ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 285 สิบสามด่านแห่งยมโลก
มู่กุยฝาน ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ดูไร้ตัวตน ในที่สุดก็ถูกกล่าวถึงในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนซูจิ่นอวี้จากไป
เขาพิงกรอบประตูพลางส่ายหน้าและหัวเราะออกมาอย่างจนใจ ทอดสายตามองส่งดวงจิตของเธอที่กำลังค่อย ๆ เลือนหาย
บรรยากาศรอบกายพลันตกอยู่ในความเงียบงัน คฤหาสน์อันกว้างขวางหลังนี้คล้ายกับสูญเสียสีสันอันมีชีวิตชีวาไปในพริบตา ความคึกคักที่เคยมีเมื่อครู่หลงเหลือเพียงความหม่นหมองปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว
มู่กุยฝานเริ่มเข้าใจในตอนนั้นเองว่า เมื่อห้าปีก่อนยามซูจิ่นอวี้ลาจากโลกนี้ไป ตระกูลซูทั้งตระกูลต้องเผชิญกับความแตกสลายรุนแรงเพียงใด…
ซู่เป่าซบหน้าลงกับอ้อมอกของซูอีเฉินจ้องมองเงาร่างของผู้เป็นแม่ไม่กะพริบตา จนกระทั่งร่างนั้นเลือนลับไปจากสายตาในที่สุด
“คุณแม่ลาก่อนนะคะ… เดินทางปลอดภัยนะ…” เด็กน้อยพึมพำแล้วค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง
ในห้วงนิทรา เธอฝันว่าได้ไปส่งคุณแม่ข้ามแม่น้ำเหลืองและก้าวขึ้นสู่สะพานไน่เหอ
เห็นคุณยายเมิ่งถือชามน้ำแกงเดินเข้ามา ทว่าหลังจากคุณแม่ดื่มจนหมดกลับทำปากดัง จั๊บ ๆ แล้วเอ่ยว่า “เอามาเพิ่มอีกชามซิ!”
มิหนำซ้ำคุณแม่ยังใจดีให้คำแนะนำในการปรุงน้ำแกงเสียด้วย “แนะนำให้ไปอัปเกรดสูตรหน่อยนะจ๊ะ ยกระดับมาตรฐานการบริการขึ้นอีกนิด…”
ภาพนั้นทำให้ใบหน้าของยายเมิ่งมืดดำสนิท บรรดาอาจารย์ทั้งหลายต่างพากันเอามือปิดหน้าด้วยความอับอายขายหน้าแทน…
ซู่เป่าที่กำลังตกอยู่ในความฝันหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว จนในที่สุดก็กลายเป็นเสียงหัวเราะอย่างองอาจเลียนแบบคุณแม่
ซูอีเฉินซึ่งกำลังอุ้มยัยหนูอยู่ถึงกับทำหน้าไม่ถูก
‘เพราะเขาไม่รู้เลยว่า เด็กตัวน้อยคนนี้กำลังฝันถึงอะไรเข้า’
*
วันรุ่งขึ้นเมื่อ ซู่เป่าตื่นจากการหลับใหล ทางตระกูลซูก็เตรียมเครื่องเซ่นไหว้สำหรับพิธีบรรพบุรุษไว้พร้อมสรรพแล้ว ตะวันฉายแสงขึ้นอีกครั้ง ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป
คุณนายซูเผยรอยยิ้มเจือความเศร้าสร้อยเล็กน้อย ส่วนคุณชายเฒ่าซูยังคงทำหน้าเคร่งขรึมแต่แฝงความเหม่อลอยเป็นพัก ๆ พี่น้องทั้งแปดต่างมุ่งมั่นอยู่กับงานของตน พยายามเบี่ยงเบนความสนใจไม่ให้นึกถึงการจากไปของซูจิ่นอวี้เมื่อวานนี้อีกครั้ง
ซูอีเฉินนั่งนิ่งเงียบพลางคิดในใจว่า เมื่อวานนี้จิ่นอวี้ปรากฏตัวเพียงวันเดียวก็ทำให้คุณแม่รู้สึกเหมือนตกลงสู่เหวลึก หากอยู่ด้วยกันนานกว่านี้ ทุกคนคงยิ่งทำใจยอมรับการพรากจากไม่ได้เป็นแน่…
ซู่เป่าสวมหมวกสีเหลืองใบเล็ก สะพายกระเป๋าสัตว์เลี้ยงคู่ใจ พาเพื่อนตัวน้อยทั้งสองอย่าง เสี่ยวอู่และคุณปู่เต่าร่วมเดินทางไปด้วยทุกที่
หานหานดูเป็นคนที่ไร้ความกังวลที่สุด วันนี้ไม่เพียงไม่ต้องทำการบ้าน แต่ยังได้ออกไปเที่ยวข้างนอก แม้จะเป็นการไปสุสานก็ยังรู้สึกตื่นเต้นดีใจ!
“ออกเดินทางกันเถอะ!” หานหานถามด้วยความกระตือรือร้น “เราต้องพกน้ำสไปรท์ไปฝากบรรพบุรุษด้วยไหมคะ?”
คุณนายซูได้สติกลับมา พลันรู้สึกทั้งขำทั้งโมโห “จะเอาไปให้บรรพบุรุษ หรือจะเอาไปดื่มเองกันแน่ฮะเรา?”
หานหานตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ให้บรรพบุรุษแน่นอนค่ะ! หนูไม่ดื่มสไปรท์หรอกนะ”
ซู่เป่าทำหน้าเหมือน ‘ฉันมองทะลุพี่หมดแล้ว’ พลางเอ่ยขัด “พี่หานหาน พูดแบบนี้พี่เชื่อตัวเองจริง ๆ เหรอคะ?”
เด็กหญิงตัวแสบส่ายหน้าด้วยความซื่อสัตย์ ทุกคนอดไม่ได้จึงหลุดหัวเราะออกมา เมื่อเห็นความเดียงสาของเด็ก ๆ ความหนักอึ้งในใจก็มลายหายไปทีละน้อย
คุณนายซู, คุณนายเฒ่าซู, ซูเฉาหยุน, ซูจื่อหลิน และ หานหาน นั่งรถคันเดียวกัน
ส่วนซู่เป่านั่งรถไปกับคุณลุงคนอื่น ๆ เนื่องจากเป็นรถรุ่นฐานล้อยาว จึงใช้รถเพียงสองคันก็เพียงพอสำหรับทุกคน
ระหว่างการเดินทางอันแสนเงียบสงบ ซูอีเฉินพลันเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “ซู่เป่า… โลกของคนตายเป็นอย่างไรบ้างลูก? แล้วหลังจากสิ้นอายุขัยไปแล้ว พวกเขาต้องเดินทางไปเกิดใหม่กันด้วยวิธีไหนหรือ?”
ลึก ๆ ในใจของคุณลุงใหญ่นั้นยังคงอดห่วงไม่ได้ว่า หลังจากน้องสาวจากไปแล้วเธอต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้าง และบัดนี้ดวงจิตของเธอจะเดินทางไปถึงหนแห่งใดแล้ว…
ซู่เป่าซึ่งกำลังง่วนกับการหยอกล้อ คุณปู่เต่าในมือน้อย ๆ เมื่อได้ยินคำถามก็เอียงคอทำท่าครุ่นคิด ก่อนเอ่ยตอบเสียงใสว่า “เรื่องนี้มันยาวเหยียดเลยค่ะคุณลุง งั้นซู่เป่าไม่เล่าดีกว่า!”
บรรดาคุณลุงทุกคนที่กำลังเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจถึงกับนิ่งอ้างว้าง
‘ยัยหนูไปจำนิสัยขี้เกียจเล่าแบบนี้มาจากใครกันนะ?’
สายตาของคุณลุงทุกคนพลันตวัดไปมองมู่กุยฝานที่กำลังทำหน้าที่สารถีอยู่พร้อมกัน
“…”
ความจริงแล้ววันนี้เขามีแผนเดินทางกลับคฤหาสน์ตระกูลมู่ ทว่าเมื่อเช้ากลับนึกเปลี่ยนใจว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ขับรถไปส่งซู่เป่าอีกสักนิดคงไม่เหลือกำลังนัก
หากล่วงรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องมาตกเป็นเป้านิ่งให้สายตาหลายคู่จ้องจับผิดเช่นนี้ เขาคงตัดสินใจชิ่งหนีไปเสียตั้งแต่ตอนเอ่ยอรุณสวัสดิ์แล้วเป็นแน่
ทว่าเขายังคงตีหน้านิ่งรักษาท่าทีเรียบเฉยพลางเอ่ยคะยั้นคะยอ “ซู่เป่า เรื่องนี้เล่าให้คุณลุงฟังได้นะลูก”
เด็กน้อยกะพริบตาปริบ ๆ พลางนึกในใจว่า เป็นอย่างนั้นหรอกเหรอคะ? ในเมื่อคุณพ่อเป็นคนอนุญาตเองกับปาก มีหรือเธอจะขัดใจ เด็กน้อยจึงพร้อมถ่ายทอดทุกสิ่งที่จดจำได้ออกมาในทันที
“หลังจากตายไป ทุกคนต้องเดินผ่านสิบสามสถานีค่ะ” ซู่เป่าเริ่มเล่า “ด่านแรกคือต้องไปรายงานตัว เพื่อลงทะเบียนวิญญาณค่ะ”
ซูอีเฉินกระตุกมุมปาก… นี่ถึงกับมีการลงทะเบียนในปรโลกด้วยหรือ?
“จากนั้นสถานีที่สองคือเส้นทางแม่น้ำเหลือง บนทางสายนี้หากเงยหน้ามองไม่เห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือดวงดาวแม้แต่ดวงเดียว พอก้มหน้าก็ไม่พบผืนดินหรือฝุ่นละออง มองไปข้างหน้าไม่เห็นทางกลับสู่โลกมนุษย์ เหลียวมองข้างหลังก็ไม่พบญาติมิตรหรือสหายคนสนิท…”
พี่น้องตระกูลซูเมื่อได้ยินประโยคที่ว่า ‘เหลียวมองข้างหลังไม่พบญาติมิตร’ ต่างรู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
ซู่เป่าเล่าต่อไปว่า “เมื่อผ่านพ้นทางแม่น้ำเหลือง ข้ามแม่น้ำลืมเลือนและสะพานไน่เหอไปแล้ว ก็จะถึงสถานีที่สาม… หอคอยโหยหาบ้านเกิด เมื่อยืนอยู่บนนั้น จะมองเห็นบ้านเกิดเมืองนอนได้จากระยะไกล ทว่ากลับไม่มีหนทางให้กลับไปได้อีกแล้ว”
ซูอิงเอ๋อร์ดวงตาเริ่มแดงก่ำอย่างเงียบเชียบ เขาเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง
ในห้วงความคิดของเขาพลันปรากฏภาพน้องสาวยืนโดดเดี่ยวบนหอคอยสูงเสียดฟ้านั้น เฝ้ามองดูเหล่าพี่ชายและพ่อแม่ที่รักเธอสุดหัวใจ ทว่ากลับไม่อาจเอื้อมมือไปสัมผัสหรือกลับมาหาได้เลย…
เขานึกภาพดวงวิญญาณที่ต้องหันหลังกลับด้วยความโศกเศร้า ก่อนออกเดินเท้าต่อไปเพียงลำพัง
“แล้ว… สถานีต่อไปล่ะ?” น้ำเสียงของซูเยว่เฟยฟังดูแห้งผากราวกับขาดน้ำ
ซู่เป่ายังคงเขี่ยเล็บเล่นกับคุณปู่เต่า “สถานีที่สี่คือเนินหมาร้ายค่ะ ส่วนสถานีที่ห้าคือเนินไก่ทอง พวกหมาร้ายที่นั่นดุมากเลยนะ มันไม่ยอมปล่อยเหยื่อจนกว่าจะกระชากขาของวิญญาณไปได้ข้างหนึ่ง ส่วนเนินไก่ทองก็ทั้งยาวทั้งสูง ต้องปีนป่ายจากหลังไก่ไปจนถึงหงอนไก่โน่นเลย… พ้นจากภูเขาไก่ทองไปได้ถึงจะเข้าสู่เมืองเฟิงตูค่ะ”
มู่กุยฝานทนฟังต่อไม่ไหวจึงโพล่งขัดขึ้น “พวกคุณควรพอแค่นี้เถอะ”
เขาเหลือบมองกระจกหลัง เห็นแต่ละคนสีหน้าบิดเบี้ยวดูไม่ได้กันหมดแล้ว
ซูอิงเอ๋อร์กัดฟันสวนกลับเสียงพร่า “คุณไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด…”
น้องสาวของเขาเป็นคนละเอียดอ่อน จะหยิบจับสิ่งใดก็ระมัดระวังไปเสียหมด มิหนำซ้ำยังหวาดกลัวสุนัขเป็นที่สุด แต่เธอกลับต้องก้าวผ่านสถานที่น่าสยดสยองเช่นนั้นเพียงลำพัง
ไหนจะเนินไก่ทองซึ่งฟังดูประหนึ่งเทือกเขามหึมานั่นอีก ตามคำบรรยายของซู่เป่า น้องสาวเขาต้องใช้เวลาเดินเท้าเนิ่นนานเพียงใดกัน?
ที่แท้… ก่อนจะได้เป็นดวงวิญญาณที่สงบสุข เธอต้องตรากตรำผ่านภยันตรายมามากมายถึงเพียงนี้
มิน่าเล่าโบราณถึงว่าไว้ หมาร้ายปราบผีร้าย ผีกลัวไก่ เลือดหมาดำสยบอาถรรพ์…
ซู่เป่ายังคงเล่าเจื้อยแจ้วต่อไป “สถานีที่หกคือหมู่บ้านผีป่าค่ะ จะมีพวกวิญญาณเร่ร่อนซึ่งถูกหมาร้ายฉีกทึ้งแขนขาจนขาดวิ่น พวกมันจะซุ่มคอยดักบรรดาดวงวิญญาณมาใหม่ที่มีอวัยวะครบถ้วน เพื่อชิงช่วงชิงแขนขาไปสวมใส่แทนส่วนที่ขาดหาย ก่อนมุ่งหน้าเดินทางต่อ”
“สถานีที่เจ็ดคือวังลืมเลือน ต้องดื่มน้ำลืมเลือนเพื่อพิสูจน์ความสัตย์จริง จากนั้นก็ถึงสถานีที่แปดคือเมืองเฟิงตู ที่นั่นจะมีเจ้าแห่งนรกทั้งสิบเป็นผู้ทำการสอบสวน…”
พูดถึงตรงนี้ซู่เป่าพลันชะงักไปครู่หนึ่ง
‘อืม… ทำไมเวลาพูดถึงด่านนี้ เธอถึงได้รู้สึกคุ้นเคยเหลือเกินนะ?’
ซูจิ่นโม่กำลังรัวนิ้วบันทึกข้อมูลลงในโทรศัพท์เอ่ยถาม “แล้วสถานีที่เก้าล่ะ?”
“สถานีที่เก้าคือนรกสิบแปดขุมค่ะ คนที่มีบาปหนาต้องไปที่นั่น ส่วนคนไร้บาปจะข้ามไปสถานีที่สิบเอ็ด คือป้อมปราการแดนผี บรรดาวิญญาณมักใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นกันค่ะ! บ้างก็รอจนกว่าจะหมดอายุขัย บ้างก็เร่งสะสมบุญ หรือไม่ก็ฝึกวิชา… เมื่อใกล้ถึงเวลาสิ้นอายุผี ก็จะไปรับใบสั่งเกิดใหม่จากศาลที่สิบค่ะ”
ซูโล่วขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “มีการฝึกวิชาด้วยเหรอ?”
“อื้อ! อาจารย์บอกมาค่ะ แต่หนูก็ไม่รู้รายละเอียดหรอกนะ” ซู่เป่าพยักหน้ายืนยัน “อาจารย์ยังบอกว่าด่านที่สิบสองคือแท่นดอกบัว เป็นที่ประทับของพระกษิติครรภ์เวลาแสดงธรรมในนรก แต่ผีที่สามารถฝึกวิชาได้นั้นมีน้อยนิดนัก ส่วนใหญ่ทำได้เพียงสะสมบุญบารมีอยู่ในโลกวิญญาณเท่านั้นค่ะ”
พี่น้องตระกูลซูต่างนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
‘โลกใบนี้… ช่างแตกต่างจากภาพจินตนาการของพวกเขาโดยสิ้นเชิง’
ซูอิงเอ๋อร์เห็นว่าเริ่มออกนอกเรื่องไปไกลจึงรีบดึงหัวข้อกลับมา “เมื่อครู่หนูยังไม่ได้พูดถึงสถานีที่สิบเลยนะ”
“สถานีที่สิบก็คือศาลาเครื่องเซ่นไหว้ค่ะ!” ซู่เป่าตอบเสียงใส “พวกกระดาษเงินกระดาษทองที่คนในโลกมนุษย์เผาไปให้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ มือถือ บ้านหรู หรือเสื้อผ้า ทั้งหมดจะถูกรวบรวมไว้ที่นี่ค่ะ”
มู่กุยฝานเลิกคิ้วขึ้นแล้วนึกขัน “ฟังดูเหมือนที่ทำการไปรษณีย์เลยนะ?”
‘คนเป็นส่งของผ่านกองไฟ คนตายรอรับพัสดุอยู่ศาลาเครื่องเซ่น’
‘นี่มันศูนย์กระจายสินค้าด่วนแห่งปรโลกชัด ๆ’
ดวงตาของซู่เป่าพลันเป็นประกาย “คุณพ่อฉลาดจังเลยค่ะ!”
‘ช่างเปรียบเทียบได้ถูกต้องแม่นยำที่สุด!’
เด็กน้อยแกว่งเท้าน้อย ๆ พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ด่านสุดท้าย ด่านที่สิบสาม คือผาหวนวิญญาณ หน้าผามีศิลาสามชาติ สะพานทองเงิน คุณยายเมิ่งนั่งอยู่หัวสะพาน ดื่มน้ำซุปของเธอแล้ว ก็ไปเกิดใหม่ได้ค่ะ”
ซูอิงเอ๋อร์อดไม่ได้จึงเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ “แล้ว… แม่ของหนูล่ะ ไปเกิดที่ไหน?”
ทุกคนบนรถต่างพากันนิ่งเงียบและเงี่ยหูฟังใจจดใจจ่อ แม้แต่ซูอีเฉินที่แสร้งทำเป็นก้มมองข้อมูลในมือ ปลายนิ้วของเขากลับหยุดนิ่งสนิท แม้หน้าจอจะดับวูบลงไปแล้ว เขาก็ยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิมไม่ไหวติง…