ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 273 เข้าใจผิดกันไปใหญ่โต
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 273 เข้าใจผิดกันไปใหญ่โต
ซู่เป่านิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกย้อนถึงบทสนทนาเรื่องหลุมศพ เธอเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ได้เลยค่ะ หนูจดใส่สมุดไว้แล้ว ในอนาคตหนูจะสร้างหลุมศพทรงนั้นให้พี่จื่อซีแน่นอน!”
ซูจื่อซีพยักหน้า แสดงสีหน้าพึงพอใจสุดขีด ส่วนซูเหอเวิ่นซึ่งนั่งฟังอยู่ข้างกันกลับรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซีอันบิดเบี้ยว
‘เดี๋ยวก่อน… จะพอใจอะไรกันขนาดนั้น? นี่มันใช่เรื่องเด็กวัยอย่างพวกเราควรมานั่งวางแผนกันจริงจังหรือไงกันเนี่ย!?’
ซูเหอเวิ่นรีบเปลี่ยนประเด็นเพื่อกู้คืนบรรยากาศ “จริงสิซู่เป่า เมื่อกี้ที่กองถ่ายพี่เห็นผีตั้งหลายตน ผีพวกนั้นไม่ต้องจับเหรอ?”
‘เขานับดูแล้วมีตั้งเจ็ดแปดตนเชียวนะ!’
‘มีเป้าหมายเยอะขนาดนี้ หากไม่ลงมือสักครั้งย่อมไม่คุ้มกับที่เขาลงแรงทำตาข่ายจับผีมาตั้งนาน’
ซู่เป่าส่ายหน้าหวืดพลางตอบว่า “ผีพวกนั้นไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่จำเป็นต้องจับหรอกค่ะ”
ผีที่นั่งยอง ๆ ในห้องขังนั่นก็แค่ทำให้คุณลุงพนักงานตกใจเล่น พอมันหัวเราะ ‘เฮอะ ๆ’ เสร็จก็ลอยจากไปแล้ว ส่วนพวกผีเร่ร่อนที่เกาะอยู่ตามตัวนักแสดงสมทบ หรือพวกที่ชอบเขย่งเท้าเดิน บางทีพวกเขาอาจจะเบื่อเกินไป พอใกล้ถึงเทศกาลเดือนเจ็ดก็เลยออกมาเที่ยวเล่นบ้าง
‘แล้วยังมีคุณป้าผีคนนั้นอีก… ป้าคนนั้นช่วยหนูไว้ตั้งเยอะแน่ะ!’
ซูเหอเวิ่นยังไม่ยอมแพ้ “งั้นเหรอ… แล้วอีกไม่กี่วันนี้เราออกไปข้างนอกกันไหม? เทศกาลจงหยวนผีออกมาเพียบเลยนะ ถ้าเราออกล่าสักไม่กี่วัน ก็น่าจะเก็บตัวชี้วัดของทั้งปีได้สำเร็จเลยละ!”
“ตัวชี้วัดคืออะไรคะ?” ซู่เป่าเอียงคอถามด้วยความฉงน
ซูเหอเวิ่นตอบอย่างภาคภูมิใจ “มันก็คือดัชนีชี้วัดผลงานน่ะสิ”
“แล้วผลงานคืออะไรอีกล่ะคะ?”
ซูเหอเวิ่นอ้าปากเตรียมอธิบายแต่ก็ต้องชะงักกึก…
‘คำถามหนึ่งแสนข้อของน้องสาวนี่ช่างน่าสะพรึงกลัวจริง ๆ!’
แต่จะนับว่าดีที่เขาเป็นพี่ชายผู้รอบรู้ ซูเหอเวิ่นกระแอมไอเบา ๆ ก่อนร่ายยาวออกมา “ยกตัวอย่างเช่น น้ำเต้าอาคมของซู่เป่าต้องการวิญญาณอาฆาตหนึ่งร้อยตัวถึงเต็ม ดังนั้นเป้าหมายผลงานของเราก็คือการจับวิญญาณอาฆาตให้ครบหนึ่งร้อยตัว”
“สมมติว่าเราจับวิญญาณร้ายได้ 30 ตน เป้าหมายผลงานของเราก็จะสำเร็จไป 30%”
“ถ้าเราอาศัยช่วงเทศกาลสารทจีนนี้จับวิญญาณร้ายให้ครบ 100 ตนในคราวเดียว ผลงานของเราก็จะเสร็จสิ้นทันที นี่แหละที่เขาเรียกว่าการทำตัวชี้วัดให้สำเร็จเข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วค่ะ แต่เราจำเป็นต้องรีบปั่นตัวชี้วัดให้เสร็จไวขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” ซู่เป่าพยักหน้าพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เอ่อ… ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกหรือไงว่า หากไม่ขยันจับผีให้น้ำเต้าเต็มตามเป้า เธอต้องหายไปน่ะ?” ซูเหอเวิ่นขมวดคิ้วมุ่นพลางถามย้ำด้วยความกังวล
ซู่เป่านิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “อาจารย์เคยบอกไว้ว่า… จุดประสงค์หลักของการจับผี ไม่ใช่แค่การออกไปไล่ล่าดวงวิญญาณเท่านั้นนะคะ”
“อ้าว… ถ้าอย่างนั้นทำไปเพื่ออะไรล่ะ?” คราวนี้กลับเป็นฝ่ายซูเหอเวิ่นเองที่งง
“เรื่องนี้หนูก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันค่ะ! อาจารย์แค่สั่งกำชับว่าให้ตั้งใจจับก็พอแล้ว” เด็กน้อยตอบพลางทำหน้ามึนงงไม่ต่างกัน
เสี่ยวอู่โพล่งแทรกขึ้นมาทันควัน “ไปจับผี! ไปจับผีไร้นิยาม! ไปจับผีในทุกถิ่นที่! จะถนนใหญ่หรือตึกร้างก็ไม่ต้องถามเหตุผล จับผีที่เป็นอิสระที่สุด!”
“…”
ในขณะนั้นเอง คุณนายเฒ่าซูก็ร้องเรียกทุกคนไปกินข้าว ซู่เป่าวางของเล่นในมือลงทันที “ไป ๆ ไปกินข้าวกันเถอะ!”
เสี่ยวอู่กระพือปีกพร้อมกับส่ายหัวส่ายหางเดินตามไปติด ๆ ขณะก้าวผ่านมุมบันได มันเห็นคุณปู่เต่านอนหลบร้อนอยู่ ก็ยังไม่วายจิกหัวอีกฝ่ายตามความเคยชินพร้อมส่งเสียง ‘กั๊ก’
คุณปู่เต่าหดคอเข้ากระดอง ส่วนเสี่ยวอู่นั้นพอจิกเสร็จก็รีบวิ่งหนีไป ไม่ได้วุ่นวายต่อ
ซูจื่อซีลุกขึ้นยืน แล้วขมวดคิ้วมุ่น พึมพำกับตัวเองว่า “ต้องจับให้ได้ 100 ตนเชียวหรือ? มากมายถึงเพียงนั้นเลย!”
หลังมื้ออาหารเสร็จสิ้น ซู่เป่านั่งวาดรูปอยู่บนโต๊ะ จู่ ๆ ก็เห็นอาจารย์กับคุณแม่กลับมาจากข้างนอก เธอจึงรีบวางปากกาแล้ววิ่งถลาออกไปรับ “คุณแม่คะ! ไปไหนกันมาเหรอคะ?”
“ไปลงทะเบียนมาจ้ะ” ซูจิ่นอวี้ลูบศีรษะลูกสาวด้วยความเศร้าสร้อย
หลังจากผ่านพ้นวันที่สิบสี่เดือนเจ็ดไปแล้ว เธอจะต้องไปจุติใหม่ในภพภูมิอื่น ทว่าก่อนจากไป ยังสามารถขึ้นมาเยี่ยมเยียนได้อีกครั้ง และนี่คือการพบกันครั้งสุดท้ายในฐานะแม่ลูก…
รอยยิ้มบนใบหน้ากลมมนของซู่เป่าค่อย ๆ จางหายไป เธอเงียบงันแล้วสวมกอดคุณแม่ไว้แน่น มือน้อยตบหลังซูจิ่นอวี้เบา ๆ ราวกับกำลังปลอบประโลม “ไม่เป็นไรนะคะ ซู่เป่าจะอยู่เคียงข้างแม่เสมอ… ไม่ต้องกลัวนะคะ”
ซูจิ่นอวี้รู้สึกปวดร้าวลึกไปถึงขั้วหัวใจ
‘เธอรู้ดีว่าลูกสาวของเธอคือยมทูตตัวน้อย บางทีในอีกร้อยหรือสองร้อยปีข้างหน้า’
‘ซู่เป่าอาจจะนั่งอยู่ในตำหนักยมโลก มองดูการเวียนว่ายตายเกิดอย่างสงบ’
‘หรือซู่เป่าอาจจะมองเห็นว่าเธอไปเกิดใหม่ที่ไหน เป็นใคร ผ่านวัฏสงสารไปทุกภพชาติ’
‘ทว่าตัวเธอในตอนนั้น… จะจำไม่ได้อีกแล้วว่าเคยมีลูกสาว ชื่อซู่เป่า’
ซูจิ่นอวี้กอดซู่เป่าไว้แน่นส่งเสียงตอบรับในลำคอ เธอพยายามคลี่ยิ้มให้ลูกสาว “วันนี้คุณยายทำอะไรอร่อย ๆ ไว้บ้างจ๊ะ?”
“หนูเก็บของอร่อยไว้ให้คุณแม่หมดเลยนะ! มีดอกถั่งเช่ากับซี่โครงหมูนึ่ง ซี่โครงแกะย่าง แกงกะหรี่เนื้อวัว แล้วก็กุ้งมังกรนึ่งกระเทียมด้วยค่ะ…” ซู่เป่ารีบจูงมือคุณแม่ลงไปชั้นล่างทันที ระหว่างที่เจ้าตัวเล็กกำลังไล่เรียงเมนูโปรดอยู่นั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพูดเร็วเกินไปหรือมัวแต่จินตนาการตามภาพอาหารจนน้ำลายสอ
จู่ ๆ น้ำลายใสก็หยดแหมะลงมาอย่างเสียอาการ
ซูจิ่นอวี้เห็นภาพนั้นก็ถึงกับกลั้นขำไว้ไม่อยู่
‘ลูกสาวของเธอช่างน่ารักจริง ๆ เธอตั้งใจจะบันทึกภาพนี้ไว้ในใจ..’.
‘และจะพยายามจำทุกรายละเอียดเอาไว้ให้ได้ตลอดไป…’
*
ณ กองถ่าย ซูโล่วและทีมงานเพิ่งเสร็จสิ้นการทำงานหลังจากเร่งถ่ายทำตามตารางเวลา เหล่านักแสดงสมทบทยอยกันเดินทางกลับ แต่ว่ายังคงมีบางคนคอยวนเวียนอยู่ในกองถ่ายตามมุมมืดต่าง ๆ
ซูโล่วเผลอกำถุงหอมในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกจากกองถ่าย กลับถูกกู้ชีชีร้องเรียกเอาไว้ก่อน
หญิงสาวดูท่าทางขัดเขิน เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า “รุ่นพี่คะ วันนี้ขอบคุณมากเลยนะคะที่ช่วยพูดแทนฉัน ว่าง ๆ ฉันขอเลี้ยงข้าวพี่เป็นการตอบแทนได้ไหมคะ?”
ซูโล่วพบเจอสถานการณ์เช่นนี้จนชินชาเสียแล้ว
เกือบทุกครั้งที่ถ่ายทำหนัง มักมีนักแสดงหญิงหาทางชวนเขาไปทานมื้อค่ำอยู่เสมอ ซึ่งเขาก็จะปฏิเสธกลับไปตรง ๆ อย่างไม่ใยดี
“ไว้ค่อยว่ากัน” ชายหนุ่มจึงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามความเคยชิน
กู้ชีชีหน้าสลดลงทันที
ส่วนซูโล่วชำเลืองมองปฏิกิริยานั้น
เมื่อครู่ดวงตาของเธอยังเปล่งประกายสดใส แต่เพียงพริบตากลับหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งใบหน้าดูเศร้าหมองจนเขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ ชายหนุ่มกำลังจะเอ่ยปากพูดเพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัดจนเกินไป
ทว่าเธอกลับรวบรวมความกล้าพูดต่อ “งั้นสัปดาห์หน้าเป็นวันเกิดของฉัน รุ่นพี่พอจะให้เกียรติมาร่วมงานฉลองวันเกิดได้ไหมคะ?”
ซูโล่วขยับมุมปากเล็กน้อย สุดท้ายก็ตอบตกลง “ได้ครับ รบกวนส่งเวลากับสถานที่มาทางวีแชทแล้วกัน”
ทันทีที่ได้รับคำตอบ ดวงตาของกู้ชีชีก็กลับมาเป็นประกายอีกครั้ง เธอกระตือรือร้นพยักหน้าถี่ ๆ ราวกับลูกไก่จิกข้าว “ได้เลยค่ะ! ขอบคุณมากนะคะ!”
พูดจบเธอก็โค้งตัวให้เขาอย่างนอบน้อม ท่าทางดีใจจนเนื้อเต้นราวกับจะตัวลอยได้นั้น ทำให้เธอรีบหมุนตัววิ่งจากไปในทันที
‘นักแสดงหนุ่มทอดสายตามองตามแผ่นหลังที่ร่าเริงเกินเหตุก็อดเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจไม่ได้’
‘ทั้งแอบส่องความเคลื่อนไหวในโซเชียล… แถมยังกล้าเอ่ยปากชวนเขาไปงานวันเกิดตรง ๆ อีก’
ที่ผ่านมาเขามักถูกรายล้อมด้วยเหล่านักแสดง พนักงานหญิง หรือแม้แต่บรรดานักธุรกิจสาวฐานะดีก็พยายามเข้าหาด้วยสารพัดกลวิธี แต่สำหรับกู้ชีชี… เขากลับไม่รู้สึกรำคาญใจกับท่าทีคุกคามความเป็นส่วนตัวนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าความโก๊ะของเธอนั้นดูจริงใจเสียอย่างนั้น
ขณะนั่งรถกลับบ้าน ซูโล่วได้รับข้อความแจ้งเตือนจากกู้ชีชี
“วันอาทิตย์หน้า เวลา 10 โมงเช้า ที่อยู่ บ้านตระกูลกู้ (พิกัด: xxxx)”
ปลายนิ้วเรียวยาวซึ่งเห็นข้อกระดูกชัดเจนแตะค้างอยู่บนหน้าจอ เตรียมพิมพ์ข้อความตอบกลับ แต่ยังไม่ทันได้ขยับ เขากลับเห็นข้อความใหม่เด้งแทรกขึ้นมาเสียก่อน “รุ่นพี่ คุณต้องมาให้ได้นะคะ! ฉันจะรอพี่อยู่ที่บ้านตระกูลกู้นะ!”
คำว่า ‘รออยู่ที่บ้าน’ ทำเอาปลายนิ้วของเขาชะงักค้างอยู่กลางอากาศทันที
ในเวลาเดียวกัน กู้ชีชีซึ่งอยู่อีกฝั่งกำลังจ้องมองหน้าจอสมาร์ทโฟนด้วยใจระทึก แผ่นหลังเนียนละเอียดเย็นวาบขึ้นมาดื้อ ๆ เมื่อทบทวนคำพูดตัวเองอีกครั้ง
‘บ้าจริง! ประโยคเมื่อกี้มันดูรุกหนักแถมยังไม่เหมาะสมเอาเสียเลย!’
เธอกระวนกระวายใจจนแทบทำโทรศัพท์หลุดมือ ก่อนตัดสินใจกดถอนข้อความกลับทันที ราวกับจะลบหลักฐานความโป๊ะของตัวเองทิ้งไปเสียให้พ้น
กู้ชีชีรีบกดยกเลิกข้อความ แล้วจึงรีบส่งประโยคใหม่ไปแทน “รอคอยการมาเยือนของคุณนะคะ!”
พอส่งไปแล้วเธอก็อยากจะทึ้งหัวตัวเอง แล้วรีบกดยกเลิกอีกรอบ
‘พูดบ้าอะไรของฉันเนี่ย รอคอยการมาเยือนอะไรกัน!’
กู้ชีชีขบคิดครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงออกไปตรง ๆ “รุ่นพี่คะ ตอนมางานวันเกิด รบกวนพาซู่เป่ามาเล่นด้วยกันนะคะ!”
เธอกัดริมฝีปากจ้องประโยคนี้นิ่งอยู่นานกว่าครึ่งนาที สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ถอนข้อความกลับ แต่แล้วเธอก็เริ่มใจเสียเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบหายไปนานจนผิดสังเกต
กู้ชีชีเริ่มกังวลในใจ หรือว่าเป้าหมายชัดเจนเกินไปนะ?
‘ถ้าเขารู้ว่าเธอใช้เขาเป็นแค่ทางผ่านเพื่อไปหาซู่เป่า เขาจะโกรธไหม?’
‘แล้วซู่เป่าก็เป็นดั่งดวงใจของตระกูลซู พวกเขาจะเริ่มระแวงเธอหรือเปล่า?’
หญิงสาวขยี้ผมตัวเองจนฟูด้วยความเครียด ทว่าในจังหวะกำลังฟุ้งซ่าน เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้น
‘ได้ครับ’
กู้ชีชีร้องเฮลั่นด้วยความดีใจทันที “เย้! สั่งเค้ก! ต้องสั่งเค้กเดี๋ยวนี้เลย!”
อีกด้านหนึ่ง
ซูโล่วจ้องมองโทรศัพท์ในมือจนกระทั่งหน้าจอดับมืดลงอัตโนมัติ เขาหลุดขำออกมาเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู
“หึ… ยังจะมีหน้ามาเล่นยกเลิกข้อความอีกนะ”
มุมปากของชายหนุ่มหยักโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยสักนิด ความจริงเขาเห็นทุกถ้อยคำที่ถูกส่งมาทั้งหมด ทั้งความลนลานและความพยายามจะแก้ตัวของเธอ
‘เขาเห็นทั้งหมดนั่นแหละ’
‘ช่างเป็นยัยบ๊องจริง ๆ’