ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 29 ผีสาวที่ถูกบังคับให้ทำงาน!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 29 ผีสาวที่ถูกบังคับให้ทำงาน!
บทที่ 29 ผีสาวที่ถูกบังคับให้ทำงาน!
เหวยหว่านกำลังถือชามบะหมี่ร้อนจัดขึ้นไปชั้นบน ปกติลูกสาวของเธอ มักตื่นสายจนถึงสิบโมง แม้เป็นวันที่ต้องไปโรงเรียน
เหวยหว่านยังต้องคอยประคบประหงม นำอาหารไปให้ทานถึงที่ แล้วปลอบอารมณ์งอแงหลังหานหานตื่นนอนก่อนจะพาไปส่งที่อนุบาล
เมื่อเห็นซู่เป่าเอ่ยทักทาย เธอเพียงตอบรับในลำคอเบา พลางก้มมองชามบะหมี่ในมือ
น้ำซุปนี่ร้อนจัด…ถ้าแกล้งทำหลุดมือสาดใส่หน้าซู่เป่าเสียตอนนี้จะเป็นอย่างไรนะ?
เหวยหว่านสะดุ้งตกใจกับความคิดชั่วร้ายตัวเอง เธอรีบดึงสติแล้วเดินผ่านซู่เป่าไปอย่างเย็นชา
“อาจารย์คะ…สิ่งที่อยู่บนหน้าป้าสะใภ้รองคืออะไรคะ?” ซู่เป่ามองตามพลางกระซิบถามจี้ฉาง
“มันคือ… ไอมรณะ” จี้ฉางลอยตัวกอดอกอยู่ข้าง ๆ ตอบเสียงเรียบ
“ไอมรณะคืออะไรเหรอคะอาจารย์?” เด็กน้อยถามซ้ำด้วยความสงสัย จี้ฉางหรี่ตาลงพลางเอ่ยเสียงขรึม
“หมายความว่า…ผู้หญิงคนนั้นเคยฆ่าคนมาก่อน”
มีเพียงคนที่เคยปลิดชีวิตผู้อื่น แบกรับความผิดบาป และวนเวียนอยู่ข้างศ ในขณะที่วิญญาณหลุดลอยเท่านั้น ถึงจะมี ‘กลิ่นอายแห่งความตาย’ ที่รุนแรงติดตัวมาแบบนี้
ซู่เป่ากอดตุ๊กตากระต่ายในอ้อมแขนแน่นด้วยความกังวล เธอตัดสินใจวิ่กลับเข้าห้องไป แล้วรีบพาเจ้าเสี่ยวอู่ออกมาด้วย จี้ฉางมองด้วยความงุนงง
“จะเอามันไปด้วยทำไม?”
เขารู้ดีว่านกตัวนี้ปากสว่าง แถมยังเสียงดังหนวกหู พอเริ่มเบื่อขึ้นมามันจะพ่นคำพูดไร้สาระออกมาเป็นชุด หรือไม่ก็ร้องเพลงพิลึกที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ
อย่างเช่น…
“ฮ่าฮ่า! มาร้องเพลงแมวกันเถอะ! มาเหมียว ๆ ๆ ด้วยกัน!”
ลองนึกภาพนกแก้วที่พยายามเลียนเสียงแมวร้องดูสิ…
หายนะชัด ๆ!
“หนูไม่อยากทิ้งเสี่ยวอู่ไว้บ้านคนเดียวค่ะ!” ซู่เป่าเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
ถ้าเกิดป้าสะใภ้รองแอบจับมันไปต้มซุปขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ…
เจ้าเสี่ยวอู่ได้ยินดังนั้นก็พองขนสีเขียวจนฟูฟ่อง แล้วร้องทวนคำเสียงหลง “มีปีศาจ! ไม่วางใจ! ไม่วางใจ!”
“ไป ๆ ๆ พวกเรารีบไปกันเถอะ!” ซู่เป่าลูบขนมันเบา ๆ
เด็กน้อยตัวอวบในชุดเอี๊ยมกระโปรง ถักเปียสองข้างดูเรียบร้อย สะพายกระเป๋ารูปแมวใบโปรด วิ่งลงบันไดตุบ ๆ ในอ้อมแขนยังมีตุ๊กตากระต่าย และนกแก้วตัวแสบหนีบมาด้วย
“ดูแลซู่เป่าให้ดีนะ โดยเฉพาะเจ้าจื่อหลิน อย่าให้หลานคลาดสายตาเชียว” นายหญิงเฒ่าซูกำชับลูกชายด้วยความเป็นห่วง
“ทราบแล้วครับแม่” ซูจื่อหลินขานรับเสียงทุ้มตามสไตล์คนนิ่ง ๆ ส่วน ซูอิงเอ๋อร์ที่ใจร้อนกว่าใครเพื่อนเริ่มโวยวาย
“ไปกันเถอะ ๆ ขึ้นรถได้แล้ว”
แต่พอเขาหันมามองหลานสาวตัวน้อยที่แต่งตัวจัดเต็ม หัวใจของมังกรพ่นไฟตัวนี้ก็ แทบจะละลายลงไปกองกับพื้น…
หลานสาวน่ารักขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องพาออกไปอวดให้คนทั้งโลกเห็นสักหน่อยแล้ว!
ในขณะเดียวกัน ที่ชั้นบน เหวยหว่านกำลังพยายามปลุกหานหานให้ตื่น แต่เด็กน้อยก็ยังไม่ยอมลุก เธอจึงเดินออกมายืนที่ระเบียงด้วยความเหนื่อยหน่าย
เมื่อมองลงไปเห็นซูจื่อหลินกำลังอุ้มซู่เป่าขึ้นรถ เธอก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจทันที
ไม่อุ้มลูกสาว แต่อุ้มหลานสาวเนี่ยนะ!
ซู่เป่าเงยหน้าขึ้นไปสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยหมอกควันสีดำของเหวยหว่านเข้าพอดี เด็กน้อยตกใจตัวโยน รีบยกแขนกอดคอซูจื่อหลินไว้แน่นทันที
ลุงรองเงยหน้ามองตามสายตาของหลานสาว เขาจ้องกลับไปยังว่าที่ภรรยาด้วยแววตาเย็นชาเพียงแวบเดียว ก่อนพาซู่เป่าขึ้นรถ ปิดประตู และขับเคลื่อนออกไปจากคฤหาสน์ทันที
เหวยหว่านยืนมองรถที่ค่อย ๆ ลับตาไป ไม่รู้ว่าเพราะอะไรหัวใจของเธอถึงได้เต้นบ้าคลั่ง ความรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวายใจเริ่มถาโถมเข้ามา
บริษัทโครงสร้างพื้นฐานแห่งชาติที่ซูจื่อหลินทำงานอยู่นั้น เขาคือสถาปนิกระดับสูงสุด ส่วนซูอิงเอ๋อร์ คือผู้รับผิดชอบหลักของโครงการ คนหนึ่งคอยคุมงานภายใน อีกคนดูแลงานภายนอก ทั้งสองคนเปรียบเสมือนเสาหลักที่ขาดไม่ได้ของบริษัท
ปัจจุบันทั้งคู่กำลังรับผิดชอบโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในเขตพัฒนาฝั่งตะวันตกของเมือง ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาหกปีแล้ว
เหวยหว่านรู้สึกวิตกกังวลโดยไร้สาเหตุ…พื้นที่เขตก่อสร้างที่เป็นจุดเกิดเหตุในตอนนั้น ถูกพัฒนาต่อยอดไปไกลจนไม่เหลือร่องรอยเดิมให้เห็นอีกแล้ว
ไม่มีทางที่ใครจะพบเห็นอะไรแน่ ๆ…
เว้นเสียแต่ว่าคนคนนั้นจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก!
เหวยหว่านพยายามระงับจิตใจให้สงบลง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนผิดกับแววตาเมื่อครู่
“เจ้าหญิงน้อยหานหาน…ตื่นได้แล้วนะลูก…”
หลังจากใช้ความพยายามอย่างหนักในการทำให้หานหานยอมไปโรงเรียนอนุบาลได้สำเร็จ เธอที่เพิ่งกลับเข้าบ้านก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่าแม่สามีนั่งรอเธออยู่ยังห้องรับแขกชั้นล่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คุณแม่…” เหวยหว่านเอ่ยทักทายแบบกล้า ๆ กลัว ๆ
คุณนายซูชี้ไปที่โซฟาฝั่งตรงข้ามเป็นเชิงสั่งให้นั่งลง “หานหานไปโรงเรียนเวลานี้แทบทุกวัน…เธอเคยคิดบ้างไหม ว่าในขณะที่เด็กคนอื่นกำลังนอนกลางวันกัน แต่ลูกของเธอกลับเพิ่งจะไปถึง และเริ่มก่อความวุ่นวายที่นั่น?”
เหวยหว่านรีบแย้งทันที “ไม่หรอกค่ะคุณแม่ หานหานเป็นเด็กที่รู้ความออกนะคะ…”
แม่สามีหัวเราะออกมา “งั้นเหรอ? หลายปีมานี้ฉันมัวแต่ยุ่งกับอย่างอื่นจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงลงมาจัดการเรื่องของเธอ แต่ตอนนี้…”
สายตาคมกริบของหญิงชราจ้องเขม็งไปที่เหวยหว่าน ราวกับจะบอกว่าความอดทนได้สิ้นสุดลงแล้ว
เหวยหว่านสีหน้าย่ำแย่ ขณะลุกเดินเลี่ยงออกมาหลังจากฟังคำสั่งสอนทั้งหมด
กล้าดีอย่างไรมาสั่งสอนเธอ!
ในฐานะแม่สามี ไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้า มีสิทธิ์อะไรมาบงการชีวิตเธอ?
เหวยหว่านไม่ได้กินข้าวบ้านตระกูลซูจนเติบโตมาเสียหน่อย
ทำไมต้องมายุ่งวุ่นวายกับเรื่องครอบครัวและชีวิตคู่ของเธอขนาดนี้ด้วย!
เหวยหว่านหยิบกระเป๋าใบหรูออกจากบ้านไปด้วยความคับแค้นใจเต็มอก ตัดสินใจไปหาแม่ตัวเอง เพื่อชวนกันไปช้อปปิ้งระบายอารมณ์
ในขณะเดียวกัน ซู่เป่าเดินทางมากับลุงรองและลุงห้าจนถึงไซต์งาน เมื่อได้เห็นสนามกีฬาขนาดมหึมากำลังก่อสร้างอยู่ เด็กน้อยก็อุทานออกมาด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“ลุงรองขา สิ่งนี้คืออะไรเหรอคะ?”
ซูจื่อหลินมองหลานสาวด้วยรอยยิ้มพลางตอบว่า “นี่คือสนามกีฬาที่กำลังสร้างใหม่น่ะ”
ซู่เป่าโน้มตัวไปยังขอบหน้าต่างรถ ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับ “สนามกีฬาสวยจังเลยค่ะ… นี่คือนาฬิกาข้อมือยักษ์ของ ‘คุณตาฟ้า’ ที่ตกลงมาแตกกระจายใช่ไหมคะ?”
โครงสร้างหลักของสนามกีฬามีลักษณะเป็นวงกลม ล้อมรอบด้วยอาคารเสริมที่มีซี่หยักมองดูคล้ายฟันเฟืองของนาฬิกา
“ซู่เป่า… หนูมองเห็นเป็นแบบนั้นเหมือนกันเหรอ?” ซูจื่อหลินชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองดูซู่เป่าด้วยความยินดี
นี่คือผลงานที่เขาทุ่มเทออกแบบมานาน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลไกของนาฬิกาข้อมือเชิงกลนั่นเอง
“นี่เป็นรูปที่คุณลุงรองวาดเองเหรอคะ?” ซู่เป่าเอียงคอถามเสียงใส
“อืม ใช่แล้ว”
ซูจื่อหลินรู้สึกราวกับได้พบคนที่เข้าใจในตัวตนของเขาจริง ๆ
ซู่เป่าไม่รอช้า รีบชูนิ้วโป้งขึ้นมาแล้วกดลงที่กลางหน้าผากของลุงรองอย่างเต็มรัก
“คุณลุงรองเก่งที่สุดเลย!” ซูจื่อหลินอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา คำพูดเปรียบเปรยของซู่เป่าเมื่อครู่นี้มันช่างโดนใจเขาเสียจริง…
“นาฬิกาของคุณปู่สวรรค์ที่ร่วงหล่นลงมาสู่โลกมนุษย์”
ช่างเป็นคำที่ถูกต้องที่สุด กาลเวลาอาจจะหยุดนิ่งไป
แต่จิตวิญญาณกีฬาอันกล้าหาญของมนุษย์จะยังคงสถิตอยู่ตลอดกาล
ซูจื่อหลินรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั้งหัวใจ เขามองดูเจ้าตัวน้อยกำลังเตะขาไปมาด้วยความอารมณ์ดี แทบอดใจไม่ไหวอยากจะคว้าตัวเธอเข้ามากอดให้จมอก
ขณะเดียวกัน จี้ฉางก็ลืมตาขึ้นพลางหาวออกมาด้วยความเกียจคร้าน
“ถึงแล้วสินะ… มานี่สิเจ้าตัวเล็ก อาจารย์จะสอนวิธีควบคุมผีให้”
เขายกมือขึ้นดึงผีสาวออกมาจากน้ำเต้า ก่อนใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบตัวเธอไว้ แล้วร่ายปลายนิ้ววาดอักขระอาคมลงบนหน้าผากของเธออย่างรวดเร็ว
“นี่เรียกว่า ‘อักขระตราทาส’ หลังจากลงอาคมแล้ว ผีตนนี้จะคอยรับใช้และทำงานให้เธอแบบว่าง่าย”
ช่วยพูดอะไรที่มีเหตุผลกว่านี้หน่อยได้ไหมคะท่าน?
การเรียกผีให้ออกมาทำงานกลางแดดเปรี้ยงแสก ๆ แบบนี้ มันไม่ใช่แค่การใช้งานแล้ว แต่มันคือการกวาดล้างวิญญาณกันชัด ๆ!
แต่แล้ว… ผีผู้หญิงก็นิ่งงันไป เธอเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถด้วยแววตาเศร้าสร้อย
อ้อ… ลืมไปว่าเธอตายนานแล้ว และที่สำคัญ…เธอตายที่นี่นี่เอง
“โดยทั่วไปแล้ว พวกผีเร่ร่อนที่ไม่มีญาติคอยเซ่นไหว้ หรือผีอาฆาตระดับล่าง จะไม่สามารถปรากฏตัวกลางแสงแดดได้ ส่วนพวกผีร้ายอาจจะพอออกมาได้บ้าง” จี้ฉางเริ่มบทเรียนต่อไป
“แต่ต้องคอยซ่อนตัวตามเงามืดอย่างโถงลิฟต์หรือซอกตึก… แต่ถ้าเป็นพวก ‘ผีระดับจอมมาร’ พวกนั้นจะร้ายกาจกว่ามาก เพราะสามารถเดินเหินไปมากลางแดดจ้าได้เหมือนคนปกติเลยล่ะ”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักพลางทำหน้ามึน ๆ กึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ
จี้ฉางเหลือบมองผีข้างตัวแล้วกล่าวเสริม “แต่สำหรับ ‘ป้าหน้าเหวี่ยง’ตนนี้ เธอทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ ทันทีประตูรถเปิดออกและโดนแสงแดด วิญญาณของยัยป้าจะแตกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านทันที”
ผีป้าหน้าเหวี่ยงคิด
พอได้แล้วมั้ง! คำก็หน้าเหวี่ยง สองคำก็หน้าเหวี่ยง พูดแค่ครั้งเดียวคนเขาก็จำได้แล้วไม่ใช่หรือไง!?
ซู่เป่าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “วิญญาณแตกสลายเหรอคะ? หมายความว่า… ป้าเขาต้องตายซ้ำอีกรอบเหรอคะอาจารย์?”
จี้ฉางกล่าวสอนต่อ “เพราะฉะนั้น อาจารย์จะสอนเคล็ดวิชา ‘ย้ายวิญญาณ’ ให้เธอ พูดง่าย ๆ ก็คือการย้ายยัยป้าหน้าเหวี่ยงคนนี้ไปสถิตไว้ในวัตถุบางอย่าง เพื่อให้เธอสามารถไปไหนมาไหนกลางแดดได้”
โดยทั่วไปแล้ว ของที่ใช้สถิตวิญญาณได้ดีที่สุดก็คือร่ม โดยเฉพาะร่มสีดำ
แต่นั่นไม่ใช่การย้ายวิญญาณที่แท้จริง แถมยังลำบากซู่เป่าที่ต้องคอยกางร่มเดินตามผีไปทุกที่ ซึ่งมันไม่สะดวกเอาเสียเลย
“เราต้องหาของอย่างอื่นแทน ควรจะเป็นของที่น้ำหนักเบาและสามารถปลิวไปตามลมได้” จี้ฉางพูดพลางปรายตาไปมองเจ้าเสี่ยวอู๋โดยไม่รู้ตัว
“ของที่เบา ๆ… ของที่บินได้…” ซู่เป่ามองตามสายตาอาจารย์ไปที่เจ้าเสี่ยวอู๋ แล้วพึมพำกับตัวเอง
เจ้านกแก้วสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต มันรีบแผดเสียงร้องโวยวายทันที “อย่าถอนขนข้า! อย่าถอนขนข้า!”
“ไม่ถอน ๆ พวกเราไม่ถอนขนเสี่ยวอู่แม้แต่เส้นเดียวเลยนะ!” ซู่เป่ารีบปลอบ
ซูจื่อหลินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับงุนงงว่าหลานสาวเขากำลังคุยกับนกอยู่หรือ?
ทันใดนั้น ซู่เป่าก็รูดซิปเปิดกระเป๋าลายแมวเหมียวของเธอออก แล้วควานหาอะไรบางอย่างอยู่นานครู่หนึ่ง
ทันใดนั้นดวงตาของเด็กน้อยเปล่งประกายขึ้นมา!
ผีสาวมองเห็นสิ่งที่ซู่เป่าหยิบออกมาจากกระเป๋าแล้วถึงกับมุมปากกระตุก…