ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 288 รับเคราะห์แทนเสี่ยวอู่
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 288 รับเคราะห์แทนเสี่ยวอู่
คุณหวังกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด ทันใดนั้นเศษกระดาษก็ถูกกระชากไปจากมือ
“นายจะทำอะไรน่ะ?” เธอขมวดคิ้วมุ่นพลางตำหนิ
“ขอดูนิดนึงสิพี่ ว่ายัยเด็กนั่นเขียนอะไรให้” น้องชายของเธอฉีกยิ้มกว้าง
เขาไม่รอช้า รีบคลี่กระดาษออกดู ทว่าผลลัพธ์ที่ปรากฏกลับมีเพียงรูปนกกับเต่า พร้อมด้วยเลขหนึ่งและเลขศูนย์เรียงกันยาวเหยียด
แม้จะดูอย่างไรก็ไม่เหมือนเบอร์โทรศัพท์ แต่เขาก็ยังไม่ยอมลดละ พยายามนับจำนวนหลักดูด้วยความหวังว่าตระกูลซูอาจจะรวยจนใช้เบอร์สวยที่มีเลขซ้ำกันเยอะ ๆ
ทว่าสุดท้ายเขาก็ต้องผิดหวัง เมื่อพบว่าเบอร์โทรศัพท์ปกติควรมี 11 หลัก แต่บนกระดาษนี้กลับมีเพียง 8 หลักเท่านั้น
‘เด็กคนนั้นก็น่าจะอายุสามสี่ขวบแล้วแท้ ๆ’
‘เขียนเบอร์ตัวเองยังไม่ได้ ช่างโง่จริง ๆ’
“พี่… เด็กนั่นจะโทรหาพี่จริง ๆ เหรอ?”
“เด็กก็แค่เล่นสนุกไปตามประสา นายคิดว่าเขาจะโทรมาจริง ๆ หรือไง?” คุณหวังคว้ากระดาษกลับมาแล้วตอบเรียบ ๆ
“ก็จริงของพี่” น้องชายของคุณหวังนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนเบ้ปาก
แต่ลึก ๆ เขายังคงอดเสียดายไม่ได้ ตระกูลซูรวยล้นฟ้าขนาดนั้น หากเด็กนั่นโทรหาพี่สาวเขาสักครั้ง แล้วนึกสนุกยกเงินให้สักสองสามล้าน เขาคงไม่ต้องดิ้นรนไปชั่วชีวิตที่เหลือแล้ว
เฮ้อ… ทำไมคนรวยถึงได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดขนาดนั้น ในขณะที่คนธรรมดาต้องดิ้นรนแทบตายเพื่อความอยู่รอด? ถ้าเงินพวกนั้นแบ่งมาให้เขาสักนิดคงดีไม่น้อย…
*
ณ สุสานชิงซาน
ซูโล่วรวบร่างของซู่เป่าขึ้นมาอุ้มไว้แนบอกพลางเอ่ยถามหลานสาวด้วยความเอ็นดู “เมื่อกี้แอบวิ่งซนไปไหนมาหือเรา?”
“หนูสัมผัสได้ว่า… ยุคสมัยกำลังเรียกหาค่ะ!” เด็กน้อยบิดนิ้วไปมาด้วยท่าทางเขินอาย
ซูเหอเวิ่นซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ รีบช่วยแก้ไขคำศัพท์ให้น้องสาว “เขาเรียกว่าภารกิจ ไม่ใช่ยุคสมัย”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักรับคำ “ใช่ค่ะ! หนูรู้สึกว่าภารกิจกำลังเรียกหา!”
ซูอิงเอ๋อร์หรือคุณลุงห้าถึงกับหลุดขำออกมา
‘เด็กตัวกะเปี๊ยกวัยเพียงสี่ขวบอย่างเธอเนี่ยนะ จะมีภารกิจระดับชาติกับเขาด้วย?’
อีกด้านหนึ่ง ซูอีเฉินกำลังปรึกษาหารือเรื่องการย้ายสุสานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
พี่น้องหลายคนต่างพากันฉงน แต่ทันทีที่ทราบว่าเป็นความประสงค์ของซู่เป่า ทุกคนก็พร้อมใจกันตอบว่า “ไม่มีปัญหา”
มีเพียงท่านผู้เฒ่าซูยังงุนงงจนต้องขมวดคิ้วถาม “อยู่ดี ๆ จะมาย้ายสุสานทำไมกัน? นี่มันบ้าชัด ๆ!”
ซูอีเฉินตอบกลับด้วยความใจเย็น “ซู่เป่าบอกว่าฮวงจุ้ยที่นี่ไม่ดี บรรพบุรุษท่านไม่ชอบครับ”
ท่านผู้เฒ่าชะงักไปครู่หนึ่ง ‘อ้อ… ซู่เป่าเป็นคนพูดงั้นหรอกหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว…’
แต่ชายชรายังคงแสร้งพูดดื้อดึง “แต่นี่มันกะทันหันเกินไป เตรียมการไม่ทันหรอก…”
ซูอีเฉินยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “ตอนเพิ่งเข้ามา ซู่เป่าบอกไว้ว่าต้องเลือกทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งในเมืองหลวงมีสุสานเพียงแห่งเดียวในทิศนั้น คือสุสานพิงชวนครับ”
“ผมจัดการซื้อที่ดินที่นั่นเรียบร้อยแล้ว”
“ทั้งซินแสฮวงจุ้ยและทีมงานที่จะมาย้ายสุสาน ผมก็จัดเตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว ตอนนี้รถกำลังจอดรออยู่ข้างนอกครับ”
“…”
“ซู่เป่าบอกว่าวันนี้เป็นวันดี เหมาะสำหรับการย้ายสุสานที่สุดครับ” คุณลุงใหญ่ยังพูดเสริมอีกประโยค
คราวนี้ท่านผู้เฒ่าถึงกับพูดไม่ออก การย้ายสุสานในวันเทศกาลนี้อาจฟังดูเหลือเชื่อ ทว่าหากหลานสาวตัวน้อยเป็นคนเอ่ย ทุกอย่างย่อมต้องมีเหตุผลรองรับแน่นอน
“เออ ๆ รู้แล้ว ไปจัดการให้เรียบร้อยก็พอ” เขาโบกมือตัดบท
ซูอิงเอ๋อร์มองดูสุสานพลางถอนใจเฮือกใหญ่ “โถ… ช่างน่าสงสารฉันเสียจริง เพิ่งจะลงแรงถอนหญ้าไปทีละต้นจนเกลี้ยง ทำไมไม่บอกกันให้เร็วกว่านี้สักนิดนะ!”
“เอาเถอะ… คราวนี้เห็นทีต้องขุดสุสานกันจริงจังเสียแล้ว”
‘การต้องมาขุดสุสานบรรพบุรุษในโลกวิญญาณเนี่ยนะ… อืม…’
เขารีบหยิบน้ำขึ้นมาจิบหนึ่งอึก ก่อนเทลงบนฝ่ามือเล็กน้อยแล้วถูเข้าด้วยกันก่อนพึมพำเสียงแผ่ว “บรรพบุรุษอย่าเพิ่งโกรธเคืองหลานเลยนะครับ รบกวนท่านช่วยหลบทางหน่อย ระวังหลานขุดไปโดนเท้าท่านเข้าล่ะ”
บนยอดสุสานแห่งนั้น มีดวงวิญญาณของบรรพบุรุษสถิตอยู่จริง ๆ!
ท่านกำลังนั่งยอง ๆ ดูความวุ่นวายเบื้องล่างด้วยความเพลิดเพลิน กลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าลูกหลานกำลังจะมาขุดหลุมศพของตัวเองเสียอย่างนั้น!
“ซู่เป่า มาไหว้คุณทวดเร็ว เดี๋ยวเราจะย้ายบ้านให้ท่านแล้ว” ซูอีเฉินตะโกนเรียกมาแต่ไกล
“คุณทวดจ๋า! ซู่เป่ามาหาแล้วค่า!” ซู่เป่าวิ่งร่ามาด้วยความเร็ว
“เอ๊ะ? นี่คือเจ้าตัวเล็กของบ้านเรานี่เอง! สองปีก่อนทำไมไม่เห็นเลยล่ะ…” ดวงจิตบรรพบุรุษที่ลอยอยู่เหนือหลุมศพถึงกับอุทาน
ซู่เป่าจ้องมองบรรพบุรุษในชุดสุภาพสมัยเก่าด้วยความอยากรู้อยากเห็นพลางเอ่ยถาม “คุณทวดคะ หนูเพิ่งมาปีนี้เองค่ะ! แล้วในหลุมศพมากมายขนาดนี้… เหลือท่านอยู่เพียงคนเดียวเองเหรอคะ?”
‘ดวงจิตบรรพบุรุษมองดูเด็กน้อยด้วยความประหลาดใจ โอ้โห?’
‘เจ้าหนูนี่มองเห็นข้าได้ด้วยรึ?’
ท่านเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุขก่อนตอบ “ใช่แล้วจ้ะ เหลือแค่ฉันเพียงคนเดียว ส่วนพวกคนแก่คนอื่น ๆ ล้วนอยู่จนครบกำหนดอายุในโลกวิญญาณแล้วไปเกิดใหม่กันหมดแล้ว”
ซู่เป่าเริ่มนับนิ้วคำนวณตามประสา
อาจารย์เคยสอนไว้ว่า สมมติอายุขัยของคนเราคือ 80 ปี แต่กลับต้องจบชีวิตจากอุบัติเหตุตอนอายุ 30 เมื่อดวงวิญญาณไปอยู่ในปรโลก ก็จำเป็นต้องใช้ชีวิตที่เหลือต่ออีก 50 ปีให้ครบกำหนด
ส่วนคนตายตามธรรมชาติ เมื่อผ่านพ้นเจ็ดวันหลังสิ้นใจย่อมไปเกิดใหม่ได้ทันที หรืออาจเลือกพำนักอยู่ในป้อมปราการแดนผีสักระยะ เพื่อไปรับฟังธรรมที่ฐานแท่นดอกบัว และสะสมบุญบารมีให้ลูกหลานในโลกมนุษย์ต่อไป
นอกจากนี้ ระยะเวลาในโลกวิญญาณยังขึ้นอยู่กับกรรมเวรที่เคยก่อไว้ บางคนแม้ตายตามอายุขัย แต่ก็ต้องชดใช้กรรมในปรโลกให้สิ้นซากก่อน จึงจะได้รับใบอนุญาตให้ไปเกิดใหม่…
มิหนำซ้ำพวกที่ฆ่าตัวตายเพราะความแค้นฝังลึก ยิ่งต้องยืดเวลาการไปเกิดใหม่ออกไปเนิ่นนาน การตายผิดธรรมชาตินั้นส่งผลเสียยิ่งกว่าฮวงจุ้ยสุสานเสียอีก เพราะผีดุร้ายมักขัดขวางการเวียนว่ายตายเกิด…
โดยสรุปแล้ว ระบบการเกิดใหม่ช่างซับซ้อนและขึ้นอยู่กับการตัดสินของยมบาลโดยสิ้นเชิง แต่แน่นอนว่าย่อมมีช่องว่างเล็ก ๆ ให้พอจัดการได้บ้าง…
“คุณทวดคะ ท่านก็แก่มากแล้ว ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่ล่ะคะ?” ซู่เป่า เอ่ยถามด้วยความสงสัยหลังจากนับนิ้วเสร็จ
บรรพบุรุษตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่เปี่ยมด้วยความเมตตา “ก็ต้องมีใครสักคนอยู่คอยคุ้มครองพวกเธอไม่ใช่รึ?”
เด็กน้อยร้อง “ว้าว” พลางชูนิ้วโป้งให้ทันที “คุณทวดใจดีที่สุดเลยค่ะ! ท่านเหนื่อยมามากแล้วจริง ๆ!”
การใช้ชีวิตในโลกวิญญาณไม่ใช่เรื่องง่ายดาย วิญญาณเกือบทั้งหมดได้รับสิทธิ์เวียนว่ายตายเกิดมักจะรีบไปเกิดใหม่ทันที มีน้อยนักที่จะเต็มใจอยู่ต่อ
‘บรรพบุรุษท่านนี้ช่างเสียสละเพื่อลูกหลานจริง ๆ!’
ซู่เป่าเขย่งเท้าพิงขอบหลุมศพพร้อมกับยื่นมือน้อย ๆ ไปนวดขาให้บรรพบุรุษเชิงเอาใจ
ท่านบรรพบุรุษหัวเราะร่าจนตาปิดแทบมองไม่เห็นฟัน ด้วยว่าต้องทนใช้ชีวิตอย่างเดียวดายในป้อมปราการแดนผีมาเนิ่นนาน ครั้งนี้จึงนับเป็นหนแรกที่มีลูกหลานตัวกระจ้อยร่อยมาคอยนั่งเจรจาพาที ทั้งยังปรนนิบัติพัดวีให้น่าเอ็นดูถึงเพียงนี้
“เจ้าหนู… ร้องเพลงให้ฉันฟังหน่อยสิ” ท่านเอ่ยปากขอพลางแสดงท่าทีกระตือรือร้น
ซู่เป่านิ่งคิดไปครู่หนึ่ง จะร้องเพลงอะไรดีนะ? อ้อ นึกออกแล้ว!
“คืนนี้มากราบไหว้บรรพบุรุษ อยากถามท่านว่าพอจะมีเวลาไหม~ หนูอยากถาม ท่านบรรพบุรุษ ทำไมยิ่งทำงานก็ยิ่งจ๊นจน…”
“ขอท่านบรรพบุรุษ ช่วยคุ้มครองให้หนูรุ่งเรืองไปทั้งปี ไม่ต้องทำงานแต่ยังมีเงินใช้ หยิบจับอะไรก็ราบรื่นประสบความสำเร็จด้วยเถิด~”
เหล่าสมาชิกตระกูลซูต่างพากันยืนนิ่ง จ้องมองดวงใจตัวน้อยกำลังพึมพำเพลงประหลาดหน้าป้ายหลุมศพด้วยแววตาว่างเปล่า ยิ่งพอเจ้าตัวเริ่มใส่ทำนองดูคุ้นหูเข้าไป บรรยากาศนิ่งสงบเมื่อครู่ก็พลันเปลี่ยนไปทันที
เมื่อตั้งใจเงี่ยหูฟังโดยถี่ถ้วน นี่มันไม่ใช่ทำนองเพลงฮิตอันดับหนึ่งที่ติดหูอยู่ในตอนนี้หรอกหรือ? ทว่าเนื้อเพลงที่ถูกดัดแปลงใหม่นี่สิ…
ทำเอาบรรดาพี่น้องตระกูลซูถึงกับหน้ากระตุกกันเป็นแถว
คุณยายซูขมวดคิ้วจนเป็นปมเค้นเสียงถาม “ใครเป็นคนสอนยัยหนูให้ร้องเพลงพรรค์นี้กัน?!”
ซูอิงเอ๋อร์รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ไม่ใช่ผมนะครับ!”
เหล่าพี่น้องตระกูลซูต่างพากันส่ายหัวปฏิเสธเช่นกัน
สายตาของคุณยายเลื่อนไปมองซูอีเฉิน… ก็ต้องปัดตกไปในทันที เพราะคนเคร่งขรึมอย่างเขาย่อมไม่มีทางสอนอะไรพรรค์นี้ให้หลานสาวแน่นอน
ในที่สุด สายตาเฉียบคมจึงหันไปหยุดอยู่ที่เสี่ยวอู่ซึ่งกำลังคาบใบไม้เล่นอยู่ใกล้ ๆ
“ก๊าก?”
เจ้านกแก้วถึงกับอึ้งจนอ้าปากค้าง… ‘ไม่ใช่ข้านะ!’
ความซวยกลับไม่ได้ตกอยู่ที่มันเพียงอย่างเดียว เมื่อคุณยายซูย่อตัวลงพลางชี้นิ้วคาดคั้น “ปกติเห็นแกชอบคาบมือถือของซู่เป่าไปแอบดูวิดีโอนี่นา! บอกมาสิ แกมีบัญชีชื่ออะไร… ฉันจะหาหลักฐานมาจับแกให้มั่นคั้นให้ตายเลยคอยดู”
“ก๊าก ก๊าก??” นกแก้วตัวแสบเอียงคอพลางจ้องหน้าคุณยายด้วยความงุนงง
ทุกคนเมื่อเห็นเหตุการณ์อดขำออกมาไม่ได้ ช่างสมกับคำกล่าวที่ว่าคนแก่พออายุมากขึ้นก็เริ่มกลับไปเหมือนเด็ก ภาพคุณยายท่านหนึ่งกำลังยืนถกเถียงกับนกแก้ว ช่างเป็นภาพที่น่าขันยิ่งนัก
เหล่าผู้คนเดินผ่านไปมาในละแวกนั้นต่างพากันรู้สึกว่า สุสานประจำตระกูลสุดแสนหรูหราตรงหน้านี้… มีบรรยากาศพิลึกพิลั่นเกินบรรยาย
เด็กหญิงตัวน้อยนอนทาบอยู่บนป้ายวิญญาณแล้วร้องเพลงขอพรบรรพบุรุษให้รวยทางลัด
กลุ่มชายหนุ่มรูปร่างดีกำลังจับจอบขุดหลุมศพด้วยความขะมักเขม้น
แถมยังมีคุณยายกำลังยืนต่อล้อต่อเถียงกับนกแก้วอย่างไม่ลดละ…
ไม่นานนักทีมย้ายสุสานก็เดินทางมาถึงครบครัน นักพรตเต๋าเริ่มสั่นระฆังส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งสลับกับเสียงสวดมนต์พลางโปรยกระดาษเงินกระดาษทองไปทั่วบริเวณ เมื่อประกอบพิธีกรรมเสร็จสิ้นลง ก็ถึงเวลาที่จะอัญเชิญโกศบรรจุอัฐิของบรรพบุรุษตระกูลซูออกไปเป็นทางการ
ทว่าทางด้านสำนักงานขาย ผู้จัดการฝ่ายขายซึ่งกำลังปั้นหน้ายิ้มแย้มโน้มน้าวลูกค้าอยู่นั้น ทันทีที่แว่วข่าวว่าตระกูลซูกำลังจะย้ายสุสาน เขาก็ถึงกับยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
‘อะไรนะ?!’
‘ตระกูลซูจะย้ายหลุมศพงั้นหรือ?!’
‘แล้วทำไมถึงไม่มีใครแจ้งข่าวให้เขาทราบล่วงหน้าแม้แต่คำเดียว!’
ผู้จัดการรีบละทิ้งงานในมือทิ้งทันควัน ก่อนสับเท้าวิ่งไปยังสุสานประจำตระกูลด้วยความตื่นตระหนก!