ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 28 พลังของด้ายแดง
บทที่ 28 พลังของด้ายแดง
เช้าตรู่ที่ควรสงบสุข กลับกลายเป็นความวุ่นวาย เมื่อทุกคนที่เพิ่งตื่นนอนเดินออกมาดูตามเสียงเรียก และพบว่าซู่เป่าติดแหง็กอยู่กับซี่กรงระเบียงราวกับลูกแมวหลงทาง เหล่าคุณลุงทั้งหลายตามผู้เฒ่าซูขึ้นมาถึงกับทำสีหน้าไม่ถูก
ซูจื่อซีเป็นคนเดียวที่หลุดขำออกมาแบบไม่ไว้หน้า เขาหัวเราะร่าพลางแซะน้องสาว
“โถ่เอ๊ย… ยัยบื้อเอ๊ย โง่จริง ๆ เลย”
ซู่เป่าที่กำลังเสียขวัญ พอโดนล้อเข้าก็เริ่มรู้สึกเสียหน้าขึ้นมาทันที
“ห้ามหัวเราะนะ!” เด็กน้อยจ้องมองซูจื่อซีด้วยสายตาเคือง ๆ ปนเดือดดาล ใบหน้ากลมป้อมเริ่มเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อด้วยความอาย
ซูอีเฉินพยายามรักษาภาพลักษณ์ขรึม เขาแสร้งยกกำปั้นขึ้นมาปิดริมฝีปากแล้วกระแอมเบา ๆ แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับซ่อนประกายความขำขันไว้ไม่มิด
ถึงแม้ว่าสภาพของซู่เป่าในตอนนี้จะดูน่าสงสารจนน่าใจหาย และพวกเขาทุกคนต่างก็เป็นห่วงเธอแทบแย่
ทว่า…
นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะรู้สึกว่าภาพตรงหน้านี้มันไม่ตลกเสียหน่อย!
มีเพียงคุณยายซูคนเดียวเท่านั้น กังวลจนนั่งไม่ติด ท่านหันไปเอ็ดพวกลูกชายและหลานชายไม่หยุดปาก
“พวกแกยังจะมายิ้มหัวเราะอะไรกันอยู่ได้! รีบช่วยเอาซู่เป่าออกมาเร็วเข้า!”
ซูจื่อหลินลนลานหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ผมจะโทรแจ้งเบอร์ 119 เดี๋ยวนี้แหละครับ!”
ซู่เป่าชะงักกึก ก่อนจะรีบร้องคัดค้านออกมาทันควัน “ไม่ต้องค่ะ! คุณลุงรองไม่ต้องโทรนะคะ!”
เด็กน้อยรู้จักเบอร์ 119 เป็นอย่างดี ตอนที่ยังอยู่หนานเฉิง เธอเคยเห็นเหตุการณ์ไฟไหม้ในหมู่บ้านมากับตา และได้เห็นภาพอันน่าประทับใจของคุณลุงนักดับเพลิงผู้กล้าหาญบุกเข้าไปในกองเพลิงโดยไม่เกรงกลัวเพื่อช่วยเหลือผู้คน
นับตั้งแต่นั้น ในสายตาของเด็กน้อย คุณลุงนักดับเพลิง เปรียบเสมือนซูเปอร์แมนผู้พิทักษ์โลก และเป็นไอดอลอันดับหนึ่งในดวงใจ
แล้วเธอจะยอมให้ไอดอลมาเห็นเธอในสภาพบื้อ ๆ แบบหัวติดกรงระเบียงอย่างนี้ได้ไงกัน!
คุณยายซูไม่รู้เลยว่าซู่เป่ากำลังคิดอะไรอยู่ จึงพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความร้อนใจ
“ซู่เป่าจ๊ะ เป็นเด็กดีนะลูก แบบนี้มันอันตรายมาก ให้ลุงนักดับเพลิงมาช่วยหนูออกมาดีไหม?”
ท่านไหนเลยจะรู้ว่าเด็กตัวเล็ก ๆ แค่นี้ มีความภาคภูมิใจในตัวเองสุดแรงกล้าเสียจนกู้ไม่กลับแล้ว
“คุณยายขา… ซู่เป่า… ซู่เป่าออกมาเองได้ค่ะ รอแป๊บเดียวนะคะ…” ซู่เป่าเอ่ยขัดอย่างดื้อรั้น เด็กน้อยสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกป่อง ก่อนออกแรงขยับและดึงหัวกลับมาสุดกำลัง
ปึ้ก!
เสียงกะโหลกน้อย ๆ กระแทกเข้ากับซี่กรงเหล็กดังสนั่น ทำเอาเจ้าตัวถึงกับสะดุ้งเพราะความเจ็บที่แล่นจี๊ดขึ้นมา
จี้ฉางถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดหน้า
ขอยกเลิกคำพูดที่ว่ายัยหนูนี่มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดได้ไหมเนี่ย!
“เฮ้ ๆ อย่าทำแบบนั้นสิ มันดูบื้อมากเลยนะ” จี้ฉางเอ่ยขัดขึ้นมา “ลองดูใหม่สิ…ลองงอไอ้ราวเหล็กนั่นให้หักดูเป็นไง?”
เธอเนี่ยนะจะงอเหล็กให้หักได้? ซู่เป่าคิด
จี้ฉางพิงหลังกับราวบันไดพลางจ้องมองเด็กน้อยหัวหอมที่ติดแหง็กอยู่
“ไม่งั้นเธอคิดว่าด้ายแดงที่อาจารย์มอบให้ มีไว้เพื่อใส่ประดับเก๋ ๆ อย่างเดียวหรือไง?”
ซู่เป่าก้มมองเชือกสีแดงบนข้อมือของตัวเองด้วยความสงสัย ในขณะเดียวกันที่ด้านหลัง…เหวยหว่านยืนพิงประตูเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา
เหอะ… แค่เรื่องโง่ ๆ แค่นี้ยังติดอยู่ได้ เด็กคนนี้มันสมองนิ่มจริง ๆ
เธอเห็นคนอื่น ๆ ในตระกูลซูต่างกระตือรือร้นกันยกใหญ่ แต่ละคนแสดงความห่วงใยออกมาจนออกนอกหน้า ลุงคนหนึ่งรีบไปลากบันไดมาพาด ส่วนอีกคนก็รีบวิ่งไปเอาเบาะลมมาปูรอไว้ข้างล่าง
เหวยหว่านรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอีกครั้ง
แค่เด็กติดกรงอยู่บนชั้นสอง จำเป็นต้องแตกตื่นกันขนาดนี้เลยหรือไง?
พื้นด้านล่างนั่นก็เป็นสนามหญ้า ต่อให้ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอะไรเลย แล้วตกลงไปจริง ๆ อย่างมากก็แค่เจ็บนิดหน่อย ไม่ถึงตายหรอก
เธอมองดูความตื่นตระหนกที่ทุกคนมีต่อซู่เป่า แล้วย้อนนึกถึงความเย็นชาที่พวกลุง ๆ มีต่อ หานหานลูกสาวของเธอ เหวยหว่านรู้สึกคับแค้นใจ ทำไมก่อนหน้านี้เธอถึงไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่า คนตระกูลซูจะมีมาตรฐานสองชั้นและลำเอียงได้โล่ขนาดนี้!
สนามหญ้าด้านล่าง
เบาะลมขนาดมหึมาถูกกางออกตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ ซูอีเฉินและซูเยว่เฟยยืนคุมสถานการณ์อยู่ด้านล่างด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังราวกับกำลังกู้ชีพในเขตสงคราม
ซูเยว่เฟยวิเคราะห์เป็นงานเป็นการ “ตามหลักสรีรวิทยาของเด็กเล็ก หัวมักจะโตกว่าลำตัว ถ้าหัวลอดผ่านซี่กรงไปได้ ลำตัวก็ต้องมุดตามออกไปได้แน่”
ดังนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้ซู่เป่าบิดตัวแล้วลอดช่องว่างระหว่างกรงออกไปเลย แล้วค่อยลงมาด้านล่าง
ซูอีเฉินขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเย็นชาแข็งกร้าวดูดุดันยิ่งกว่าเดิม “แบบนั้นมันเสี่ยงเกินไป ถ้าเด็กตกลงมาจะทำยังไงเจ้าห้า”
ซูโล่วขยับมือผลักแว่นขอบทองของเขาขึ้นเล็กน้อย พลางเลิกคิ้วยิ้มไม่สะทกสะท้าน “ตกจากชั้นสองลงมาบนเบาะลมหนาเตอะขนาดนั้น… ไม่ตายหรอกน่า”
สิ้นประโยค พี่น้องคนอื่น ๆ ก็หันมาถลึงตาใส่เขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อทันที
ซูโล่วยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ เหล่าพี่น้องที่เหลือต่างรีบอธิบายแผนการให้คุณยายซูฟัง เพราะกลัวว่าหญิงชราจะตกใจจนรับไม่ไหวกับสถานการณ์ตรงหน้า คุณยายของซู่เป่ายังมีท่าทีลังเลและวิตกกังวลไม่หาย
“แล้วถ้าตกลงไปหัวฟาดพื้นล่ะจะทำยังไง? ถ้าคอเคล็ดหรือพลาดท่าเอาแขนขาไปกระแทกจนบาดเจ็บจะทำยังไง? พวกแกรับผิดชอบไหวไหม!”
ซูเยว่เฟยได้แต่ถอนหายใจออกมา ซูอีเฉินพยายามระงับอารมณ์และพูดปลอบเสียงเบา
“แม่ครับ ไม่ต้องกังวลขนาดนั้น เอาเป็นว่ารออีกสักพักนะครับ ผมให้น้องห้าไปหยิบคีมมาแล้ว เดี๋ยวเราจะตัดกรงนี้ทิ้งเลย”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตึงเครียดและถกเถียงกันเอาเป็นเอาตายที่ด้านล่าง กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า มือน้อย ๆ ทั้งสองข้างของซู่เป่ากำลังจับราวเหล็กไว้แน่น ก่อนจะออกแรงผลักมันออกไปสุดชีวิต!
ทันใดนั้นเอง ด้ายสีแดงบนข้อมือของเด็กน้อยเปล่งประกายแสงจาง ๆ ออกมา ราวเหล็กแข็งแกร่งกลับบิดงอตามแรงดึง ราวกับมันเป็นเพียงเส้นบะหมี่นุ่มนิ่ม ซู่เป่าดัดมันจนโค้งงอเปิดเป็นช่องกว้างด้วยพละกำลังมหาศาล!
ซู่เป่าหดศีรษะเล็ก ๆ ของเธอหลบออกมาจากช่องว่างที่ง้างไว้ได้ เด็กน้อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริงสดใส
“ซู่เป่าออกมาได้แล้วค่า!” ทุกคนในบ้านตระกูลซูถึงกับยืนอึ้งตะลึงงัน
เมื่อครู่มัวแต่พัลวันกันอยู่ด้านล่างจึงไม่มีใครทันสังเกตเห็นว่าซู่เป่าหลุดออกมาโดยวิธีใด แม้แต่คุณยายซูที่ยืนคุมอยู่ใกล้ ๆ ยังไม่ทันรู้สึกถึงความผิดปกติเลยด้วยซ้ำ
เมื่อสายตาทุกคู่หันไปมองที่ราวเหล็กซึ่งบิดงอเสียรูปทรงไปอย่างน่าประหลาด สมาชิกครอบครัวซูทุกคนต่างตกใจจนพูดไม่ออก
ลุงใหญ่เป็นคนแรกที่มีสติ เขาตีสีหน้าเรียบเฉยทันควันพลางขยับตัวเข้าไปยืนขวางหน้าซู่เป่า เพื่อใช้แผ่นหลังกว้างของตนบดบังราวเหล็กที่บิดงอนั้นไว้ไม่ให้เป็นที่สังเกต
เขาเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงความเอ็นดู “ซู่เป่าเก่งจริง ๆ… เอาล่ะ ไปทานข้าวกับคุณยายเถอะ”
ลุงคนอื่น ๆ ที่เหลือต่างรีบเดินตามหลังซู่เป่าไปติด ๆ พวกเขาแท็กทีมกันเดินบังราวเหล็กเจ้าปัญหาไว้ราวกับนัดกันมา เพื่อไม่ให้คนนอกหรือแม้แต่คนใช้ในบ้านเห็นร่องรอยประหลาดนั้น
มีเพียงหานหานเท่านั้นที่ยืนมองตามด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้
“ซู่เป่าออกมาได้ยังไงกันนะ…?”
“พี่น้องตระกูลซูพวกนี้ ทำไมต้องทำเหมือนระแวงฉันขนาดนั้นด้วย!” เหวยหว่านเริ่มคิดในใจด้วยความขุ่นเคือง
ไม่ใช่เธอเสียหน่อยที่ทำให้ซู่เป่าเข้าไปติดอยู่ในนั้น
จะมาทำท่าทางตั้งแง่ใส่เธอได้ยังไง?
หานหานเองรู้สึกไม่สบายใจตามแม่ของเธอ เด็กน้อยเม้มปากแน่นก่อนจะเดินก้มหน้าลงบันไดไปเงียบ ๆ
เมื่อลับตาคนนอก ซูอีเฉินจึงก้มลงถามหลานสาวเสียงค่อย “ซู่เป่า…ราวเหล็กนั่น เป็นฝีมือหนูเหรอลูก?”
“ใช่แล้วค่ะ!” ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ
คำตอบนั้นทำให้ซูอีเฉินหวนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่สวนหลังบ้านตระกูลหลิน…จังหวะที่มู่ชิ่นซินกำลังจะลงมือทำร้ายซู่เป่า แต่กลับถูกฝ่ามือน้อย ๆ ของซู่เป่าตบจนกระเด็นหวือออกไป
ตอนนั้นเขาเพิ่งจะตั้งรับมู่ชิ่นซินออกไปพอดี ประกอบกับความเป็นห่วงซู่เป่าจนหน้ามืดตามัว ทำให้เขาไม่ได้เอะใจหรือสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรมากนัก
แต่พอมาลองทบทวนดูตอนนี้…
ซูอีเฉินและพี่น้องคนอื่น ๆ ต่างสบตากันโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าของพวกเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและจริงจังขึ้น
ประมุขซูหรี่ตามองพลางกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เรื่องนี้ห้ามใครเอาไปพูดข้างนอกเด็ดขาด… ซู่เป่า ต่อไปหนูห้ามแสดงพลังแบบนี้ให้คนอื่นเห็นอีกนะ เข้าใจไหม?” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก
ทำไมคุณตากับพวกคุณลุงต้องทำท่าทางตื่นเต้นขนาดนั้นด้วยล่ะ?
พลังเยอะแบบนี้มันไม่ดีตรงไหนกัน? ในเมื่อตอนนี้เธอก็จะได้ช่วยทุกคนทำงานได้เยอะ ๆ ไง
ลุงใหญ่ ลดสายตาลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้าห้ามาหรือยัง?”
ยังไม่ทันขาดคำ ซูอิงเอ๋อร์แบกคีมไฮดรอลิกขนาดมหึมาวิ่งตะโกนเข้ามา
“มาแล้ว ๆ ! ซู่เป่าไม่ต้องกลัวนะลูก! ลุงห้ามาช่วยแล้ว!”
ซู่เป่าน้อยเงยหน้าขึ้นมองพลางลูบคอตัวเองปุ ๆ แล้วตอบเสียงใส
“ลุงห้าขา ซู่เป่าออกมาได้แล้วค่ะ!”
ซูอิงเอ๋อร์ถึงกับชะงักกึก ยืนเอ๋อไปชั่วขณะ ซูอีเฉินรีบก้าวเข้าไปกระซิบเสียงต่ำ “เจ้าห้า…รีบตัดซี่กรงเหล็กพวกนั้นทิ้งให้หมด”
จากนั้นเขาจึงเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ลุงห้าฟังด้วยระดับเสียงที่ได้ยินกันเพียงไม่กี่คน
ซูอิงเอ๋อร์เห็นราวเหล็กบิดงอนั้นเข้ากับตาตัวเอง ถึงกับตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“ยะ… เยี่ยมมาก! ซู่เป่าเก่งที่สุดเลย! เก่งขนาดนี้ สนใจไปทำงานก่อสร้างกับลุงห้าไหมจ๊ะ?”
“ไปค่ะไป!” ซู่เป่าตอบรับทันควัน
คนอื่น ๆ ในบ้านต่างคิดว่าซู่เป่าคงแค่พูดเล่นตามประสาเด็กที่รับปากง่ายแต่เดี๋ยวก็ลืม ทว่าหลังจากทานข้าวเสร็จ เด็กน้อยกลับแสดงความมุ่งมั่น ในการตามลุงรองและลุงห้าไปยังไซต์งานก่อสร้างให้ได้ ซูอีเฉินเอ่ยอย่างจนใจ
“หนูจะไปทำอะไรที่นั่นกันลูก? เป็นเด็กดีนะ ไซต์งานก่อสร้างมันอันตรายมาก เขาห้ามคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้านะครับ”
ซู่เป่ารีบแย้งเสียงใส “ซู่เป่าไม่ได้เป็นคน ‘เค็ม’ นะคะ ซู่เป่าเป็นคน ‘หวาน’ ต่างหาก!” [1]
ซูอีเฉินถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ทุกคนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
เด็กน้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อย ถึงแม้เธอจะดูรู้ความเกินวัยในบางเรื่อง แต่ในมุมไร้เดียงสาก็ยังคงความน่าเอ็นดูไว้ ซูอิงเอ๋อร์ ชายผู้มีร่างยักษ์แต่แฝงไว้ด้วย ‘ใจสาวน้อย’ รีบเข้าไปอุ้มซู่เป่าขึ้นมา
“อื้ม ๆ ซู่เป่าของลุงไม่เค็มเลยสักนิด หนูหวานที่สุดในโลก! ไปกันเถอะ เดี๋ยวลุงห้าจะพาหนูบินไปที่ไซต์งานเอง!” ซู่เป่ากลับดิ้นหลุดจากอ้อมกอดของลุงห้า แล้วรีบวิ่งขึ้นบันไดไป
“ลุงห้าคะ รอซู่เป่าแป๊บนึงนะ ซู่เป่าขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนค่ะ~”
พี่น้องตระกูลซูทั้งแปดต่างมีหน้าที่การงานของตัวเอง ลุงใหญ่ซูอีเฉินต้องรับผิดชอบภาพรวมของบริษัททั้งหมด ลุงสามซูเยว่เฟยต้องกลับไปหน่วยงานเพื่อทดสอบการบิน
ลุงสี่ซูโล่วต้องรีบไปกองถ่าย ส่วนพี่น้องคนอื่น ๆ แม้จะยอมสละเวลาสองวันเพื่อมาฉลองวันเกิดให้เจ้าตัวน้อย แต่ตอนนี้ภารกิจรัดตัวจนต้องกลับไปทำงานเช่นกัน
ส่วนลุงรองซูจือหลินผู้เงียบขรึม และลุงห้าซูอิงเอ๋อร์ผู้มีอารมณ์ร้อนแรงปานระเบิด ทั้งคู่ทำงานอยู่ในแวดวงก่อสร้างด้วยกัน ถึงใคร ๆ จะเรียกพวกเขาว่าผู้รับเหมา แต่ความจริงแล้วพวกเขาบริหารบริษัทก่อสร้างสาธารณูปโภคยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ
ลุงรองเป็นสถาปนิก ชอบลงไปคลุกคลีที่ไซต์งาน ส่วนลุงห้าเป็นผู้อำนวยการโครงการที่นอกจากจะดูแลงานทั้งหมดแล้ว ยังต้องออกตรวจความปลอดภัยในพื้นที่สม่ำเสมอ
ซู่เป่ากลับลงมาพร้อมชุดเอี๊ยมสีเหลืองตัวจิ๋ว สะพายกระเป๋าแมวดูน่ารักน่าชัง ขณะที่เธอกำลังก้าวลงบันได สายตาเหลือบไปเห็นป้าสะใภ้รองเดินสวนขึ้นมา
เด็กน้อยชะงักฝีเท้าลงทันที แล้วเอ่ยทักทายเสียงค่อย “อรุณสวัสดิ์ค่ะ…คุณป้าสะใภ้รอง” ซู่เป่าลอบมองเธอแบบระมัดระวัง
และทันทีที่เธอ ‘เปิดตาทิพย์’ ขึ้นมา ซู่เป่าก็ต้องตกใจจนตัวแข็งทื่อ…
ใบหน้าของป้าสะใภ้รองถูกปกคลุมด้วยหมอกสีดำมืดมิด เผยให้เห็นเพียงดวงตาสองข้างที่ดูราวกับสัตว์ประหลาดกระหายเลือด กำลังจ้องเขม็งออกมาจากหมอกหนานั้น
ซู่เป่ารู้สึกได้ในทันทีว่า… คุณป้าสะใภ้คนนี้ ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
[1] คำว่าคนนอกในภาษาจีน พ้องเสียงกับคำว่าเค็ม