เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นเคืองสลักลึกในใจ
‘ทั้งหมดนี้เป็นเพราะซูเหอเวิ่นกับซู่เป่าแท้ ๆ’
‘ทำไมพวกเด็ก ๆ ตระกูลซูถึงได้น่ารำคาญและจุ้นจ้านขนาดนี้!’
‘จะมายุ่งเรื่องของคนอื่นทำไมกันนักหนา?!’
ภายในกองถ่ายเวลานี้ช่างคึกคัก คนอัปโหลดวิดีโอแฉก็เร่งมือ คนขุดคุ้ยประวัติจากบัญชีโซเชียลของโจวอวี่ก็ขุดกันอย่างเมามัน ทุกคนต่างยุ่งวุ่นวายอยู่กับเรื่องของตัวเอง
กู้ชีชีรีบคว้ามือของผีผู้หญิงคนนั้นไว้ด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณมากเลยนะ! เธอชื่ออะไรเหรอ? เป็นนักแสดงสมทบจากบริษัทไหน? แต่งหน้าได้สมจริงสุด ๆ ไปเลย! ขอช่องทางติดต่อหน่อยสิ ฉันอยากเลี้ยงข้าวเธอจริง ๆ!”
ผีผู้หญิงก้มลงมองมือของกู้ชีชีด้วยความสับสน
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เธอลาโลกไป แล้วมีคนบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเธอ!
“ไม่… เป็น… ไร…” ผีผู้หญิงพยายามเค้นเสียงพูดด้วยความยากลำบาก แล้วลอบมองไปทางซู่เป่าแวบหนึ่งก่อนเอ่ยลา
“ไม่… มี… อะไรแล้ว… ฉัน… ไป… ก่อนนะ”
“อื้ม ๆ ขอบคุณคุณป้าผีนะคะ!” ซู่เป่าโบกมือ
กู้ชีชีรู้สึกเอะใจเล็กน้อย เหตุใดซู่เป่าถึงเรียกอีกฝ่ายว่าป้าผีอยู่ตลอดเวลา?
เธอพยายามระลึกถึงบทละครว่ามีฉากเกี่ยวกับชาวบ้าน ถูกทหารญี่ปุ่นทารุณกรรมจนต้องแต่งหน้าสยดสยองขนาดนี้ด้วยหรือ… ทว่าระหว่างกำลังขบคิด ผีผู้หญิงคนนั้นก็อันตรธานหายไปเสียแล้ว เมื่อกู้ชีชีเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
ซู่เป่ายืดตัวบิดขี้เกียจพลางยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “แก้ปัญหาใหญ่ได้อีกเรื่องแล้ว! ซู่เป่าเก่งมากใช่ไหมคะ?”
“เก่งที่สุดเลยลูก! ซู่เป่าของพี่เก่งที่สุด!” กู้ชีชีอุ้มเธอขึ้นมากอดแน่น
“พี่ชีชี หน้าพี่ดำมากเลยค่ะ! ลุงสี่ช่วยซู่เป่าด้วย!” ซู่เป่าร้องกรี๊ดพลางพยายามเอนตัวหนี
ซูโล่วเดินเข้ามาหาพร้อมกับยื่นมือออกไป “ส่งเธอมาให้ผม”
แต่กู้ชีชีกลับหมุนตัวอุ้มซู่เป่าวิ่งหนีหน้าตาเฉย “ไม่ให้หรอก!”
“?”
กู้ชีชีรู้สึกปลอดโปร่งใจอย่างยิ่ง เธอไม่คาดคิดเลยว่าปัญหาใหญ่ที่ดูจะบานปลายกลับถูกปัดเป่าให้คลี่คลายได้ง่ายดายเพียงนี้
“ความจริงพี่ตั้งใจจะให้คนทางบ้านช่วยจัดการอยู่แล้วเชียว! ถ้าหาหลักฐานมัดตัวยัยนั่นไม่ได้จริง ๆ ละก็ พี่นี่แหละจะหาวิธีตอบแทนให้ยัยนั่นได้ลิ้มรสความรู้สึกตอนโดนไฟลวกหน้าดูบ้างเหมือนกัน!”
ภายในห้องแต่งตัว กู้ชีชีเอ่ยขึ้นพลางลงมือเช็ดคราบสกปรกบนใบหน้าให้ซู่เป่าเบามือ
บนใบหน้ากลมมนของเด็กน้อยมีรอยเขม่าดำติดอยู่ตรงแก้มข้างหนึ่ง เธอจึงยอมนั่งเบ้ปากอยู่นิ่ง ๆ ให้พี่ชีชีช่วยปรนนิบัติเช็ดออกแต่โดยดี ทว่าเมื่อได้ยินแผนการเอาคืนอันดุเดือด ซู่เป่าก็รีบส่ายหน้าหวืดพลางเอ่ยสอนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่ชีชีคะ ตอนนี้เราอยู่ในสังคมที่มีกฎหมาย เพราะฉะนั้นเราต้องยึดถือกฎหมายเป็นหลักนะคะ รู้ไหม?”
กู้ชีชีถึงกับหลุดขำออกมา
‘เด็กน้อยน่ารักน่าชังขนาดนี้ กลับมาพูดเรื่องข้อบังคับกฎหมายด้วยสีหน้าท่าทางจริงจังเสียเหลือเกิน’
‘ให้ตายเถอะ… จะน่ารักเกินไปแล้วนะ!’
กู้ชีชีอดใจไม่ไหว ยื่นมือไปจิ้มจมูกเล็ก ๆ ของซู่เป่าด้วยความเอ็นดู “ทำไมหนูถึงน่ารักได้ขนาดนี้เนี่ย! น่ารักขนาดนี้ขายไหมจ๊ะ พี่ให้หนึ่งหมื่นล้านเลย!”
ดวงตาคู่เล็กของซู่เป่าทอประกายวาววับทันที เธอหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนถามกลับ “ขายยังไงคะ? ต้องย้ายไปอยู่บ้านพี่ด้วยหรือเปล่า? หรือแค่มาเยี่ยมพี่ที่กองถ่ายตอนทำงานก็พอ? แล้วตอนให้เงิน หนูขอนับเงินเองได้ไหมคะ?”
‘ถ้าแค่ต้องมาเยี่ยมพี่สาวที่กองถ่ายตอนทำงานเธอก็พอจะทำได้อยู่นะ!’
‘แถมยังได้เงินตั้งหนึ่งหมื่นล้าน คุณลุงใหญ่ไม่ต้องเหนื่อยทำงานหนักอีกต่อไปแล้ว!’
กู้ชีชี “??”
คุณนายเฒ่าซูและซูโล่ว “…”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันกะทันหัน ทุกสายตาต่างจดจ้องไปยังเด็กน้อยผู้มีความกระตือรือร้นในการขายตัวเอง
‘นี่มันเข้าตำรา… ถูกเขาหลอกขายแท้ ๆ ‘
‘แต่กลับทำตาเป็นประกาย อาสาจะช่วยเขานับเงินที่ใช้ซื้อตัวเองให้อีกอย่างนั้นหรือ?’