ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 297 การจัดการผีหัวทึบ
กลุ่มคนเดินทางกลับมาถึงบ้านพ่อแม่ของหวังเจียเจีย ทว่าภายในห้องครัวกลับมีเสียงโต้เถียงกันของสองสามีภรรยาดังแว่วมาอีกระลอก มู่กุยฝานพิงกรอบประตูระเบียงด้วยท่าทีเกียจคร้านพลางก้มมองนาฬิกาข้อมือ
“เจ้าตัวเล็ก พวกนั้นเข้าไปตั้งห้านาทีแล้วนะ คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”
เนื่องจากผู้อาวุโสทั้งสองยังไม่ตื่นจากการหลับใหล พวกเขาจึงไม่อาจลงมือจับดวงวิญญาณชั่วร้ายนั้นโดยตรงได้ ซู่เป่าจึงตัดสินใจปล่อยผีบริวารทั้งสามตนออกจากน้ำเต้าอาคมเพื่อให้เข้าไปจัดการแทน
ค่ำคืนเทศกาลปล่อยผีไม่มีคำว่าพักผ่อน สำหรับเหล่าวิญญาณ ศึกตะลุมบอนแบบสามรุมหนึ่งจึงอุบัติขึ้น…
มู่กุยฝานจ้องมองเข็มนาฬิกาอีกครั้ง นึกในใจว่าหากผีพวกนี้เป็นลูกน้องในหน่วยของเขา ป่านนี้คงถูกลงโทษไปนานแล้ว มาตรฐานของเขาคือต้องสยบเป้าหมายให้ได้ภายในสิบวินาที
นี่กลับล่วงเลยมานานเกินควร
และผู้ร้ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถูกลากคอออกมา…
ผิดกับซู่เป่า เด็กน้อยไร้ซึ่งความกังวล ทั้งยังนั่งแกว่งเท้าไปมาอย่างอารมณ์ดี “หนูเชื่อมือพวกพี่ ๆ ค่ะ!”
ต้องยอมรับว่าผีตนนี้ดุร้ายเอาเรื่อง จนส่งผลให้บ้านของป้าหวังถูกปกคลุมไปด้วยไอเย็นยะเยือกของพลังหยิน ซึ่งการพำนักอยู่ในสถานที่อันอบอวลด้วยกระแสพลังลบนานวันเข้า ย่อมส่งผลร้ายให้ผู้อยู่อาศัยตกอยู่ในสภาวะก้ำกึ่ง..ระหว่างคนกับผี
ทว่าในขณะที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิด พลันเกิดเสียงระเบิดดัง ตู้ม! พร้อมกับกลุ่มพลังงานดำทมิฬแตกกระจายออกบริเวณหน้าประตู
แรงปะทะนั้นทำให้ซูเหอเวิ่นรู้สึกเย็นวาบไปถึงท้ายทอย ก่อนเห็นภาพผีสามตนช่วยกันหามผีอีกตนออกมาในท่วงท่าคล้ายกับการหามหมูไปโรงเชือด
“ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ!” ผีจอมโง่งมดิ้นพล่านพลางแผดเสียงตะคอก
ผีเจ้าชู้ล็อกแขนซ้าย ผีขี้ขลาดตรึงแขนขวา ส่วนผีดวงซวยรับหน้าที่แบกขาทั้งสองข้างอย่างทุลักทุเล
“ปัดโธ่เอ๊ย… รู้งี้ฉันน่าจะชิงพุ่งเข้าไปก่อน แม่งเอ๊ย! นอกจากจะออกแรงเยอะแล้ว ไอ้บ้านี่เป็นผีแท้ ๆ แต่ทำไมเท้าเหม็นบรรลัยขนาดนี้เนี่ย!” ผีดวงซวยสบถด่าไปตลอดทาง
เดิมทีผีดวงซวยคำนวณไว้ว่าให้ผีเจ้าชู้กับผีขี้ขลาดบุกไปก่อน ส่วนตัวเองจะคอยซ้ำเผื่อมีอะไรเหลือให้ทำ แต่ว่าความจริงกลับกลายเป็นต้องใช้แรงมหาศาล แถมยังต้องมาผจญกับกลิ่นเท้ารุนแรงจนแทบสิ้นใจ
ทำไมวางแผนดีแค่ไหน ก็ยังซวยเหมือนเดิม!
“ว้าว! พี่ชายพี่สาวเก่งที่สุดเลยค่า!” ซู่เป่ากระโดดปรบมือชอบใจ
“เรื่องแค่นี้เองจ้ะ” ผีเจ้าชู้เชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจเต็มเปี่ยม
“แค่เนี้ย… อึก… ฉันจัดการได้สบายมาก… อ้วก…” ผีดวงซวยรีบเสริมทั้งที่ยังพะอืดพะอมอยู่ไม่หาย
“ขอแค่ซู่เป่ามีความสุข พี่ก็พร้อมลุยเต็มที่ครับ” ผีขี้ขลาดส่งยิ้มอ่อนโยน
ผีจอมโง่งมถึงกับกระอักเลือดวิญญาณออกมาพร้อมกับคำราม “พวกแกมันไร้ศักดิ์ศรี! กล้าก้มหัวรับใช้เด็กมนุษย์เพียงคนเดียวเนี่ยนะ ไม่รู้จักอับอายบ้างหรือไง!”
ในใจของมันเต็มไปด้วยความไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจว่าเด็กน้อยคนนี้มีอะไร ถึงทำให้วิญญาณร้ายระดับนี้ยอมสยบได้
สำหรับมันแล้ว ต่อให้คนจากโลกเบื้องล่างสั่งประหาร หรือต้องถูกโยนลงกระทะน้ำมันเดือด ก็ไม่มีวันยอมก้มหัวให้มนุษย์ตัวจ้อยเด็ดขาด!
“แน่จริงก็มาดวลกับข้าสิ!” ผีร้ายท้าทายด้วยท่าทางหยิ่งจองหอง “เด็กอย่างแก ฉันคงกลืนลงท้องได้ทีละสิบคนในคำเดียวด้วยซ้ำ!”
แม้มันจะดิ้นรนเพียงใด ทว่าพันธนาการจากผีทั้งสามตนกลับยิ่งรัดแน่นขึ้น
“ตลกตายล่ะ คิดว่าจะหนีพ้นเหรอ? อย่าลืมสิว่าพวกเราเองก็เป็นวิญญาณร้ายระดับเดียวกัน!” ผีเจ้าชู้หัวเราะเย้ยหยัน
‘สามรุมหนึ่งขนาดนี้ ถ้ายังปล่อยให้หนีไปได้สิ ถึงเรียกว่าเรื่องตลก’
เมื่อเห็นว่าหนีไม่รอด ผีจอมโง่งมจึงเปลี่ยนมาใช้แผนยั่วยุ “ไอ้เด็กขยะ! ดีแต่สั่งผีตนอื่น มันจะไปเก่งตรงไหน มีฝีมือก็เข้ามาเองสิ! กล้าไหมล่ะ? ถ้าแกแน่จริงก็มาตบฉันเองเลย ถ้าทำได้ จะยอมเรียกแกว่ายายทวดเลยเอ้า!”
“นี่เป็นคำขอของลุงเองนะคะ!” ซู่เป่ายันกายลุกขึ้นยืน พลางเอ่ยถามย้ำเพื่อความมั่นใจ
‘เธอไม่เคยเจอใครร้องขออะไรแปลกประหลาดขนาดนี้มาก่อนเลยจริง ๆ’
ผีร้ายตนนี้ ย่ามใจคิดว่าแผนการสำเร็จจึงยิ่งโอหัง “ฉันพูดเอง! เข้ามาเลยไอ้เด็กขยะ!”
พลันเกิดเสียงกังวานหึ่งสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ในมือน้อย ๆ ของซู่เป่าปรากฏกระถางสามเหลี่ยมทองคำทอแสงอร่ามตา ก่อนจะเหวี่ยงมันฟาดลงบนศีรษะของผีร้ายเต็มแรงชนิดไม่ยอมออมมือสักนิด!
ผีจอมโง่งมหลงระเริงไปเองว่าเหล่าผีบริวารจะยอมปล่อยตัวเพื่อให้เปิดศึกดวลกันตัวต่อตัว แม้ความจริงกลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง เพราะพวกนั้นกลับยิ่งผนึกกำลังยึดร่างของมันไว้แน่นกว่าเก่าเสียอีก
ขณะที่ซู่เป่าเอง ก็ไม่ได้ความคิดสั่งให้ปล่อยเหยื่อออกจากพันธนาการเลยแม้แต่น้อย
กระถางพุ่งเข้าปะทะใบหน้าของมันจนบิดเบี้ยวผิดรูปดัง ตุ้บ!
“แก…! แกมันเจ้าเล่ห์! ยังไม่ทันปล่อยฉันเลยก็ลงมือตีก่อนซะแล้ว!”
ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความไร้เดียงสา “ลุงบอกให้หนูปล่อยตัวตอนไหนกันคะ?”
“แล้วอีกอย่างนะ” เด็กหญิงวัยสี่ขวบเอ่ยต่อ “ทำไมหนูต้องสั่งให้พี่ชายพี่สาวปล่อยตัวลุงด้วยล่ะ? ลุงคิดว่าหนูเป็นเด็กสามขวบที่หลอกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ!”
ผีจอมโง่งมถึงกับน้ำท่วมปาก ได้แต่ครางประท้วงในลำคอ ก่อนระเบิดอารมณ์ออกมาราวกับเหลืออด “แก…! แกนี่มันยัยเด็กบ้า!”
ผีร้ายกระอักเลือดวิญญาณออกมากองใหญ่ด้วยความโกรธจัดจนสมองพร่าเลือน เหมือนมีฝูงกบนับร้อยพากันแผดเสียงร้องก้องอยู่ในหัว
ในวินาทีนั้นเอง พลังอาฆาตครึ่งหนึ่งของมันถูกกระถางทองคำฟาดจนขาดสะบั้น และทันทีที่กลิ่นอายอัปมงคลหลุดออกจากร่าง มันก็ถูกสูบหายเข้าไปในน้ำเต้าอาคมจนเกลี้ยงเกลา
เจ้าน้ำเต้าลึกลับลอยตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ มันล่องลอยอยู่กลางอากาศพลางจดจ้องเหยื่อ
ผีจอมโง่งมสัมผัสได้ว่าตบะความร้ายกาจของตนหายไปเกินครึ่ง มันมองน้ำเต้าสลับกับจ้องซู่เป่า
‘เป็นไปไม่ได้… เด็กมนุษย์ตัวแค่นี้ไม่มีทางเก่งกาจถึงเพียงนี้’
‘ยันต์กระดาษเหลืองที่แปะไว้บนหลังหวังเจียเจียก่อนหน้านี้ ดูยังไงก็แค่ไร้ค่าชัด ๆ…’
ทว่าซู่เป่ากลับยกมือขึ้นอีกครั้ง พลันเกิดเสียงกังวานอื้ออึงใต้มือเธอ คราวนี้ปรากฏค้อนสีม่วงทองขนาดมหึมาทอประกายเจิดจ้า
เด็กน้อยคว้าด้ามค้อนที่เป็นประกายทองไว้มั่น ก่อนร้องออกมาเสียงใส “แปดสิบ! แปดสิบ!”
ค้อนยักษ์ส่งเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นฟาดลงบนแผ่นหลังของผีตนนั้นถึงสองครา ตีจนร่างของมันหดเล็กลงไปถนัดตา พลังอาฆาตมหาศาลไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย ก่อนถูกน้ำเต้าอาคมดูดกลืนไปจนสิ้นซาก!
จากผีที่เคยดูยิ่งใหญ่ยโส ยามนี้กลับถูกทุบจนกลายเป็นผีร่างเตี้ยม่อต้อ คืนสู่รูปร่างเดิม สูงไม่ถึงหนึ่งเมตรหกสิบ
คราวนี้มันสำรอกเลือดออกมาจริง ๆ ยามมันอ้าปากโลหิตวิญญาณที่กลั่นจากพลังอาฆาตก็พุ่งกระฉูดออกมา ซึ่งน้ำเต้าอาคมก็หาได้รังเกียจไม่ มันทำหน้าที่สูบกินทุกหยาดหยด
ผีจอมโง่งมตกใจจนต้องรีบตะครุบปากตนเองขณะโวยวายด้วยความอัดอั้น “แก! ทำไมถึงตีฉันอีก! คราวนี้ฉันยังไม่ได้ท้าดวลเลยนะ ทำไมถึงยังทำแบบนี้อีก!”
“ไม่ได้พูดเหรอคะ? ก็เมื่อกี้ลุงเพิ่งหลุดปากคำว่า เด็กบ้าออกมานี่นา!” ซู่เป่าเอียงคอถามกลับอย่างสงสัย
“…”
เหล่าผีบริวารทั้งสามตนถึงกับตกตะลึงพรึงเพริดไปตาม ๆ กัน
‘ซู่เป่าไปเก่งแบบก้าวกระโดดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?’
‘หากจำไม่ผิด ท่านอาจารย์จี้เพิ่งสอนแค่วิธีเรียกเข็มทิศแปดทิศเท่านั้นเองนี่นา?’
‘แล้วเหตุใดยามนี้ถึงมีทั้งกระถางทองคำ ทั้งค้อนสีม่วงทองโผล่มาได้ล่ะ…’
ทั้งสามตนก็หาได้เสียเวลาคิดนาน พวกเขาเลือกทิ้งหลักการ และหันมาสอพลอเจ้านายตัวน้อยทันที
ผีเจ้าชู้แสร้งทำเป็นแคะหูพร้อมหยิบยกเรื่องโกหกขึ้นมาดื้อ ๆ “ใช่แล้วล่ะ เมื่อกี้ฉันแว่วเสียงลุงพูดเองกับหูฉันยืนยันได้เลย!”
“ฉันเองก็ได้ยินชัดเจนเลยจ้ะ…” ผีขี้ขลาดตัวสั่นงันงกพลางเอ่ยสนับสนุนเสียงพร่า
ผีดวงซวยถลึงตาใส่ รีบสวมรอยซ้ำเติม “ลุงไม่ได้ร้องขอแค่สองค้อนหรอกนะ แต่ลุงยังแอบก่นด่าซู่เป่าในใจอย่างหยาบคายด้วย ฉันสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตนั่น!”
‘ไอ้พวกผีทรยศ! พวกแกมันพวกขายเพื่อนผีกินขนานแท้!’
หลังจากได้ประจักษ์ในอานุภาพของซู่เป่า ผีร้ายก็ไม่กล้ายโสโอหังอีกต่อไป มันเอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงละล่ำละลักอ “ฉันไม่ได้พูด… ไม่ได้พูดจริง ๆ นะ!”
ซู่เป่ายังคงกำค้อนสีม่วงทองไว้แน่น ท่าทางดูเหมือนยังลงมือไม่หนำใจเท่าไหร่นัก “แล้วลุงมีความต้องการอะไรเพิ่มอีกไหมคะ?”
ผีจอมโง่งมรีบส่ายหัวรัวราวกับพัดลม “ไม่มี! ไม่มีแล้วครับ! คุณยายทวดที่เคารพ ยามนี้มีสิ่งใดให้กระผมรับใช้ไหมครับ?” มันแสร้งปั้นหน้ายิ้มแย้มเอาอกเอาใจ แต่ในใจกลับสาปแช่งไม่หยุดหย่อน
‘ทั้งที่เก่งกาจปานนี้ แต่กลับจงใจติดแผ่นยันต์ขยะให้ข้าตายใจเล่นเนี่ยนะ!’
ต่อให้เป็นผีโง่งมเพียงใด แต่ถ้าล่วงรู้แต่แรกว่าเด็กคนนี้ร้ายกาจระดับนี้ มันคงไม่หาเรื่องใส่ตัวจนต้องมาลงเอยในสภาพนี้แน่นอน!
อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรกลืนพลังอาฆาตมาตั้งมากมาย กลับต้องมาเสียท่าจนหมดสิ้น คราวนี้จบเหกันพอดี แทนที่จะได้เป็นหัวหน้าผี กลับต้องมาคอยก้มหัวเป็นลูกสมุนให้พวกผีเจ้าชู้ผีขี้ขลาดพวกนี้เสียอย่างนั้น
ผีจอมโง่งมอยากร้องไห้โฮออกมา น่าเสียดายที่วิญญาณเช่นมันไม่มีน้ำตาสักหยด!