ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 274 กู้เซิ่งเสวี่ย
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 274 กู้เซิ่งเสวี่ย
ซูโล่วหมุนโทรศัพท์ในมือเล่นหนึ่งรอบก่อนเก็บใส่กระเป๋ากางเกง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นร้านดอกไม้ริมทาง ที่นั่นมีช่อดอกไม้ซึ่งตกแต่งเป็นรูปหมีน้อยสีชมพูอ่อนดูน่ารักสะดุดตา
“จอดรถ” เขาสั่งเสียงเรียบ
ผู้ช่วยรีบเหยียบเบรกกะทันหัน พลางถามด้วยความสงสัย “คุณซู มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
ซูโล่วเปิดประตูลงจากรถ “ฉันจะไปซื้อดอกไม้สักหน่อย รอเดี๋ยว”
บรรยากาศยามเที่ยงคืนช่างเงียบสงัด ถนนทั้งสายแทบไร้ผู้คน มีเพียงร้านขายผลไม้ ร้านติดฟิล์มรถยนต์ และร้านดอกไม้ตรงหน้านี้เท่านั้นที่ยังเปิดไฟสลัวอยู่
“ช่วยหยิบช่อนี้ให้ผมหน่อยครับ” ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจ่ายเงิน “เท่าไหร่ครับ?”
เจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาเหนื่อยล้า “กำลังจะปิดร้านพอดี คิดแค่หนึ่งร้อยห้าสิบหยวนก็พอครับ ปกติผมขายสองร้อยกว่า”
ซูโล่วพยักหน้า กดเข้าแอพธนาคารแล้วสแกนจ่ายเงินไปสองร้อยหยวนพอดี เขาหยิบช่อดอกไม้หมีน้อยเดินกลับมายังรถ นิ้วเรียวยาวแตะลงบนตัวหมีเบา ๆ
‘น่ารักดี… ซู่เป่าคงจะชอบ’
ทว่าซูโล่วไม่ทันสังเกตเลยว่า เบื้องหลังของเขามีรอยเท้าปริศนาปรากฏขึ้นบนพื้น มันสะกดรอยตามเขาระยะประชิด …
ทันใดนั้น มันกลับพุ่งเข้าหาหลายก้าว แต่แล้วไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันกลับกระโดดถอยหลังหนีออกมาติดต่อกันหลายครั้งราวกับหวาดกลัวบางอย่าง
อีกด้านหนึ่ง มีเด็กหญิงอายุราวหกขวบยืนจดจ้องอยู่ เธอกำเข็มทิศในมือแน่น เตรียมวิ่งเข้าไปจัดการ แต่กลับเห็นแสงสีเขียวจาง ๆ แผ่ออกมาจากตัวของซูโล่ว แสงนั้นขับไล่ผีผู้หญิงที่แอบตามเขาอยู่จนกระเจิดกระเจิง
เด็กหญิงหยุดชะงักพลางขมวดคิ้วมองตามหลังชายหนุ่มไป
“เป็นเธออีกแล้ว…” เด็กหญิงฮึดฮัดขัดใจ ก่อนหมุนตัวเดินจากไปอีกทาง
เมื่อเด็กหญิงกลับถึงบ้าน เธอพบว่าไฟด้านในยังสว่างโร่ จึงเปิดประตูเข้าไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยเย็นชาจนผิดวัย และเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังแปะมาส์กหน้านอนแผ่อยู่บนโซฟา สายตาจดจ่ออยู่กับการ์ตูนอนิเมะในโทรศัพท์
เมื่อเห็นน้องสาวกลับมา หญิงคนนั้นก็ลุกพรวดขึ้นนั่งทันที “กู้เสี่ยวปา! เธอไปไหนมาอีกแล้ว? ดึกดื่นป่านนี้ยังจะแอบออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกคนเดียวอีกเหรอ?”
เด็กหญิงตอบกลับสั้น ๆ เพียง “อืม” ก่อนก้มหน้าก้มตาเปลี่ยนรองเท้า
“พี่กำลังคุยกับเธออยู่นะ!” กู้ชีชีเดินเข้าไปเคาะศีรษะน้องสาวเบา ๆ
“ฉันชื่อกู้เซิ่งเสวี่ย ไม่ได้ชื่อกู้เสี่ยวปา” เด็กหญิงเอ่ยด้วยเสียงเรียบสนิท
เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีอำพันคู่นั้นฉายแววเย็นเยียบจนน่าขนลุก “มีอะไรอีกไหม?”
กู้ชีชีได้แต่ยืนมองตามแผ่นหลังของกู้เซิ่งเสวี่ยที่เดินเข้าห้องไปอย่างมึนงง ทว่าก่อนบานประตูจะปิดลง อีกฝ่ายกลับชะงักฝีเท้าแล้วหันมากำชับด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“ฉันไม่ชอบให้ใครมารบกวน… อย่ามาเคาะประตูห้องฉันเด็ดขาดนะ”
“…” กู้ชีชียืนอ้าปากค้าง ทำได้เพียงกะพริบตาปริบ ๆ มองบานประตูซึ่งปิดใส่หน้าอย่างไร้เยื่อใย ความรู้สึกเหมือนถูกน้องสาวแท้ ๆ ประกาศตัดขาดพื้นที่ส่วนตัวพุ่งเข้าชนเต็มเปา จนเธอพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
‘น่าปวดหัวจริง ๆ!’
เธอเคยเตือนพ่อกับแม่แล้วว่า อายุตั้งสี่สิบห้าสิบกันแล้วจะยังมีลูกคนที่สองไปทำไม
‘ดูสิ… ออกมาแต่ละคนไม่มีใครคุมอยู่เลยสักนิด!’
ปกติเด็กคนอื่นเวลาล้มคว่ำหรือบาดเจ็บ อย่างน้อยก็ต้องมีร้องไห้โยเยเรียกร้องความสนใจกันบ้าง
ทว่ากู้เซิ่งเสวี่ยกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก เธอก็จ้องมองหน้าพยาบาลด้วยแววตาเรึยบเฉยเสียจนน่าตกใจ
พออายุได้เพียงขวบเดียวก็ใจกล้าถึงขั้นปีนออกจากเปลด้วยตัวเอง ต่อให้ตกลงมาเจ็บตัวแค่ไหน เด็กคนนี้ก็แค่ยันกายลุกขึ้นยืนใหม่เงียบ ๆ โดยไม่มีหยาดน้ำตาให้เห็นสักหยด
กู้ชีชีเติบโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยเห็นน้องสาวแท้ ๆ ร้องไห้เลยแม้แต่ครั้งเดียว…
“เฮ้อ น่าปวดหัวชะมัด! ทำไมถึงไม่น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนซู่เป่าบ้างนะ… เด็กตัวแค่นี้แท้ ๆ แต่กลับทำหน้าเคร่งขรึมเย็นชาอยู่ได้ตลอดเวลา”
อีกด้านหนึ่ง ซูโล่วเพิ่งเดินทางมาถึงคฤหาสน์ตระกูลซู
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า บนฝากระโปรงท้ายรถมีรอยเท้าคู่หนึ่งประทับอยู่…
ซู่เป่าเข้าสู่ห้วงนิทราไปนานแล้ว ซูโล่วจึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปในห้องนอนของหลานสาว วางช่อตุ๊กตาหมีไว้บนโต๊ะข้างเตียงอย่างเบามือ เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กหลับปุ๋ยจนแก้มแดงปลั่ง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปบีบจมูกเล็ก ๆ นั้นด้วยความหมั่นเขี้ยว
“เด็กน้อย ฝันดีนะ”
ในจังหวะนั้นเอง…
ซูจิ่นอวี้ที่ยืนดูอยู่ข้างหลังก็ตาโต อุทานออกมา “พี่สี่! นี่พี่ไปที่ไหนมาหรือเปล่าเนี่ย? โอ้โห ถึงขั้นพาผีสาวสวยกลับบ้านมาด้วยเลยเหรอ?”
เบื้องหลังของซูโล่ว มีวิญญาณสาวตนหนึ่งยืนเบียดเสียดอยู่ เธอสวมเสื้อตัวสั้นรัดรูปปักลายดอกบัว คลุมด้วยผ้าคลุมสีชมพูบางเบา เท้าเปลือยเปล่าเรียวงามราวกับหยกสลัก
“แม่เจ้า… นี่มันผีหญิงงามชัด ๆ”
‘สวยมาก… สวยจนขนาดเธอที่เป็นผู้หญิงด้วยกันยังรู้สึกใจสั่น’
ผีสาวบิดเอวคอดกิ่วพลางชำเลืองมองซูจิ่นอวี้แล้วหัวเราะคิกคัก “น้องสาวจ๋า อย่ามาขัดขวางฉันเลยนะ ฉันหมายตาพี่สี่ของเธอเอาไว้แล้ว”
“ไม่มีทาง! ฉันไม่ขวางแน่นอน พี่สี่ฉันโสดสนิทมาตั้งยี่สิบแปดปีแล้ว ตราบใดที่เขายังไม่ตาย เธอจะจัดหนักแค่ไหนก็เชิญเลย!” ซูจิ่นอวี้รีบโบกมือ
“?”
ซูจิ่นอวี้กระแอมไอแก้เขิน “เอ่อ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ฮ่า ๆ ๆ แค่เห็นพี่ชายตัวเองเป็นโสดเหงาหงอยมานานก็นึกสงสารน่ะ”
“พี่ชอบน้องสาวที่คุยง่ายแบบเธอที่สุดเลย อยากตามพี่ไปทำอะไรสนุก ๆ ไหมจ๊ะ?” ผีสาวเจ้าเล่ห์ยิ้มกริ่ม
“เห็นฉันเป็นผีประเภทนั้นหรือไง? นั่นมันพี่ชายแท้ ๆ ของฉันนะ!” ซูจิ่นอวี้ถลึงตาใส่ผีสาว
ผีราคะกลอกตาอย่างเซ็ง ๆ “ฉันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นสักหน่อย เธอดูสิ… ตรงระเบียงทางเดินห้องที่สองนั่น มีผู้ชายอีกคนนึงที่ทั้งสูงทั้งหล่อระเบิดไปเลยนะ”
“คนนั้นไม่สนุกหรอกจ้ะ นั่นน่ะพ่อของลูกสาวฉันเอง เห็นหน้ากันจนเบื่อไม่มีความตื่นเต้นหลงเหลืออยู่แล้ว!” ซูจิ่นอวี้รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
ผีราคะเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “เหลือเชื่อจริง ๆ รสนิยมเธอแปลกมากนะ พ่อของเด็กหล่อลากดินขนาดนั้นกลับไม่ชอบ แต่ดันจะให้ฉันไปหาคนอื่นแทน?”
ซูจิ่นอวี้ทำเพียงยิ้มกริ่มในใจ …แน่นอนว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเสียหน่อย
‘จะมีใครบ้างไม่อยากสัมผัสความรักอันหวานซึ้งดูสักครั้ง’
‘ยิ่งตอนที่เธอเสียชีวิต เธอก็เพิ่งจะอายุเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้นเอง’
ทว่าในเมื่อเวลานี้เธอกำลังจะไปเกิดใหม่แล้ว จึงจำต้องตัดใจและไม่ยอมให้ตัวเองเหลือเยื่อใยถวิลหาโลกมนุษย์ใบนี้แม้เพียงนิดเดียว
“ช่างเถอะ งั้นฉันไปหาพี่สี่ของเธอละนะ” ผีราคะโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ พูดจบเธอก็ลอยละล่องตามหลังซูโล่วออกไปทันที
ซูจิ่นอวี้ตาวาววับพลางหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ
‘รู้ไหมว่าซู่เป่าแอบเตรียมถุงหอมกันวิญญาณไว้ให้พี่สี่เรียบร้อยแล้ว’
‘ถ้าผีราคะตนนี้สามารถแตะต้องแม้แต่เส้นขนขาของพี่สี่ได้ล่ะก็ เธอจะยอมแพ้เลยเอ้า!’
ทว่าหากพิจารณากันตามตรง ผีราคะตนนี้กลับมีรูปโฉมงดงามหยาดเยิ้มจนน่าตะลึง ซูจิ่นอวี้จึงอดรนทนไม่ไหว ต้องรีบขยับตามไปแอบดูสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
‘เธอไม่ได้มีเจตนาจะแอบดูเรื่องลามกจกเปรตอะไรเลยจริง ๆ นะ…’
‘ก็แค่… อยากเห็นเป็นขวัญตาเท่านั้นเองว่า หากคนเราถูกผีราคะตามติดพันอย่างใกล้ชิด’
‘จะมีปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรงขนาดไหนกันเชียว!’
‘ขนาดผีโชคร้ายสิงใคร คนนั้นก็ดวงตกซ้ำซ้อ ผีขี้ขลาดสิงใคร คนนั้นก็กลายเป็นคนขี้กลัวจนตัวสั่น’
แม้แต่ในน้ำเต้าก็ยังมีผีเจ้าชู้คอยตามจีบผีขี้ขลาดอยู่ทั้งวัน เห็นใครก็นึกรักไปหมด หากใครถูกผีประเภทนี้สิงร่างเข้า คงอยากมีแฟนหลายคนพร้อมกันแน่นอน
แล้วถ้าเป็นผีราคะล่ะ…
พี่สี่จะตกใจจนโกยอ้าวหนีไปไกลสุดฟ้า หรือจะหักพวงมาลัยมุ่งหน้าเข้าบาร์แทนกันนะ?
แล้วพอผ่านค่ำคืนนั้นไป อีกสามปีข้างหน้าจะมีพี่สะใภ้ใจเด็ดปรากฏตัวขึ้นพร้อมพ่วงลูกแฝดสามกลับมาเซอร์ไพรส์ตระกูลซูหรือเปล่า…