ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 286 คนเป็นยังลำบาก คนตายยิ่งแพงกว่า
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 286 คนเป็นยังลำบาก คนตายยิ่งแพงกว่า
ซู่เป่าส่ายหน้าพรืดพลางตอบ “ไม่รู้เลยค่ะ!”
“อาจารย์บอกว่าก่อนถึงหน้าผาคืนวิญญาณมีห้าวัฏจักร หนึ่งคือทางเทพ สองทางมนุษย์ สามทางเดรัจฉาน สี่ทางเปรต และห้าคือทางนรกค่ะ…”
“แล้วท่านยังบอกอีกว่า คุณแม่จะกลับชาติมาเกิดเป็นปลาคาร์พนำโชค ได้อยู่ในครรภ์ที่เพียบพร้อมมาก ๆ เลยล่ะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูอีเฉินและคนอื่น ๆ ต่างพากันฉงนสงสัย
คุณลุงใหญ่จึงเอ่ยถาม “ไม่ใช่ว่ามีหกวัฏจักรหรอกหรือลูก?”
ซู่เป่าปรับสีหน้าจริงจังพลางเลียนแบบท่าทางของจี้ฉางด้วยการส่ายนิ้วชี้ไปมา “ไม่ถูก ๆ ค่ะ ลัทธิเต๋ามีห้าวัฏจักร ส่วนพุทธศาสนาถึงจะมีหกวัฏจักรต่างหาก”
ทุกคนได้แต่พยักหน้าพร้อมกับคิดในใจว่า เด็กคนนี้ดูเก่งกาจเกินวัยจนตามแทบไม่ทันจริง ๆ
คุณลุงห้าผู้ช่างซักช่างถามอย่างซูอิงเอ๋อร์ก็อดรนทนไม่ได้ต้องถามอีก “ไม่ใช่สิ ผีจะไปเกิดในทางนรกได้ยังไง? ในเมื่อก่อนหน้านี้ก็ต้องตกนรกไปแล้วไม่ใช่หรอ แล้วทำไมถึงยังมีทางนรกซ้อนอยู่อีกด่านล่ะ?”
ซู่เป่าตวัดสายตามองซูอิงเอ๋อร์พลางถอนหายใจ “คุณลุงห้าคะ ลุงช่างเขลาจริง ๆ เรื่องนี้มันขัดแย้งกันตรงไหนกันคะ?”
“คนไม่ดีตอนมีชีวิต ก็ต้องไปเกิดในทางเปรตไงคะ ไม่มีโอกาสได้กลับมาเป็นมนุษย์อีก และไม่ได้อยู่สบายเหมือนพวกพี่ ๆ ผีในป้อมปราการแดนผีด้วย”
“ส่วนคนที่ทำเรื่องชั่วช้าไว้มากมาย ก็ต้องไปชดใช้ในทางนรก ทนทุกข์ทรมานไปจนกว่าจะดับสูญ… เข้าใจยากตรงไหนกันคะ?” เด็กน้อยมองลุงห้าด้วยสายตาสงสัยในสติปัญญาของเขา
“…”
‘เอาเถอะ เรื่องพวกนี้เขาคงไม่มีทางคิดให้ทะลุปรุโปร่งได้เหมือนหลานสาวหรอก’
“ถึงแล้วครับ” มู่กุยฝานก้มมองนาฬิกาข้อมือ “เดี๋ยวผมมารับซู่เป่าทีหลังนะ”
ซูอีเฉินพยักหน้ารับก่อนก้าวลงจากรถเป็นคนแรก
ซู่เป่าโผเข้ากอดคอมู่กุยฝานพร้อมจุมพิตบนแก้มเบา ๆ “คุณพ่อบ๊ายบายค่า!”
“อืม ระวังตัวด้วยนะลูก” ชายหนุ่มลูบศีรษะเล็ก ๆ ของลูกสาวด้วยความเอ็นดู
“ค่าๆ ซู่เป่าจะระวังค่ะ!”
สิ้นเสียงเจื้อยแจ้ว เด็กน้อยก็กอดกระเป๋าสัตว์เลี้ยงไว้แนบอกพลางกระโดดพรวดลงจากรถทันที
“ระวังหน่อยสิ” ซูอีเฉินรีบยื่นมือออกไปรองรับร่างเล็กที่ถลันลงมาประหนึ่งลูกกระสุนพลางเอ่ยดุด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ
ซู่เป่าออกตัววิ่งปรู๊ดตรงไปยังกลุ่มของซูเหอเวิ่น ที่รถคันหน้าพลางตะโกนบอกเสียงแจ๋ว “คุณลุงใหญ่วางใจได้เลยค่ะ ซู่เป่าไม่ล้มง่าย ๆ หรอก!”
ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียงดี ร่างกลมป้อมก็คว่ำคะมำลงกับพื้นจนกลิ้งหลุน ๆ ไปหนึ่งตลบ
ทำเอาทุกคนใจหายวาบจนหัวใจแทบหล่นไปอยู่ตาตุ่ม แต่ในพริบตาถัดมากลับเห็นเด็กน้อยดีดตัวลุกขึ้นยืนได้อย่างว่องไว เธอรีบปัดก้นปอย ๆ แล้วออกวิ่งต่อไปหน้าตาเฉยราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
เสี่ยวอู่ตบปีกพึ่บพั่บพลางล้อเลียน “โอ้โห พูดไม่ทันขาดคำก็ล้ม! โอ้โห ๆ พูดไม่ทันขาดคำก็ล้ม!”
ซู่เป่าตกใจรีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อปิดปากนกช่างจ้อตัวนั้นทันควัน จนทุกคนอดหัวเราะร่าไม่ได้
หานหานยืนอยู่เบื้องหน้าสุสานชิงซานก็เงยหน้าอ่านป้ายหินด้วยความยากลำบาก “ชิง…ซาน…ถู่…หยวน… ชิงซานถู่หยวน?”
ซูเหอเหวินทนฟังไม่ได้จึงรีบขัด “นั่นมันสุสานชิงซานต่างหากเล่า!”
‘พี่สาวอ่านเฉพาะตัวที่มีขีดข้าง ๆ แล้วตัวที่ไม่มีขีดก็อ่านเฉพาะตัวตรงกลางใช่ไหมนั่น?’
หานหานโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ “โธ่ ไม่เป็นไรหรอก ความหมายมันก็คล้าย ๆ กันนั่นแหละ สุสานคือที่ฝังศพ ก็คือที่ฝังศพเหมือนกันไม่ใช่หรอ”
เปลือกตาของซูเหอเหวินกระตุกถี่ ๆ ในฐานะบัณฑิตสายศิลป์ตัวน้อย เขาไม่อาจยอมรับความผิดพลาดขั้นพื้นฐานเช่นนี้ได้เด็ดขาด ขณะกำลังอ้าปากอธิบายความแตกต่างระหว่างสุสานกับไอ้คำว่า ‘ถู่หยวน’ บ้าบอนั่น หันไปอีกทีหานหานก็วิ่งไปเสียแล้ว
หานหานเห็นซู่เป่าวิ่งมาถึงก็รีบคว้ามือเธอไว้ “ซู่เป่า พวกเธอเพิ่งมาถึงหรอ พ่อเธอขับรถช้าชะมัดเลย ไม่เหมือนพ่อฉันนะ พ่อฉันกล้าฝ่าไฟแดงด้วยล่ะ!”
“หา? ฝ่าไฟแดงมันไม่ถูกต้องนะ!” ซู่เป่าถึงกับตาโต
“พอดีพ่อไม่ได้ตั้งใจน่ะ” ซูจื่อหลินซึ่งกำลังเดินถือของพะรุงพะรังตามหลังมาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ลึก ๆ ในใจเขาเป็นเพราะมัวแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องราวของซูจิ่นอวี้ จนเผลอปล่อยจิตใจให้เหม่อลอยไปชั่วขณะ รู้ตัวอีกทีก็เผลอขับรถฝ่าสัญญาณไฟไปเสียแล้ว
ซู่เป่าตีหน้าเคร่งขรึมราวกับคุณตาซูยามสั่งสอนลูกหลาน “คุณลุงรองห้ามทำแบบนั้นอีกนะคะ!”
ซูจื่อหลินได้แต่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
สุสานแห่งนี้กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา วันนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน นำดอกไม้และกระดาษเงินกระดาษทองมาเซ่นไหว้ญาติผู้ล่วงลับ บรรยากาศจึงดูคึกคักเป็นพิเศษ
ไม่ไกลกันนั้นมีลูกศรขนาดใหญ่ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง พร้อมข้อความว่า [สำนักงานขาย]
ซู่เป่าชี้ไปที่ป้ายนั้นพลางถาม “พี่ชายคะ นั่นอ่านว่าอะไรหรอ?”
ซูเหอเหวินชำเลืองมองแวบหนึ่งก่อนตอบเรียบ ๆ “สำนักงานขายบ้าน”
หานหานและซู่เป่า “……?”
‘สุสานสมัยนี้เขามีสำนักงานขายบ้านกันด้วยหรอ!’
ซู่เป่าเงยหน้ามองสุสานชิงซาน พลางถอยหลังมาเพ่งมองอีกครั้ง ก่อนขยับไปทางซ้ายเพื่อพิจารณา เด็กน้อยยกนิ้วมือเล็ก ๆ กางนิ้วออกกราวกับกำลังคำนวณบางอย่าง สุดท้ายเธอก็ส่ายหน้าและสรุปสั้น ๆ “ฮวงจุ้ยที่นี่ไม่ดีเลยค่ะ”
ซูอีเฉินเดินมาถึงข้างตัวหลานสาวพอดี เมื่อได้ยินก็ชะงักกริบ “ไม่ดีงั้นหรอ?”
ซู่เป่าพยักหน้ายืนยัน “คุณลุงใหญ่คะ ว่าง ๆ ช่วยย้ายบ้านให้บรรพบุรุษหน่อยนะ ซู่เป่ารู้สึกว่าพวกท่านคงไม่ชอบอยู่ที่นี่แน่ ๆ เลยค่ะ”
ซูอีเฉินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าตอบรับ
ขบวนใหญ่ของสมาชิกตระกูลซูมุ่งหน้าตรงไปยังสุสานประจำตระกูล ท่ามกลางสายตาฉงนสงสัยของผู้คนที่สัญจรไปมา
ณ จุดที่ ซู่เป่า เพิ่งเอ่ยถามเรื่องสำนักงานขายบ้านนั้น ปรากฏป้ายโฆษณาตั้งเด่นหราสะดุดตา
[หลีกหนีความวุ่นวายสู่ความสงบชั่วนิรันดร์… สุสานชิงซาน บ้านแสนสบายสำหรับคนที่คุณรัก! พิเศษรับเทศกาลปล่อยผี จองวันนี้รับส่วนลดสูงสุด 20%]
ดูท่าว่าธุรกิจแฝงเร้นในแดนผู้วายชนม์แห่งนี้คงรุ่งเรืองไม่เบา พนักงานขายรายหนึ่งกำลังขะมักเขม้นโน้มน้าวหญิงสาวอย่างเต็มกำลัง
“คุณหวังคะ ทางเราขอแนะนำให้เลือกขนาดไซส์ใหญ่ไปเลยค่ะ เพื่อให้บรรพบุรุษได้พำนักอย่างโอ่โถง ยิ่งวันนี้เรามีโปรโมชั่นลดกระหน่ำยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แถมฟรีโลงไม้จันทน์หอมเกรดพรีเมียมให้อีกหนึ่งใบ นับว่าคุ้มค่าเกินราคาจริง ๆ นะคะ!”
“……”
พนักงานขายยังคงรุกต่อไม่ยอมลดละ “ขนาดเล็กมันมีพื้นที่เพียงศูนย์จุดสามถึงศูนย์จุดสี่ตารางเมตรเองนะคะ แต่ขนาดใหญ่ให้พื้นที่กว้างขวางถึงหนึ่งตารางเมตรเต็ม ๆ เมื่อคำนวณราคาเฉลี่ยต่อหน่วยแล้วถือว่าถูกกว่าขนาดเล็กมากทีเดียว ดูจากท่าทางคุณหวังก็เป็นคนกตัญญูสูงส่ง ตกลงรับเลยไหมคะ?”
หญิงสาวในชุดดำสนิทเม้มริมฝีปากแน่นพลางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง…
แต่พนักงานยังคงรุกต่อ “ขนาดเล็กมันแค่ 0.3-0.4 ตารางเมตรเองนะคะ แต่ขนาดใหญ่ได้พื้นที่ถึงหนึ่งตารางเมตรเต็ม ๆ หารราคาเฉลี่ยแล้วคุ้มกว่ากันเยอะเลย ดูคุณหวังเป็นคนกตัญญูขนาดนี้ ตกลงรับเลยไหมคะ?”
หญิงสาวในชุดสีดำเรียบกริบเม้มริมฝีปากแน่นก่อนตัดสินใจเอ่ยถามออกมา ทว่ากลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า เหนือศีรษะของเธอนั้นมีไอมรณะสีดำจาง ๆ ปกคลุมอยู่ แม้แต่เครื่องสำอางชั้นดีก็ไม่อาจปกปิดรอยหมองคล้ำใต้ดวงตาของเธอได้มิดชิด
“หลุมศพนี้ราคาเท่าไหร่คะ?” เธอถามขณะก้มมองใบเสนอราคาในมือด้วยท่าทางลังเล
พนักงานขายรีบกดเครื่องคิดเลขก่อนยื่นตัวเลขให้ดู “ราคาปกติจะอยู่ที่เท่านี้ค่ะ… ถ้าหากตัดสินใจจองในช่วงโปรโมชั่นพิเศษ หลังหักส่วนลดแล้วจะเหลือเพียง 5.6 ล้านบาทเท่านั้น!”
“แพงขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” คุณหวังถึงกับเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ
‘เงินห้าล้านหกแสนบาท… สำหรับพื้นที่เพียงหนึ่งตารางเมตรเนี่ยนะ?’
พนักงานขายยังคงฉีกยิ้ม “อันที่จริงไม่แพงเลยนะคะ! ราคานี้เราแถมทั้งป้ายหินแกะสลัก ค่าดำเนินการฌาปนกิจ รวมถึงโลงศพให้เสร็จสรรพ คุณลูกค้าจะสะดวกมาก แค่นำร่างมาส่งมอบให้เราจัดการที่เหลือก็พอค่ะ”
เธอลุกขึ้นยืนพร้อมกับส่ายหน้าเบา ๆ “ขอฉันกลับไปคิดดูก่อนนะคะ”
“งั้นจะรับเป็นขนาดศูนย์จุดสี่ตารางเมตรก็ได้นะ อันนี้ราคาแค่สองแสนห้าหมื่นบาทเท่านั้นค่ะ” แววตาของพนักงานสาวพลันเปลี่ยนเป็นความผิดหวังในทันที น้ำเสียงเคยหวานหูสะบัดห้วนขึ้นเล็กน้อย ท่าทีของหล่อนดูไม่กระตือรือร้นเหมือนเก่าอีกต่อไป
คุณหวังกำลังอ้าปากตอบ ทว่าชายคนหนึ่งซึ่งติดป้ายชื่อระดับผู้จัดการฝ่ายขายก็เดินออกมา เขาแย้มยิ้มทำทีมีเลศนัย “คุณหวังครับ ถ้าถูกใจก็รีบตัดสินใจเถอะ หลังจากวันนี้ไปโปรโมชั่นอาจจะไม่มีอีกแล้วนะครับ”
เขาส่งสมุดภาพเล่มหนาให้เธอเปิดดู ด้านในเป็นภาพสุสานครอบครัวสุดหรู “คุณดูสิครับ แม้แต่มหาเศรษฐีอย่างตระกูลซูยังเลือกฝังศพที่นี่ นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าฮวงจุ้ยของเราผ่านการคัดสรรมาอย่างดี หากได้พำนักอยู่ที่นี่ ลูกหลานรุ่นหลังย่อมเจริญรุ่งเรืองแน่นอน”
“ผมได้ยินจากเสี่ยวหลี่ว่าคุณตั้งใจมาจองที่ให้คุณพ่อ คนรุ่นพ่อแม่เราก็แบบนี้แหละครับ ปากมักบอกว่าไม่ต้องการอะไร แต่ถ้าหากพวกท่านได้มาอยู่ที่นี่จริง ๆ คงปลื้มใจจนบอกไม่ถูกเชียวล่ะ”
คำพูดหว่านล้อมชุดใหญ่ทำเอาคุณหวังเริ่มลังเลอีกครั้ง
ทว่าราคามันช่างสูงลิบลิ่ว… พื้นที่ตารางเมตรละห้าแสนหกหมื่นบาท มันช่างน่าสลดใจที่ชีวิตคนเรายามมีอยู่ก็ลำบากยากเข็ญพอแล้ว สุดท้ายแม้แต่ตอนตายไปก็ยังต้องมาเผชิญกับความลำบากเสียจนยิ่งตายยิ่งอยู่ไม่ไหว…
พนักงานสาวแอบเบ้ปากเล็กน้อยพร้อมกับลอบมองไปยังคุณหวังและชายหนุ่มที่ยืนซ้อนหลังเธออยู่ ซึ่งฝ่ายหลังไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาเลยสักคำ
แต่สายตาของหล่อนกลับเหมือนกำลังตะโกนบอกว่า ‘ถ้าจนก็น่าจะเจียมตัว อย่ามาซื้อที่นี่เลย’
ชายวัยยี่สิบห้าปีที่มากับคุณหวังเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันควัน เขาจึงเอ่ยเร่งเร้าพี่สาว “พี่ครับ งั้นตกลงเอาเลยไหม! ขนาดหนึ่งตารางเมตรรวม ๆ แล้วกว้างขวางกว่านะ พี่ไม่อยากให้พ่อได้อยู่ในที่ดี ๆ หลังจากจากไปเหรอ?”
“เงินฉันไม่พอ ถ้าอยากได้ขนาดนั้น นายก็ช่วยเติมอีกหกหมื่นที่เหลือสิ” คุณหวังชำเลืองมองน้องชายตนเองด้วยสายตาเย็นชา
น้องชายของคุณหวังถึงกับอ้าปากค้าง พลางพึมพำเสียงค่อย “ผมไม่มีเงินนี่นา…”
พูดจบยังมองพี่สาวอย่างไม่พอใจ คิดว่าเธอจงใจทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าคนอื่น