ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 298 มรดกมีส่วนของหวังเจียเจียไหม
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 298 มรดกมีส่วนของหวังเจียเจียไหม
ซู่เป่าจัดการสยบผีหัวทึบได้ง่ายดายเกินคาด เด็กน้อยดีใจจนเนื้อเต้น รีบหันไปถามพี่ชายด้วยแววตาเป็นประกาย “พี่ชายคะ หนูเจ๋งไหม? หนูเก่งมาก ๆ เลยใช่ไหมคะ?”
ซูเหอเวิ่นถึงกับยืนตัวแข็งทื่อด้วยความทึ่ง
‘ไม่ใช่แค่เจ๋งแล้ว… นี่มันระดับขึ้นสวรรค์ได้เลยนะ!’
เขานึกประหลาดใจว่าเหตุใดน้องสาวถึงได้พัฒนาฝีมือรวดเร็วปานนี้ ครั้งก่อนเธอยังเพิ่งหัดสร้างเข็มทิศแปดทิศกับตาข่ายแดงเพื่อดักจับวิญญาณอยู่เลย แล้วไอ้กระถางทองคำกับค้อนยักษ์นี่เธอไปลักจำมาจากไหนกัน…
“เก่งมาก… กล้าหาญสุด ๆ ไปเลย!” ซูเหอเวิ่นตอบอย่างงุนงง
เด็กชายเริ่มเลื่อมใสน้องสาวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบกลั้นความชื่นชมเอาไว้ไม่อยู่
ซู่เป่าดีใจจนแทบทำตัวไม่ถูก เธอรีบหันไปอวดผลงานกับมู่กุยฝาน “คุณพ่อคะ หนูจับผีร้ายตนนั้นได้แล้วนะคะ! เจ้านั่นเป็นผีโง่งมค่ะ!”
มู่กุยฝานลูบหัวเล็ก ๆ ของซู่เป่าพลางเอ่ยชมอย่างไม่เสียดายคำพูด “ลูกรักของพ่อเก่งที่สุดเลยครับ”
ทว่าในใจเขากลับลอบทอดถอน… ‘ช่างน่าเสียดายที่ตัวเขามองไม่เห็นสิ่งใดเลย’
ชายหนุ่มก้มหน้าลงเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววซับซ้อนยากจะคาดเดา
มู่กุยฝานยกข้อมือขึ้นตรวจดูเวลาอีกครั้ง ยามนี้ล่วงเลยเข้าสู่เวลาหกโมงเช้าแล้ว
แสงสางเริ่มขับไล่ความมืดมิด ท้องฟ้าภายนอกเริ่มสว่างจนได้ยินเสียงทักทายกันของเหล่าเพื่อนบ้านที่ออกมาซื้อหาเสบียงในตลาดเช้าเป็นระยะ
“กลับกันเถอะลูก ถ้าคุณยายพบว่าหนูหายตัวไปอีกครั้ง พ่อคงถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ด้วยมือเปล่าแน่”
ซู่เป่าจัดการเก็บวิญญาณร้ายทั้งสี่ตนลงสู่น้ำเต้าอาคม ก่อนยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย พร้อมเอ่ยตอบด้วยเสียงเด็กไร้เดียงสา “ค่า~”
ยากจะจินตนาการเหลือเกินว่ายมทูตตัวน้อยที่เพิ่งกวัดแกว่งค้อนม่วงทองทุบตีผีร้ายเมื่อครู่
เป็นเด็กหญิงดูนุ่มนิ่มเชื่อฟังถึงเพียงนี้!
ยามนั้น ภายในห้องครัว หวังเจียเจียกับสามีของเธอยังคงเปิดศึกโต้เถียงกันไม่เลิกรา…
ทั้งสองต่างกดเสียงต่ำโต้ตอบกันไม่หยุดหย่อน ฝ่ายภรรยาพ่นคำตัดพ้อ ส่วนฝ่ายสามีก็สาดคำเยาะหยันกลับไป ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียว ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
“คุณลุงคุณป้าคะ หนูต้องขอกลับก่อนนะคะ!” ซู่เป่าลอบถอนหายใจแล้วส่ายหน้าไปมา
เจียเจียเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังต้มน้ำทิ้งไว้ เธอรีบเอ่ยรั้ง “อ้าว… จะกลับแล้วเหรอจ๊ะ? นั่งพักจิบชากันก่อนสิ เดี๋ยวป้าจะชงชาให้เดี๋ยวนี้แหละ”
ซู่เป่าโบกมือน้อย ๆ ปฏิเสธ ก่อนแอบใช้พลังขจัดกลิ่นอายอัปมงคลที่หลงเหลืออยู่บนตัวป้าหวังออกไปจนหมดสิ้น
ซู่เป่านิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนทิ้งท้ายว่า “คุณป้าคะ คนเราไม่ได้มีโอกาสให้เสียใจบ่อยนักหรอกนะ ถ้าหากมัวแต่หลงสับสนเกินไป ก็ถูกพวกผีจ้องเล่นงานเอาได้ง่าย ๆ นะคะ!”
พูดจบเธอก็หันไปจ้องมองสามีของเจียเจีย “คุณลุงคะ คุณยายหนูเคยบอกว่า ถ้าคนเราเอาแต่ยึดถือหลักการ แต่กลับไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย มันน่าเกลียดยิ่งกว่าการไม่พูดอะไรเลยเสียอีกค่ะ”
เมื่อเอ่ยจบ ซู่เป่าก็โบกมือลามือเล็ก ๆ แล้วเดินตามหลังคุณพ่อออกไปอย่างอารมณ์ดี
ทิ้งให้สองสามีภรรยาตระกูลหวังยืนอึ้งสนิท ไร้ซึ่งคำพูดใดจะโต้แย้ง
ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาด้วยความเงียบขรึม ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยขึ้น “ที่ผมบอกให้คุณขีดเส้นแบ่งกับครอบครัวเดิมให้ชัดเจน ก็เพื่อตัวคุณเองทั้งนั้น!”
“น้องชายบอกจะซื้อบ้าน คุณก็ควักเงินจ่าย”
“พ่อเข้าโรงพยาบาลขาดแคลนเงิน คุณก็ประเคนให้ แม้แต่จะซื้อที่ดินทำสุสาน ก็ยังจะออกเงินเอง… แล้วคุณคิดจะเลี้ยงดูครอบครัวนั้นไปชั่วชีวิตเลยหรือไง?”
“ไม่หรอกค่ะ เรื่องของพ่อนี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว…” เจียเจียเม้มริมฝีปากแน่น
“งั้นเหรอ? งั้นผมขอถามหน่อยเถอะ อีกไม่กี่ปีถ้าแม่คุณเจ็บป่วย หรือน้องชายคุณขัดสนเงินทอง คณจะนิ่งดูดายไหม? หรือถ้าลูกของน้องชายเกิดอุบัติเหตุมาขอยืมเงินคุณ… คุณตัดใจไม่ให้ได้จริง ๆ หรือ?” ฝ่ายสามีหัวเราะขมขื่น
หวังเจียเจียน้ำท่วมปาก ไร้ซึ่งคำตอบ
สามีของเธอเอ่ยต่อ “ก่อนหน้านี้ผมไม่อยากเอาตัวไปพัวพันกับเรื่องบ้านคุณ เพราะมันมีแต่เรื่องชวนให้รำคาญใจ แต่สิ่งที่ซู่เป่าพูดเมื่อครู่ก็ไม่ผิด ผมเองก็ทำพลาดไปเหมือนกัน”
“คราวนี้ผมขอพูดให้ชัดเจน และใช้โอกาสนี้ขีดเส้นแบ่งให้เด็ดขาด! ค่าที่ดินสุสาน 2.5 แสนใช่ไหม? เราจะออกให้แค่ 1.5 แสนเท่านั้น และผมขอยืนยันคำเดิม… หากครั้งนี้คุณยังดื้อรั้นไม่ฟังคำแนะนำของผม เราก็หย่ากันเสียเถอะ แล้วลูกสาวต้องอยู่กับผม”
หวังเจียเจียรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกจนพูดไม่ออก
เมื่อเห็นหยาดน้ำตาคลอเบ้าภรรยา ชายหนุ่มก็เบือนหน้าหนี แม้วาจาดูแข็งกระด้างทว่าในใจกลับเริ่มอ่อนลง “ผมไม่ได้สั่งให้คุณตัดขาดกับพ่อแม่เสียหน่อย อย่าคิดมากไปนักเลย ผมไม่ได้ห้ามไม่ให้ดูแลพวกเขา แต่ผมต้องการให้คุณรู้ขอบเขตและความรับผิดชอบของตัวเองให้ชัดเจน!”
เจียเจียนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ขณะที่เธอกำลังอ้าปากพูด…
ทันใดนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกผลักออก หวังอี้กวงสวมรองเท้าแตะเดินออกมาขณะกำลังหาวหวอด “พี่… ทำกับข้าวเสร็จหรือยัง?”
เมื่อคืนเขายังคงเคืองพี่สาวจนวางตะเกียบไม่ยอมกินข้าว ยามนี้ท้องจึงประท้วงด้วยความหิวโหย
“เอ๊ะ? พี่เขยหรอกเหรอ แปลกแฮะ ทำไมมาแต่เช้าล่ะครับ?” อี้กวงนึกถึงตอนพี่เขยพยายามห้ามไม่ให้พี่สาวออกเงิน น้ำเสียงที่ใช้จึงเจือไปด้วยกระแสประชดประชัน
พูดจบเขาก็ไม่เหลียวแลพี่เขยอีก แต่กลับเดินเข้าครัวไปสำรวจพลางขมวดคิ้ว “พี่! วันนี้ยังไม่ซื้อของมาทำอาหารอีกเหรอ? กว่าจะได้กินผมคงไส้กิ่วตายพอดี พี่ช่วยลงไปซื้อซาลาเปาให้ผมหน่อยสิ”
“อยากกินก็ไปซื้อเองสิ ไม่ใช่เด็กสามขวบแล้วนี่ จะกินนมยังต้องร้องหาแม่อยู่ได้ จะไปรบกวนพี่สาวทำไม?” สามีของเจียเจียหัวเราะเยาะ
หวังอี้กวงถึงกับหน้าเปลี่ยนสีด้วยความไม่พอใจ
ในใจอี้กวงเต็มไปด้วยความชิงชังพี่เขยผู้นี้ ทั้งเย็นชา ปากร้าย และขี้งกจนน่ารำคาญ แม้แต่เงินทองที่พี่สาวหยาดเหงื่อแรงกายหามาได้ อีกฝ่ายยังหาทางเข้ามาบงการไม่จบสิ้น
ยามพบหน้ากัน เขามักถูกจ้องมองด้วยสายตาดูแคลน ราวกับว่าเพียงแค่อีกฝ่ายมีฐานะมั่งคั่งกว่าเล็กน้อย ก็มีสิทธิ์วางอำนาจบาตรใหญ่ใส่ผู้อื่นอย่างไรก็ได้
โบราณว่าไว้ คนยิ่งรวยยิ่งเห็นแก่ได้ พี่สาวเขาก็คงถูกชายคนนี้เป่าหูจนเสียนิสัยไปหมดแล้ว
“พี่เขยครับ ผมคุยกับพี่สาวผมอยู่ รบกวนอย่าสอดได้ไหม? พี่สาวเปรียบเสมือนแม่คนที่สองของผม ผมจะออเซาะเธอหน่อยมันจะเป็นไรไป!”
สิ้นประโยคนั้น ประตูห้องของผู้สูงอายุก็เปิดออกดัง ปั๊บ! คุณยายเดินนำออกมา เมื่อเห็นเจียเจียและสามียืนอยู่ ก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนเอ่ยทัก “อ้าว… ซุนซู่ก็มาด้วยเหรอจ๊ะ กินอะไรมาหรือยังล่ะ?”
โดยปกติแล้ว ในช่วงเวลานี้เจียเจียมักซื้อของสดกลับมาถึงบ้านพอดี เพื่อเตรียมทำอาหารร่วมกับคุณยายหวัง ทว่าเช้าวันนี้บรรยากาศกลับดูแปลกไปจากทุกวัน
ทางด้านคุณตาซึ่งเพิ่งถูกพลังงานชั่วร้ายกระแทกใส่จนเกือบสิ้นสติ ในที่สุดก็พยายามหยัดกายลุกขึ้นพร้อมกับส่งเสียงไอโขลกติดต่อกันไม่หยุด ราวกับปอดจะหลุดออกมาให้ได้
หวังเจียเจียได้ยินเสียงนั้นก็ร้อนรนหมายจะไปหยิบน้ำมาให้
“ผมเองพี่ เดี๋ยวผมจัดการเอง” หวังอี้กวงรีบแสดงความกตัญญูด้วยการคว้าแก้วน้ำตัดหน้า
เสียงไอจากข้างในห้องยังคงดังต่อเนื่องจนคุณยายต้องรีบเข้าไปดู ไม่นานนักคุณตาก็ถูกพยุงตัวออกมาในสภาพอิดโรย “ซุนซู่ก็มาด้วยหรือ? มาแต่เช้าตรู่เช่นนี้ มีธุระอะไรล่ะ”
ซุนซู่เอ่ยตอบตรงไปตรงมาโดยไร้ซึ่งการอ้อมค้อม “คุณพ่อคุณแม่ครับ วันนี้ที่ผมมาก็เพื่อจะพูดคุยทุกอย่างให้กระจ่างแจ้ง หวังว่าพวกท่านคงไม่ถือสาที่ผมพูดจาขวานผ่าซาก…”
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนยิงคำถามกดดันทันที “ผมแค่อยากทราบว่า บ้านหลังนี้ที่คุณพ่อคุณแม่อยู่ ในอนาคตเจียเจียมีส่วนได้รับมรดกด้วยไหมครับ?”
สิ้นประโยค ทุกคนต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
หัวข้อสนทนาถูกหยิบยกขึ้นมากลางวงเช่นนี้ช่างชวนให้งุนงงและกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
ส่วนในใจของคุณตานั้นกลับเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เขาคิดว่าลำพังแค่ต้องเสียเงินให้ลูกเขยคนนี้ไปก็น่าเสียดายพออยู่แล้ว แต่นี่ตัวเขายังไม่ทันสิ้นลม อีกฝ่ายกลับมาจ้องจะฮุบบ้านหลังนี้เสียแล้ว
ชายชราลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนเอ่ยขึ้น “บ้านหลังนี้ฉันกับแม่แกช่วยกันซื้อมา ส่วนเจียเจียน่ะ… ลูกสาวที่แต่งออกเรือนไปแล้วก็เปรียบเสมือนน้ำที่สาดออกไป เรื่องบ้านหลังนี้ ฉันคิดว่าพวกเธอทั้งคู่คงไม่ได้ขัดสนจนถึงขั้นต้องการมันนักหรอก…”
หวังเจียเจียถึงกับยืนอึ้งตะลึงงัน
แม้เธอไม่เคยคิดหวังในทรัพย์สินของบุพการีเลยแม้แต่น้อย แต่ความจริงที่ว่าพวกเขาไม่เคยเผื่อแผ่ความคิดมาถึงเธอเลยนั้น กลับทำให้หัวใจปวดร้าวอย่างบอกไม่ถูก
เธอเบือนหน้าไปมองคุณยายด้วยความหวังสุดท้าย
ฝ่ายคุณยายไม่ได้เตรียมคำพูดสวยหรูเอาไว้ จึงได้แต่เอ่ยตะกุกตะกัก “เจียเจีย… แม่ไม่ได้บอกว่าจะไม่แบ่งให้ลูกนะ แต่น้องชายของลูกเขายังไม่มีเงินเก็บเลย”
“ลูกกับซุนซู่ต่างก็มีความสามารถและเลี้ยงตัวได้ดี ก็ถือว่าสละให้น้องหน่อยได้ไหม? แม่รู้ว่ามันอาจทำให้ลูกรู้สึกไม่ดี”
“แต่น้องชายลูกยังไม่ได้แต่งงาน อนาคตหากมีลูกหลานขึ้นมาก็ยังไม่รู้จะเป็นอย่างไรต่อไป…”
หวังเจียเจียลอบสะอึก
แม้เธอไม่เคยละโมบในมรดกของพ่อแม่ ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทิ่มแทงใจจนรู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน…
ความขมขื่นในครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะถาโถมเข้ามา…