ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 289 ย้ายสุสานยังต้องให้ทางสุสานอนุญาตด้วยหรือ?
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 289 ย้ายสุสานยังต้องให้ทางสุสานอนุญาตด้วยหรือ?
ผู้จัดการหลีสับเท้าวิ่งหน้าตั้งจนมาถึงเขตสุสานประจำตระกูลซู ภาพตรงหน้าที่ปรากฏกลับเป็นทีมเคลื่อนย้าย ซึ่งยืนเตรียมพร้อมกันเรียบร้อย และดูเหมือนว่าพวกเขากำลังเริ่มลงมือขุดย้ายหลุมศพกันจริง ๆ เสียด้วย
เมื่อเห็นดังนั้น เขาจึงรีบถลันเข้าไปหาซูอีเฉินพลางละล่ำละลักถามด้วยความตื่นตระหนก “คุณซูครับ! นี่มัน… นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ครับ?!”
ซูอีเฉินชายตามองแล้วนึกขึ้นได้ว่าชายตรงหน้าคือผู้จัดการฝ่ายขายของสุสานแห่งนี้ เขาจึงตอบกลับเรียบ ๆ “ย้ายหลุมศพ”
ผู้จัดการหลีเหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผาก คำตอบสั้น ๆ นั้นชวนให้เขารู้สึกว่าตนเองกำลังถามเรื่องไร้สาระ ในเมื่อภาพมันก็ฟ้องชัดอยู่แล้วว่าพวกเขากำลังทำอะไร!
“คือ… บรรพบุรุษท่านก็อยู่ที่นี่อย่างสงบสุขดี เหตุใดจู่ ๆ ถึงนึกจะย้ายก็ย้ายเลยล่ะครับ? แถมยังไม่ได้แจ้งทางเราล่วงหน้า… แม้แต่ใบคำร้องย้ายสุสาน ผมยังไม่เคยเห็นเลยสักใบ…”
ซู่เป่าได้ยินว่าการจะย้ายบ้านให้บรรพบุรุษต้องขออนุญาตคนอื่นด้วยก็พลันงุนงงจนหัวคิ้วขมวดมุ่น
“พวกเราจะย้ายบ้านให้บรรพบุรุษของตัวเอง ทำไมต้องไปยื่นคำร้องกับพวกคุณด้วยล่ะคะ?” เด็กน้อยถามด้วยความสงสัย
ผู้จัดการหลีปั้นยิ้มประจบ “ก็อย่างนี้นะครับคุณหนู การย้ายหลุมศพนั้นจำเป็นต้องยื่นเรื่องตามระเบียบ และต้องได้รับความเห็นชอบจากทางเราก่อนถึงจะดำเนินการได้…”
ซู่เป่ายิ่งประหลาดใจเข้าไปใหญ่ “บรรพบุรุษท่านก็เป็นคนในครอบครัวเรา ทำไมต้องรอให้พวกคุณเห็นชอบด้วย? พวกคุณเป็นท่านยมบาลหรือไงคะ?”
คำตอกกลับของเด็กน้อยทำเอาสีหน้าของผู้จัดการหลีแข็งค้างไปทันควัน
ซูอีเฉินยื่นใบคำร้องฉบับหนึ่งให้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “กระบวนการทางกฎหมายทั้งหมดเราดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว” เขาทอดสายตาคมกริบมองชายตรงหน้า “คุณหลี… ผมว่าคุณควรทำความเข้าใจตำแหน่งหน้าที่ของพวกคุณให้ชัดเจนหน่อยนะ”
“สาระสำคัญของใบคำร้องขอย้ายหลุมศพ มีไว้เพื่อให้ทางสุสานตรวจสอบยืนยันว่าผู้ดำเนินการเป็นญาติของผู้ล่วงลับจริง เพื่อป้องกันมิจฉาชีพมาลอบขุดหลุมศพ ไม่ใช่มีไว้เพื่อให้พวกคุณวางมาดทำตัวเป็นเจ้าชีวิตใคร!”
รัศมีความน่าเกรงขามแผ่ออกมาจากตัวซูอีเฉินในยามนี้ ช่างสมกับตำแหน่งซีอีโอผู้ทรงอิทธิพลที่ใครเห็นก็ต้องขวัญผวา
ผู้จัดการหลีหน้าซีดเผือด รีบละล่ำละลักปฏิเสธ “ใช่ครับ ๆ ผมไม่ได้มีเจตนาก้าวก่ายแบบนั้น เพียงแต่คิดว่า… หากทางเรารู้ล่วงหน้า จะได้ช่วยเตรียมการอำนวยความสะดวกให้พวกคุณได้ทันท่วงที…”
นับแต่ตระกูลซูเลือกใช้พื้นที่แห่งนี้สร้างสุสานประจำตระกูล สุสานชิงซานก็กลายเป็นทำเลฮวงจุ้ยทองคำที่มีแต่คนแย่งชิงจนพื้นที่ไม่พอขาย ทางสุสานจึงแอบกันสิทธิ์ที่ดินผืนงามเอาไว้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อรองรับความต้องการของบรรดามหาเศรษฐีและผู้มีอิทธิพลโดยเฉพาะ
ด้วยเหตุนี้ ผู้จัดการหลีจึงเริ่มคุ้นชินกับการถูกผู้คนห้อมล้อมเอาอกเอาใจ จนเผลอวางตัวสูงส่งและเข้าใจผิดไปเองว่าตนอยู่เหนือคนอื่น เพียงเพราะถือไพ่ใบที่ชื่อว่า ‘ตระกูลซู’ ไว้เป็นป้ายโฆษณามาเนิ่นนาน
ซูอีเฉินไม่แม้แต่จะชายตามองจึงตัดบทสั้น ๆ “ไม่ต้อง”
ซูอิงเอ๋อร์หรือคุณลุงห้าส่งเสียงเหอะในลำคอหัวเราะเยาะ “เรื่องภายในครอบครัวเรา จำเป็นต้องให้คนนอกอย่างคุณมาเตรียมการอะไรให้ด้วยงั้นรึ? คุณเป็นญาติฝ่ายไหนของเราไม่ทราบ?”
เขาปรายตามองขบวนสมาชิกตระกูลซูซึ่งยืนเรียงรายกันอยู่ “ไม่เห็นหรือไงว่าตระกูลซูคนเยอะแค่ไหน? คนละจอบคนละเสียม ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพื้นปูนหนาแค่ไหนพวกเราก็ขุดทะลุได้!”
ผู้จัดการหลีอ้าปากค้างด้วยความจนใจ
หากตระกูลซูย้ายออกไปจริง ๆ ชื่อเสียงและผลประกอบการของสุสานชิงซานย่อมดิ่งเหวลดลงเกินครึ่งแน่นอน เขาจึงรีบลดท่าทีให้ต่ำต้อยลงพลางปั้นยิ้มประจบสอพลอ
“คุณซูครับ… ผมขออนุญาตถามตามตรง เหตุใดทางคุณถึงตัดสินใจย้ายสุสานกะทันหันเช่นนี้ หรือเป็นเพราะทางเราบริการบกพร่องประการใด โปรดให้โอกาสพวกเราได้ปรับปรุงแก้ไขเถอะนะครับ”
แน่นอนว่าซูอีเฉินไม่อยากเสียเวลาเสวนากับคนประเภทนี้
ทว่าหานหานผู้หวังดีกลับตะโกนตอบแทนเสียงลั่น “ก็ซู่เป่าบอกว่าฮวงจุ้ยที่นี่ไม่ดีน่ะสิ! บรรพบุรุษท่านไม่ชอบ!”
เสียงตะโกนนั้นดังพอที่จะทำให้ผู้คนโดยรอบที่มาไหว้บรรพบุรุษถึงกับหันขวับมาด้วยความตกตะลึง
‘จริงหรอเนี่ย? ขนาดตระกูลซูมหาเศรษฐียังบอกว่าที่นี่ฮวงจุ้ยไม่ดีเลยนะ!’
เหล่าคนรวยเริ่มหวั่นใจและคิดย้ายสุสานตาม ส่วนคนไม่มีทุนทรัพย์มากมายนัก ต่างก็รู้สึกสลดใจหลังต้องเสียเงินมหาศาลไปกับสถานที่ที่ไม่มีมงคลเอาเสียเลย
“ตายจริงครับ… ใครกันกล้าพูดว่าฮวงจุ้ยที่นี่ไม่ดี? คุณหนูอย่าพูดส่งเดชแบบนี้สิครับ!” ผู้จัดการหลีเหงื่อแตกพล่าน
หากข่าวลือเรื่องฮวงจุ้ยอัปมงคลแพร่สะพัดออกไป จะยังมีเศรษฐีหน้าไหนยอมก้าวเท้าเข้ามาที่นี่อีก!
นอกจากจะมีคนมาขอคืนที่ดินกันยกใหญ่แล้ว ราคาอสังหาริมทรัพย์ในแดนคนตายแห่งนี้ คงได้ร่วงกราวรูดจากตารางเมตรละ 5.6 แสนหยวน ลงไปกองอยู่ 2 แสนหยวนเหมือนเมื่อครั้งเริ่มต้นแน่นอน
และสุดท้ายที่แห่งนี้ ก็คงเหลือแต่พวกคนจนเท่านั้น…
ผู้จัดการหลีปวดเศียรเวียนเกล้าจนคุมสติไม่อยู่ ยิ่งรีบจึงยิ่งพลาดปากไว “ประธานซูครับ คุณดูสิ… เด็กคนนี้ก็แค่พูดไปตามประสา เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้จะไปฟังเด็กได้ยังไง? คำพูดไร้เดียงสาเชื่อถือได้จริงเหรอครับ?”
เขาทอดสายตามองซู่เป่าอย่างดูแคลน … ‘เด็กน้อยวัยอนุบาลคนนี้ช่างพูดจาเลอะเทอะจริง ๆ!’
ทว่าสิ้นคำพูดนั้น สมาชิกตระกูลซูทุกคนพลันหันมาจ้องมองเขาเป็นตาเดียว สายตาทุกคู่เปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิต โดยเฉพาะซูอิงเอ๋อร์ที่ถลึงตาเขม็งจนแทบถลนออกมา ราวกับพร้อมพุ่งเข้าไปประเคนหมัดใส่เขาให้รู้แล้วรู้รอด!
“ไปให้พ้น!” คุณลุงห้าผู้ใจร้อนตวาดลั่นก่อนคว้าพลั่วเหล็กขึ้น
สื่อความหมายชัดเจนว่าเขากำลังหมดความอดทนแล้ว!
ผู้จัดการหลี่ยังคงพยายามหาทางต่อรอง ในวินาทีนั้นเอง ท่านผู้เฒ่าซูกลับโพล่งขึ้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ใครเป็นผู้บริหารสุสานของพวกแก? สงสัยจะไม่อยากทำงานเลี้ยงชีพแล้วใช่ไหม!”
ผู้จัดการหลี่รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็ง ๆ จุกอยู่ในคอจนไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้อีก
การเสียยอดขายหลุมศพไปนั้นถือเป็นเรื่องเล็ก แต่การล่วงเกินจนตระกูลซูขุ่นเคืองนับเป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก หากเรื่องนี้ไปถึงหูเจ้านายจนทำให้เขาต้องตกงาน เขาคงไม่อาจแบกรับผลที่ตามมาได้ไหว
“ขอโทษครับ! ผมต้องขออภัยจริง ๆ!” ผู้จัดการหลีซึ่งเคยวางท่าอวดดีอยู่ในสำนักงานขาย ยามนี้กลับรีบโค้งตัวต่ำจนแทบขนานกับพื้น พร่ำเอ่ยคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ยอมหยุด
“เป็นตัวผมเอง ไร้กาลเทศะ ผมไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝงเลยแม้แต่น้อย หวังว่าพวกคุณจะเมตตาให้อภัย…” เมื่อกล่าวจบ เขาก็รีบก้มหน้าถอยกรูดไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างทันที
เขาได้แต่ยืนทอดสายตามองขบวนเคลื่อนย้ายหลุมศพอันเกรียงไกรของตระกูลซู ที่พากันตบเท้าขึ้นรถและเคลื่อนตัวจากไป
ยามเช้า ทางสุสานยังอุตส่าห์จัดเตรียมคนมาต้อนรับตระกูลซูอย่างสมเกียรติ แต่ไม่ทันพ้นชั่วโมง มหาเศรษฐีกลุ่มนี้กลับตัดสินใจทิ้งทุกอย่างแล้วไปเสียเฉย ๆ
ผู้จัดการหลี่รู้สึกหัวใจเย็นวาบจนสั่นสะท้าน
พนักงานขายคนหนึ่งรีบวิ่งหน้าตาตื่นมารายงานข่าวด้วยสีหน้าอมทุกข์ “ผู้จัดการครับ! ใบสั่งซื้อที่ลูกค้าตกลงกันไว้เมื่อเช้า ตอนนี้ถูกแจ้งยกเลิกจนหมดเกลี้ยงเลยครับ!”
คนฟังถึงกับกุมขมับ ตระกูลซูจะเลือกย้ายไปตอนไหนก็ได้ แต่เหตุใดต้องมาเจาะจงเอาในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้!
“โทรหาคุณหวังคนนั้นซะ… บอกเธอว่าเราเหลือที่ดินผืนสุดท้ายเพียงไม่กี่จุด เพื่อเป็นการทำยอดส่งท้าย เราจะมอบส่วนลดพิเศษให้เธอ 30%… ไม่สิ! ลดไปเลย 40%! ไปกล่อมให้เธอเซ็นสัญญาเดี๋ยวนี้!”
“รวมถึงลูกค้าคนอื่น ๆ ที่ลังเลเรื่องราคาเมื่อเช้านี้ด้วย ลดให้พวกเขาสี่สิบเปอร์เซ็นต์ให้หมดทุกคน!”
พนักงานขายถึงกับชะงักด้วยความตกตะลึง นั่นเท่ากับว่าราคาจากตารางเมตรละ 5.6 แสนหยวน จะร่วงลงมาเหลือเพียง 3.3 แสนหยวนเชียวนะ!
ผู้จัดการหลี่ไม่มีกะจิตกะใจจะอธิบายสิ่งใดอีก เขาเดินจากไปทิ้งให้พนักงานขายจำใจต้องเริ่มกดโทรศัพท์ติดต่อลูกค้าทีละราย โดยคนแรกที่เขานึกถึงคือคุณหวัง
“อ้อ คุณหวังครับ! ผมเสี่ยวลี่เองนะครับ จากสุสานชิงซาน ผมพยายามอ้อนวอนหัวหน้าอยู่นานจนในที่สุดเขาก็ยอมหั่นราคาลงเหลือเพียงหกในสิบส่วนเท่านั้น…”
“เมื่อเช้าราคาอยู่ที่ห้าแสนหกหมื่น แต่ตอนนี้เรามีโปรโมชั่นพิเศษเพิ่มขึ้นมา เหลือเพียงสามแสนกว่าหยวนก็ได้พื้นที่ขนาดใหญ่หนึ่งตารางเมตรแล้วนะครับ! ราคานี้หาจากไหนไม่ได้อีกแล้ว คุณพอจะสะดวกแวะมาทำสัญญาตอนนี้เลยได้ไหมครับ?”